แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความคิดสร้างสรรค์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความคิดสร้างสรรค์ แสดงบทความทั้งหมด

เคล็ดลับคนมีสุข The Top Secret of a Happy Life


                        คาถาป้องกันภัย จากคนร้าย คำแช่งสาป มิตรเลว เปรต สัมปเวสี

ก่อนที่ผมจะขออนุญาตหยุดเขียนบล๊อคเพื่อทำโปรเจ็ค เขียนหนังสือเรื่อง "การขับผีง่ายนิดเดียว"
เพื่อนำมาขายเป็นทุนในการทำพันธกิจปลดปล่อย หากทำทำหนังสือไม่เสร็จผมก็จะพยายามไม่เขียนบล๊อคอีก เพราะหนังสือนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องที่ต้องการรับการปลดปล่อย และออกไปทำพันธกิจปลดปล่อยได้อย่างมาก  เพราะในเมืองไทยมีแต่ตำราฝรั่ง  ผีฝรั่ง  แต่ผมมีประสบการณ์มากมายในการขับผีทั้งผีไทย ผีจีน ผีเขมร ผีสีลังกา ผีฮินดู ผีพุทธ  ผีบ้านผีเรือน  ผีปอบ และสารพัดผี  จึงอยากเขียนเป็นหนังสือบอกวิธีการขับผี  บอกวิธีการวางมือรักษาโรคที่เกิดผลให้คนของพระเจ้าเอาไปฝึกทำ เพื่อฝากไว้ในแผ่นดินครับ

แบ่งเวลาให้ดีชีวีมีสุข Spend Time Wisely and Be Happy Always


คำอวยพรสุขสันต์เทศกาลแห่งความสุข

แท้จริงพระเยซูคริสต์ยังคงมา บังเกิดในใจของผู้คนเป็นพ้น เป็นหมื่น เป็นล้านคนในแต่ละวันอยู่แล้ว เพราะพระเยซูเจ้าคือพระเจ้าดี  เป็นองค์พระที่เมื่อใครอนุญาตให้พระองค์มาอยู่ด้วยแล้วจะมีชีวิตที่เปลี่ยน ใหม่ได้  เป็นชีวิตแห่งความรัก สันติสุข และความชื่นชมยินดี

 คุณเคยต้อนรับใครสักคนที่น่านับถือ  ใครสักคนที่สำคัญต่อคุณ ใครสักคนที่ยิ่งใหญ่ ใครสักคนที่เป็นผู้เหมือนผู้มีพระคุณล้ำเลิศต่อคุณ ใครสักคนที่คุณรักมากๆ ไหม  ถ้าเราให้เกียรตินั้นต่อพระองค์เหมือนที่เราปฏิบัติตัวเหมือนที่เราปฎิบัติต่อแขกคนสำคัญยิ่งใหญ่มากๆ ที่มาอยู่ในบ้านของเราทุกๆ วัน  พระองค์จะทรงเมตตาโปรดให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้ามาสถิตอยู่ในวิญญาณของคุณทุกๆ วันเช่นกัน


ข้อคิดในการเล่นเฟซบุ๊ค Facebook Warnings


My Attitude on Facebook Posts.
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้เฟซบุ๊ค

When people are online on Facebook, posting comments, writing messages, creating rumors and controversial issues, making personal brand, unleashing emotions,  finding partners, making friends, sending warnings,  just for fun but some miserable people use Facebook because they are addicted to the Internet. They cannot stop using it because they think it has become an essential part of life.

Some people disguise themselves some people expose themselves.

เมื่อคนใช้เฟซบุ๊ค บางคนโพสความคิดเห็นต่างๆ ส่งข้อความสั้นๆ ถึงใครสักคน บ้างใช้เป็นโอกาสสำหรับสร้างข่าวลือ สร้างหัวข้อถกเถียงที่สร้างปัญหา บ้างใช้เป็นที่เป็นที่สร้างแบรนใหม่ให้ตัวเอง บางคนใช้เป็นที่ระบายอารมณ์ หาคู่ หรือหาเพื่อน บางคนส่งข่าวเตือนภัยต่างๆ บ้างก็ใช้เพื่อความสนุก

เป็นแบบทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ข้อคิดที่ไม่ต้องคิด


ผมเขียนเว็บบล๊อคนี้มานานกว่าสองปี  เข้าใจว่า บทความส่วนมากก็จริงจัง ไม่ค่อยมีอารมณ์ขันเลย  บางบทความคนที่หย่อนยานในความเชื่อบางคนก็ได้รับการหนุนใจ กลับใจใหม่ บางคนก็เอาวิธีการไปใช้ก็เกิดผลมากขึ้น  แต่บางบทความก็อาจทำให้นักเทศน์ที่คิดว่าตัวเองแน่แล้ว โมโห หรือหนีไปไม่กลับมาอ่านเว็บนี้อีกเลยเพราะรับไม่ได้กับถ้อยคำอันเผ็ดร้อนที่ผมถ่ายทอดอารมณ์ออกไป  อาจทำให้รู้สึกเหมือนเป็นการเสียดแทง และถากถางคนที่ติดตามพระเจ้าแบบขอเอาแต่พระคุณ เอาความรอดอย่างเดียว   โดยไม่สนใจเรื่องการประกาศข่าวประเสริฐอย่างจริงจัง  ไม่สนใจว่าใครจะรอดพ้นนรก หรือพ้นเวรกรรมหรือไม่

วันนี้ผมได้รับบทความสั้นๆ จากอาจารย์ใหญ่ของผมท่านหนึ่ง ที่อยู่มหาลัยพระคริสต์ธรรมที่ดังที่สุดในเมืองไทย เนื่องจากใบปริญญาบัตรของสถาบันนี้เป็นที่ยอมรับทั่วภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก ผมขออนุญาตไม่เอ่ยนามท่าน  แต่หลายคนอ่านแล้ว ต้องรู้แน่ๆ ว่าเป๋นใครเพราะเรื่องชวนคิดแบบนี้ไม่มีใครเกินอาจารย์ของผมคนนี้แน่ๆ

เป็นแบบทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต
นักเทศน์ท่านหนึ่งใช้เวลามากกว่40 ปี รับใช้เป็นศิษยาภิบาลอยู่   ในคริสตจักรเดียว จึงได้รับความเคารพนับถืออย่างสูงจากคนในชุมชน เมื่อวาระสุดท้ายในชีวิตของท่านมาถึง ในขณะที่นอนอยู่บนเตียงท่านได้ร้องขอให้นายธนาคารและทนายความในท้องถิ่นซึ่งท่านรู้จักเป็นอย่างดีมาเพื่อขอให้อยู่กับท่านในวาระสุดท้ายของชีวิต ทั้งนายธนาคารและทนายความต่างรู้สึกประทับใจมากที่ได้รับการร้องรอให้อยู่เพื่อจะได้พูดคุย จะได้ความรู้สติปัญญาและ
คำสั่งเสียสุดท้ายจากศิษยาภิบาลที่จะแบ่งปันกับเขา
 

เรื่องน่าอาย ของคนหน้าไม่อาย-2

68981416_470fbf161179293475[1].jpg

68981416_fee5a51c1179293491[1].jpg
พี่จรัล ส่งให้ดู บางรูปเด็กไม่ควรดู

เรื่องน่าอาย ของคนหน้าไม่อาย

อันนี้เพื่อนรุ่นใหญ่ส่งมา พี่จรัล บอกว่า พวกนี้ไม่มีอะไรทำ เลยทำสิ่งน่าอาย
แต่ดันบอกว่า เป็นศิลปะ

ความคิดสร้างสรรค์ Creative Thinking

ความคิดสร้างสรรค์

ความหมายของความคิดสร้างสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกตัวคน มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป สำหรับความหมายของความคิดสร้างสรรค์นั้นได้มีผู้ให้ความหมายไว้หลายทัศนะ เช่น
หน่วยศึกษานิเทศน์ กรมการฝึกหัดครู (2523) ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นลักษณะการคิดแบบอเนกนัยหรือความคิดหลายทิศหลายทางที่นำไปสู่กระบวนการคิดประดิษฐ์สิ่งแปลกใหม่ รวมทั้งการคิดและการค้นพบวิธีการแก้ปัญหาใหม่ตลอดจนความสำเร็จในด้านการคิดค้นพบทฤษฎีต่าง ๆ อันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ ต่อสังคม
อารี รังสินันท์ (2527) ให้ความหมายความคิดสร้างสรรค์ไว้ว่า ความคิดสร้างสรรค์คือ ความคิดจินตนาการประยุกต์ที่สามารถนำไปสู่สิ่งประดิษฐ์คิดค้นพบใหม่ ๆทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นความคิดในลักษณะที่คนอื่นคาดไม่ถึงหรือมองข้าม เป็นความคิดหลากหลาย คิดได้กว้างไกลเน้นทั้งปริมาณและคุณภาพ อาจเกิดจากการคิดผสมผสานเชื่อมโยงระหว่างความคิดใหม่ ๆที่แก้ปัญหาและเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
Guilford (1959) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถทางสมอง เป็นความสามารถที่จะคิดได้หลายทิศหลายทาง หรือแบบอเนกนัยและความคิดสร้างสรรค์นี้ประกอบด้วยความคล่องในการคิด ความคิดยืดหยุ่นและความคิดที่เป็นของตนเองโดยเฉพาะ คนที่มีลักษณะดังกล่าวจะต้องเป็นคนกล้าคิดไม่กลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์และมีอิสระในการคิดด้วย
Anderson (1970) ให้ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ว่า คือความสามารถของบุคคลในการคิดแก้ปัญหาด้วยการคิดอย่างลึกซึ้งที่นอกเหนือไปจากการคิดอย่างปกติธรรมดา เป็นลักษณะภายในตัวบุคคลที่สามารถจะคิดได้หลายแง่หลายมุมผสมผสานจนได้ผลิตผลใหม่ที่ถูกต้องสมบูรณ์กว่า
จากนิยามความหมายดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์หมายถึงความสามารถของบุคคลในการคิดหลายแง่หลายมุมที่เรียนกว่าความคิดอเนกนัย( Divergent Thinking) ซึ่งเกิดจาการเชื่อมโยงสิ่งที่ดี ความสัมพันธ์กันโดยมีสิ่งเร้าเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดความคิดแปลกใหม่ที่ต่อเนื่องกันไป สามารถนำไปแก้ปัญหาและประยุกต์ใช้สถานการณ์ต่าง ๆได้

ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์
Davis (1983) ได้รวบรวมแนวคิดเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ของนักจิตวิทยาที่ได้กล่าวถึงทฤษฎีของความคิดสร้างสรรค์ โดยแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆได้ 4 กลุ่ม คือ
1. ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์เชิงจิตวิเคราะห์ นักจิตวิทยาทางจิตวิเคราะห์หลายคนเช่น Freud และ Kris ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการเกิดความคิดสร้างสรรค์ว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นผลมาจากความขัดแย้งภายในจิตใต้สำนึกระหว่างแรงขับทางเพศ (Libido) กับความรู้สึกผิดชอบทางสังคม (Social Conscience) ส่วน Kubie และ Rugg ซึ่งเป็นนักจิตวิเคราะห์แนวใหม่กล่าวว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นเกิดขึ้นระหว่างการรู้สติกับจิตใต้สำนึกซึ่งอยู่ในขอบเขตของจิตส่วนที่เรียกว่าจิตก่อนสำนึก
2. ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์เชิงพฤติกรรมนิยม นักจิตวิทยากลุ่มนี้มีแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์ว่าเป็นพฤติกรรมที่เกิดการเรียนรู้ โดยเน้นที่ความสำคัญของการเสริมแรงการตอบสนองที่ถูกต้องกับสิ่งเร้าเฉพาะหรือสถานการณ์ นอกจากนี้ยังได้เน้นความสัมพันธ์ทางปัญญา คือการโยงความสัมพันธ์จากสิ่งเร้าหนึ่งไปยังสิ่งต่าง ๆทำให้เกิดความคิดใหม่หรือสิ่งใหม่เกิดขึ้น
3. ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์เชิงมานุษยนิยม นักจิตวิทยาในกลุ่มนี้มีแนวคิดว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่มนุษย์มีติดตัวมาแต่กำเนิด ผู้ที่สามารถนำความคิดสร้างสรรค์ออกมาใช้ได้คือผู้ที่มีสัจจการแห่งตน คือ รู้จักตนเอง พอใจตนเองและใช้ตนเองเต็มตามศักยภาพของตน มนุษย์จะสามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์ของตนออกมาได้อย่างเต็มที่นั้นขึ้นอยู่กับการสร้างสภาวะหรือบรรยากาศที่เอื้ออำนวย ได้กล่าวถึงบรรยากาศที่สำคัญในการสร้างสรรค์ว่าประกอบด้วยความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา ความมั่นคงของจิตใจ ความปราถนาที่จะเล่นกับความคิดและการเปิดกว้างที่จะรับประสบการณ์ใหม่
4. ทฤษฎี AUTA ทฤษีนี้เป็นรูปแบบของการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในตัวบุคคล โดยมีแนวคิดว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นมีอยู่ในมนุษย์ทุกคนและสามารถพัฒนาให้สูงขึ้นได้การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ตามรูปแบบ AUTA ประกอบด้วย
4.1 การตระหนัก (Awareness) คือ ตระหนักถึงความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ที่มีต่อตนเอง สังคม ทั้งในปัจจุบันและอนาคตและตระหนักถึงความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในตนเองด้วย
4.2 ความเข้าใจ (Understanding) คือ มีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์
4.3 เทคนิควิธี (Techniques) คือ การรู้เทคนิควิธีในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทั้งที่เป็นเทคนิคส่วนบุคคลและเทคนิคที่เป็นมาตรฐาน
4.4 การตระหนักในความจริงของสิ่งต่าง ๆ (Actualization) คือ การรู้จักหรือตระหนักในตนเอง พอใจในตนเองและพยายามใช้ตนเองอย่างเต็มศักยภาพรวมทั้งการเปิดกว้างรับประสบการณ์ต่าง ๆโดยมีการปรับตัวได้อย่างเหมาะสม การตระหนักถึงเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน การผลิตผลงานด้วยตนเองและการมีความคิดที่ยืดหยุ่นเข้ากับทุกรูปแบบของชีวิต

จากทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ดังกล่าว จะเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะที่มีอยู่ในบุคคลทุกคน และสามารถที่จะพัฒนาให้สูงขึ้นได้โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้และการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนในบรรยากาศที่เอื้ออำนวยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

ลักษณะของความคิดสร้างสรรค์
บรรพต พรประเสริฐ; 2538 ได้จำแนกองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ว่ามีองค์ประกอบ 3 ด้านคือ
1. ความคิดคล่องแคล่ว (Fluency)
2. ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility)
3. ความคิดริเริ่ม(Originality)
ความคิดสร้างสรรค์มีลักษณะที่แบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะได้แก่
ลักษณะที่ 1 เป็นกระบวนการคิดสามารถแตกความคิดเดิมไปสู่ความคิดที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำกับใคร
ลักษณะที่ 2 เป็นลักษณะของบุคคลที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองเกิดความรู้สึกพอใจและเชื่อมั่นในตนเอง และ
ลักษณะที่ 3 เป็นผลงานที่เกิดจากความคิดแปลกใหม่ที่มีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น โดยที่ทุกคนสามารถสร้างสรรค์ได้ กับให้ผู้อื่นยอมรับว่ามีประโยชน์เป็นของแปลกใหม่ ตลอดจนสามารถวัดและประเมินผลของคุณค่าผลผลิตได้
กิลฟอร์ด (Guilford) เสนอความคิดว่า ความสามารถทางสมองซึ่งเกิดจาการปฏิบัติตามเงื่อนไขขององค์ประกอบ 3 มิติ (Three Dimensional Model) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
มิติที่ 1 ด้านเนื้อหา (Contents) หมายถึงวัตถุ/ข้อมูลต่าง ๆที่รับรู้และใช้เป็นสื่อให้เกิดความคิด มีอยู่ 5 ชนิด คือ เนื้อหาที่เป็นรูปภาพ (Figural contents) เนื้อหาที่เป็นเสียง (Auditory contents) เนื้อหาที่เป็นสัญลักษณ์ (Symbolic Contents) เนื้อหาที่เป็นภาษา (Semantic Contents) และเนื้อหาที่เป็นพฤติกรรม (Behavior Contents)
มิติที่ 2 ด้านปฏิบัติการ (Operation)หมายถึงวิธีการ/กระบวนการคิดต่าง ๆที่สร้างขึ้นมา ประกอบด้วยความสามารถ 5 ชนิด คือ การรับรู้และการเข้าใจ(Cognition) การจำ (Memory) การคิดแบบอเนกมัย(Divergent thinking) และการประเมินค่า(Evaluation)
มิติที่ 3 ด้านผลผลิต (Products) หมายถึงความสามารถที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานมิติด้านเนื้อหาและด้านปฏิบัติการเข้าด้วยกัน เป็นผลผลิตที่เกิดจากการรับรู้ วัตถุ/ข้อมูล แล้วเกิดวิธีการคิด/กระบวนการคิด ซึ่งทำให้เกิดผลของการผสมผสานในรูปแบบ 6 ชนิด คือ หน่วย (Units) จำพวก (classes) ความสัมพันธ์ (Relations) ระบบ (System) การแปลงรูป (Transformation) และการประยุกต์ (Implication)

การจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
เทตนิคการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมพัฒนาการความคิดสร้างสรรค์นั้น ครูควรที่จะนำเทคนิควิธีการต่าง ๆมากระตุ้นให้เกิดนิสัยและเจตคติในทางสร้างสรรค์แก่ผู้เรียน ด้วยการหาแนวทางที่จะส่งเสริมความคิดให้แก่ผู้เรียนได้
Davis (1983) ได้รวบรวมแนวความคิดของนักจิตวิทยาและนักการศึกษาที่กล่าวถึงเทคนิคในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นมาตรฐาน เพื่อใช้ในการฝึกฝนบุคคลทั่วไปให้ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงขึ้น เทคนิคเหล่านี้ได้แก่
1. การระดมพลังสมอง (Brainstorming) โดย Alex Csborn เป็นผู้ทีคิดเทคนิคนี้ขึ้น โดยหลักการสำคัญของการระดมพลังสมองคือ การให้โอกาสคิดอย่างอิสระที่สุดโดยเลื่อนการประเมินความคิดออกไปไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในระหว่างที่มีการคิดการวิจารณ์หรือการประเมินผลใด ๆก็ตามที่เกิดขึ้นระหว่างการคิด จะเป็นสิ่งขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ จุดประสงค์ของการระดมพลังสมองก็เพื่อจะนำไปสู่การที่สามารถแก้ปัญหาได้
2. Attribute Listing ผู้สร้างเทคนิคนี้คือ Robert Crawford เทคนิคนี้มีลักษณะเป็นการสร้างแนวคิดใหม่โดยอาศัยแนวคิดเดิม วิธีการใช้แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ
1.1 Attribute modifying คือการปรับเปลี่ยนลักษณะบางประการของแนวคิดหรือผลงานเดิม เช่น ในการตกแต่งห้องทำงานอาจกระทำโดยแยกแยะองค์ประกอบของห้องนั้นออกเป็นส่วน ๆเช่น สี พื้น ผนังห้อง แล้วปรับเปลี่ยนแต่ละส่วนเมื่อนำมารวมกันก็จะได้รูปแบบของห้องในแนวใหม่เกิดขึ้นมากมาย
1.2 Attribute transferring คือการถ่ายโยงลักษณะบางประการจากสถานการณ์หนึ่งมาใช้กับอีกสถานการณ์หนึ่ง เช่น การถ่ายโยงลักษณะงาน คาร์นิวัลมาใช้เป็นแนวคิดในการจัดงานปีใหม่ของโรงเรียน เป็นต้น
3. Morphological Synthesis เป็นเทคนิคที่ใช้ในการสร้างความคิดสร้างความคิดใหม่ ๆ โดยวิธีแยกแยะองค์ประกอบของความคิดหรือปัญหาให้องค์ประกอบหนึ่งอยู่บนแกนตั้งของตารางซึ่งเรียกว่าตาราง Matrix และอีกองค์ประกอบหนึ่งอยู่บนแกนนอน เมื่อองค์ประกอบบนแกนตั้งมาสัมพันธ์กับองค์ประกอบบนแกนนอนในช่วงตารางก็จะเกิดความคิดใหม่ขึ้น
4. Idea Checklist เป็นเทคนิคที่ใช้ในการค้นหาความคิดหรือแนวทางในการแก้ปัญหาต่าง ๆที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยอาศัยรายการตรวจสอบความคิดที่มีผู้ทำไว้แล้ว
5. Synectics Methods คิดค้นขึ้นโดย William J.J.Cordon โดยการสร้างความคุ้นเคยที่แปลกใหม่และความแปลกใหม่ที่เป็นที่คุ้นเคยจากนั้นจึงสรุปเป็นแนวคิดใหม่กระบวนการของการคิดเป็น Cordon นี้มี 4 ประการ คือ
5.1 การสร้างจินตนาการขึ้นในจิตใจของเราหรือการพิจารณาความคิดใหม่
5.2 การประยุกต์เอาความรู้ในสาขาวิชาหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาแก่ปัญหา ที่เกิดขึ้น
5.3 การประยุกต์ใช้การเปรียบเทียบหรืออุปมาในการแก้ปัญหา
5.4 การประยุกต์เอาความคิดใด ๆก็ตามที่เกิดจากจินตนาการมาใช้ แก้ปัญหา
จากแนวคิดเกี่ยวกับการนำเทคนิคการสอนเพื่อช่วยให้เกิดพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ชี้ให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นสามารถสอนกันได้ แต่อย่างไรก็ตามความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีภาวะที่เป็นอิสระสำหรับการคิด ดังที่ Rogers (1970) กล่าวว่า ภาวะที่ส่งเสริมให้บุคคลกล้าคิดอย่างสร้างสรรค์ ได้แก่ ภาวะที่บุคคลรู้สึกว่าตนเองมีความปลอดภัยทางจิต มีค่าได้รับการยอมรับรวมทั้งภาวะที่มีเสรีภาพในการแสดงออกโดยไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือถูกประเมิน

พัฒนาการของความคิดสร้างสรรค์
ลักษณะพัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์ของเด็กจะมีแบบแผนที่แตกต่างกันไปจากพัฒนาการด้านต่าง ๆซึ่งสามารถพัฒนาได้มากกว่าวัยผู้ใหญ่ และจากแนวคิดที่ว่าความคิดสร้างสรรค์ส่งเสริมให้พัฒนาได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาถึงพัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเป็นแนวทางในการเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของเด็กให้เจริญต่อเนื่องถึงวัยผู้ใหญ่ต่อไป Torrance (1962) ได้สรุปลักษณะพัฒนาการความคิดสร้างสรรค์จาการศึกษาของ Ligon ไว้ดังนี้

เด็กวัยทารก – วัยก่อนเรียน (อายุ 0 – 6 ปี)
ในช่วงอายุ 0 – 2 ปี เด็กเริ่มพัฒนาการจินตนาการ ในช่วงขวบแรกเด็กต้องการรู้เรื่องต่าง ๆพยายามเลียนแบบเสียงและจังหวะ เมื่ออายุ 2 ขวบเด็กต้องการให้มีอะไรพิเศษเกิดขึ้น เด็กกระตือรือร้นที่จะได้สัมผัส ชิม และดูทุกสิ่งทุกอย่าง เด็กมีความอยากรู้อยากเห็น แต่วิธีการแสดงออกนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของเด็กแต่ละคน
อายุ 2 – 4 ปี เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับโลกโดยประสบการณ์ตรงและกระทำสิ่งนั้นซ้ำ ๆโดยการเล่นที่ใช้จินตนาการ เด็กตื่นตัวกับสิ่งแปลกใหม่ตามธรรมชาติ ช่วงความสนใจของเด็กจะสั้น โดยเปลี่ยนจากการเล่นอย่างหนึ่งไปอีกอย่างหนึ่งเสมอ เด็กเริ่มพัฒนาความรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง เด็กวัยนี้มักทำในสิ่งที่เกินความสามารถของตนเอง ทำให้เกิดความรู้สึกโกรธและคับข้องใจ
อายุ 4 – 6 ปี เด็กเริ่มสนุกสนานกับการวางแผน การเล่น การทำงาน เด็กเรียนรู้บทบาทของผู้ใหญ่โดยการเล่นสมมุติ มีความอยากรู้อยากเห็นสิ่งที่เป็นจริงและถูกต้อง เด็กสามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่าง ๆแม้ว่าจะไม่เข้าใจเหตุผลนักเด็กทดลองเล่นบทบาทต่าง ๆโดยใช้จินตนาการของ
เด็กเอง ลักษณะความคิดสร้างสรรค์ของเด็กวัยนี้ค่อนข้างจะเป็นธรรมชาติที่ปรากฏชัด

เด็กวัยเรียน (อายุระหว่าง 6 – 12 ปี)
อายุ 6 – 8 ปี จินตนาการสร้างสรรค์ของเด็กเปลี่ยนไปสู่ความเป็นจริงมากขึ้น เขาพยายามที่จะบรรยายออกมาแม้ในขณะที่เขาเล่น เด็กวัยนี้รักการเรียนรู้มากดังนั้นการจัดประสบการณ์ที่ท้าทายและสนุกสนานให้เด็กวัยนี้ย่อมพัฒนาความอยากรู้อยากเห็นให้แก่เด็ก
อายุ 8 – 10 ปี เด็กใช้ทักษะหลายด้านในการสร้างสรรค์และสามารถค้นพบวิธีที่จะใช้ความสามารถเฉพาะตัวของเขาสร้างสรรค์ เด็กมักจะเปรียบเทียบตนเองกับคนที่น่ายกย่องซึ่งสามารถเอาชนะอุปสรรคได้ความสามารถในการถามและความอยากรู้อยากเห็นของเด็กเพิ่มยิ่งขึ้น
อายุ 10 – 12 ปี เด็กชอบการสำรวจค้นคว้า เด็กผู้หญิงชอบอ่านหนังสือและเล่นสมมุติ เด็กชายชอบเรียนจากประสบการณ์ตรง ช่วงเวลาของความสนใจจะนานขึ้นความสามารถทางศิลปะและดนตรีจะพัฒนาได้เร็ว เด็กจะชอบทดลองทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประสบการณ์แต่มักขาดความมั่นใจในผลงานของตนเอง
เด็กวัยนี้จะมีความคิดสร้างสรรค์บางช่วง ซึ่งอาจเป็นผลจากการเข้าสู่ระบบโรงเรียน
เด็กต้องทำตามกฎเกณฑ์ที่สังคมกำหนดขาดโอกาสแสดงความคิดเห็น (Torrance,1968)