Some advices to gain the Spiritual Gifts ทำอย่างไรให้มีของประทานฝ่ายวิญญาณ

อัครทูตเปาโลได้กล่าวว่า...

"พี่น้องทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเข้าใจเรื่องของประทานฝ่ายจิตวิญญาณนั้น ท่านรู้แล้วว่า แต่ก่อนท่านยังเป็นคนไม่เชื่อนั้น ท่านถูกชักนำให้หลงไปนับถือรูปเคารพซึ่งพูดไม่ได้ตามแต่ท่านจะถูกนำไป
ของประทานนั้นมีต่างๆกัน แต่มีพระวิญญาณองค์เดียวกัน"

"งานรับใช้มีต่างๆกัน แต่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน  กิจกรรมมีต่างๆกัน แต่มีพระเจ้าองค์เดียวกันที่ทรงกระทำสารพัดในทุกคน  การสำแดงของพระวิญญาณนั้นมีแก่ทุกคนเพื่อประโยชน์ร่วมกัน"

"ด้วยพระวิญญาณทรงโปรดประทานให้คนหนึ่งมีถ้อยคำประกอบด้วยสติปัญญา (๑)
และให้อีกคนหนึ่งมีถ้อยคำอันประกอบด้วยความรู้ (๒) แต่เป็นโดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน และให้อีกคนหนึ่งมีความเชื่อ (๓) แต่เป็นโดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน

และให้อีกคนหนึ่งมีความสามารถรักษาคนป่วยได้(๔) แต่เป็นโดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน
และให้อีกคนหนึ่งทำการอัศจรรย์ต่างๆ (๕)
และให้อีกคนหนึ่งพยากรณ์ได้ (๖)

และให้อีกคนหนึ่งรู้จักสังเกตวิญญาณต่างๆ (๗)
และให้อีกคนหนึ่งพูดภาษาต่างๆ(๘)
และให้อีกคนหนึ่งแปลภาษานั้นๆได้ (๙) สิ่งสารพัดเหล่านี้ พระวิญญาณองค์เดียวกันทรงบันดาลและประทานแก่แต่ละคนตามชอบพระทัยพระองค์"

"และพระเจ้าได้ทรงโปรดตั้งบางคนไว้ในคริสตจักร  คือ

(๑) หนึ่งอัครสาวก
(๒) สองผู้พยากรณ์
(๓) สามครูบาอาจารย์
แล้วต่อจากนั้นก็มี 
(๔) การอัศจรรย์
(๕) ของประทานในการรักษาโรค  
(๖) การช่วยเหลือ  
(๗) การครอบครอง
(๘) การพูดภาษาต่างๆ 



(พระธรรม ๑ โครินธ์ บทที่ ๑๒ -)

 และท่านเปาโล (Paul) ได้กล่าวอีกครั้งหนึ่ง ในพระธรรม เอเฟซัส บทที่ ๔ ข้อ ๑๑ ดังนี้

...พระองค์ผู้เสด็จลงไปนั้น ก็คือพระองค์ผู้ที่เสด็จขึ้นไปสู่เบื้องสูงเหนือฟ้าสวรรค์ทั้งปวงนั่นเอง
เพื่อจะได้ทำให้สิ่งสารพัดสำเร็จ) พระองค์จึงให้บางคนเป็นอัครสาวก บางคนเป็นผู้พยากรณ์ บางคนเป็น...

ผู้ประกาศข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาล  

และอาจารย์" 

เพื่อเตรียมวิสุทธิชนให้ดีรอบคอบ เพื่อช่วยในการรับใช้

เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น   

จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ

และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า

จนกว่า..เราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์





 ที่ต้องเขียนบทความเรื่องนี้แบ่งปัน ทั้งๆ ที่ผมไม่อยากแสดงภูมิรู้เกี่ยวกับเรื่อง ศาสนศาสตร์เกี่ยวกับศาสนาคริสต์มากนักเพราะเรื่องเหล่านี้ถึงแม้จะมีคนเขียนมามาก แต่เชื่อเถอะยังไม่มีใครรู้ดีถึงร้อยเปอร์เซนต์สักคน รวมถึงตัวผมเองด้วย การเปิดเผยของพระเจ้ายังไม่สมบูรณ์ในชั่วชีวิตของแต่ละคน  อีกทั้งการแสดงทัศนะต่อหลักศาสนศาสตร์ เป็นสิ่งล่อแหลมให้พวกที่มีวิญญาณศาสนาเข้าสิงใช้เป็นช่องทางในการโต้เถียงและหาข้ออ้างปลีกวิเวกมากขึ้น

อย่างเรื่องของประทานนี้ ก็มีคนที่ได้รับการสอนมาว่ามีอยู่แค่ ๙ อย่างเท่านั้น จะนับยังไงมันก็มีแค่ ๙ อย่างนี้แหละ ใครเชื่อว่ามีเกินนี้คือคนที่สอนผิดไปจากพระคัมภีร์  นักเทศน์สายธรรมาจารย์ร้อยละ ๘๐ เชื่อว่ามีแค่นี้  บางส่วนยังเชื่ออีกว่า ของประทานแห่งวิญญาณจิตเหล่านี้ ไม่มีอยู่แล้วในคริสตจักรปัจจุบัน (โดยเฉพาะคริสตจักรของคนที่เชื่อว่ามันไม่มี - มันจึงไม่มี)
พระธรรมมัทธิว  บทที่ ๘ ข้อ ๒๓ กล่าวว่า

"ไปเถิด ท่านได้เชื่ออย่างไร ก็ให้เป็นแก่ท่านอย่างนั้น"

เรื่องที่ล่อแหลม และอาจกลายเป็นหัวข้อในการถกเถียงของบรรดา นักการศาสนาที่จบสูง สมองเต็มไปด้วยดาต้า  แต่ไม่มีการเจิมของพระเจ้า เกิดมายังไม่เคยได้เห็นการอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นด้วยมือของตนเองที่ทำการในพระนามเยซูใดๆ เลย  ท่านเหล่านั้นอาจใช้เป็นหัวข้อในการชักจูงลูกแกะของเขาให้เดินห่างไปจากการเดินทางเข้าสู่การเจิม การใช้ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้ามากขึ้น ดังนั้นผมไม่ขอออกความเห็นในเรื่องนี้มากนักนะครับ  เพราะผมเชื่อว่ามนุษย์ไม่สามารถจำกัดพระเจ้าได้  ด้วยระดับการรับรู้ของมันสมองอันน้อยนิดของมนุษย์ และไม่สามารถจำกัดพระเจ้าตามหลักข้อเชื่อที่มนุษย์แต่ละคณะนิกายเขียนขึ้น

สำหรับผมของประทานของพระเจ้า สามารถพัฒนาขึ้นได้ในตัวของผู้เชื่อจากระดับต่ำ ขึ้นไปสู่ระดับสูงขึ้น จากของประทานที่ไม่ชัดเจน กลายเป็นของประทานของพระวิญญาณที่ทรงพลัง และเต็มไปดวยอิทธิฤทธิ์ในนามของพระเยซู

พระธรรม ๒ โครินธ์ บทที่ ๓ ข้อ ๑๘ กล่าวว่า
....และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้าคือมีสง่าราศีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างสง่าราศีที่มาจากพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้า

หลายท่านคงได้ยินชื่อเสียงของ อาจารย์ เรนฮาร์ด บ๊องเก้ ผู้ประกาศที่ยิ่งใหญ่ในยุคปัจจุบัน ท่านปฏิบัติการในแถบทวีป แอฟริกา การประกาศข่าวประเสริฐของท่าน มีคนเข้าร่วมครั้งละเป็นแสนๆ คน มีหลายครั้งที่มีคนร่วมงานเป็นเกินหนึ่งล้านคน อาจารย์มัทธิว ที่มาช่วยประกาศในเมืองไทยบ่อยๆ ตั้งแต่ปี ๒๐๐๙ จึงถึงปีนี้ ๒๐๑๐ ท่านยังเคยกล่าวยกย่องอาจารย์เรนฮาร์ดหลายๆ ครั้ง

ทุกครั้งที่อาจารย์เรนฮาร์ดเทศนามีการปลดปล่อยอย่างอัศจรรย์เสมอ ท่านสอนใน รายการที่ถ่ายทอดทาง GOD TV (www.god.tv) ว่า พระเจ้าประทานพระวิญญาณอย่างไม่จำกัด (ยอห์น ๓ ข้อ ๓๔)  ของประทานของพระเจ้าจะไหลหลั่งลงมาสู่ ผู้เชื่อที่มีความเชื่อในการเจิมของพระเจ้าอย่างไม่จำกัด เหมือนกับนายทัพที่ส่งทหารออกไปรบในสงคราม นายทัพจะไม่จำกัดอาวุธที่ใช้  แต่จะให้ทหารแต่ละหน่วยใช้อาวุธตามสภาพการรบ และศักยภาพด้านการรบของทหาร

สิ่งที่ผมเชื่ออีกอย่างหนึ่งคือว่า การเจิมมีหลายระดับ และการเจิมมีระดับการปลดปล่อย และอิทธิฤทธิ์ในการทำการอัศจรรย์ก็มีระดับเหมือนกัน  สำหรับคริสตจักรที่ไม่มีความเชื่ออย่างนี้ พวกเขาก็ไม่เห็นจะผิดตรงไหน ในเมื่อเขาไม่เชื่อเขาไม่ได้รับมันก็แค่นั้น  มันไม่มีความแตกต่างอะไร  ยกตัวอย่างการเดินทางสำหรับการเดินทางไม่ว่าเราจะใช้วิธีการไหนในการเดินทาง เป้าหมายปลายทางมันก็เหมือนกัน แต่คนฉลาดย่อมรู้ว่าวิธีการไหน เหมาะกับสภาพของตนเอง  เช่น คนจนๆ เวลาจะไปกรุงเทพ ก็ต้องนั่งรถเมล์เขียว ๙๙ ป ๒ ที่บริิการไม่ค่อยถูกใจ  ไปถึงช้า จอดตลอดทาง  สำหรับคนมีฐานะดีขึ้นมาหน่อยก็คงไม่นั่งแน่ เขาก็อาจจะเลือกนั่ง ป.๑ คน คนที่มีเงินมากกว่านี้ก็เลือกที่จะนั่ง รถเมล์ วีไอพี ๓๒ ที่นั่งที่เบาะปรับนอนได้ ไปสบายๆ  หรือไปการบริษัทอื่นที่มีบริการที่ดีกว่านี้ และถึงไวกว่านิดหนึ่ง

อย่างไรก็ตามก็ยังมีวิธีการไปกรุงเทพวิธีอื่นอีก คือไปด้วยขบวนรถไฟไทย ที่ดังและโยกไปโยกมาตลอดทาง  ในระบบรถไฟก็ยังมีระดับการโดยสารอยู่ดี แล้วแต่ระดับการจ่ายค่าตั๋วนั่ง

นอกเหนือไปจากนี้ก็ยังมีระบบการเดินทางที่เยี่ยมกว่าที่กล่าวมาทั้งหมดอีก คือ การเดินทางด้วยระบบเครื่องบินโดยสารสารการบินไทย หรือสายการบิน ต้นทุนต่ำอย่าง แอร์เอเชีย หรือนกแอร์  แต่ละสายการบินก็ยังมีระดับการโดยสารอยู่ดี คือมีชั้นบิสิเนส หรือ ชั้นเดอลุ๊ก  แล้วก็ชั้นธรรมดา ทั้งหมดที่กล่าวมาก็ขึ้นอยู่กับสภาพรายได้ และรสนิยมของผู้โดยสาร  ผู้โดยสารบางรายมีเงินแต่ไม่ชอบจ่ายมากก็เลือกที่จะทนลำบากแล้วเดินทางไปการ รถเมล์ ป. ๒ ของ บขส. ๙๙ ใช้เวลาเดินทางมากกว่า แต่จ่ายน้อยกว่า ลำบากกว่า แต่ก็ถึงเหมือนกัน อันนี้คือสิ่งที่มันเป็นทางเลือกของคนแต่ละคน แต่ละกลุ่ม  คนจนๆ โอกาสไม่ดี การศึกษาน้อย อยู่ห่างไกลความเจริญ จะให้มีเงินมีฐานะถึงขั้นไปนั่งเครื่องบินชั้นบิสิเนส ก็คงมีไม่มากนัก แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่มีโอกาส  ถ้าเขามีคนจ่ายค่าโดยสารให้เขาก็มีโอกาสไปเหมือนกัน

น่าเสียดายที่คริสเตียนจำนวนเป็นล้านๆ คนที่เชื่อพระเ้จ้า บางคนเชื่อพระเจ้าตั้งแต่เกือบห้าสิบปีก่อน บางคนเป็นคริสต์ตั้งแต่เกิด ยังไม่เคยได้เห็นการสำแดงพระเดชานุภาพของพระเจ้าใดๆ เลย บางคนจึงคิดว่า วิธีการที่เขาจะประกาศเรื่องพระเจ้าต้องเป็นแบบที่เขาเคยทำ เคยประสบ แม้ว่าจะมีคนอื่นมาบอกว่ามีวิธีที่ดีกว่านี้เขาก็ไม่ยอมรับ และไม่เชื่อว่าตนเองสามารถทำได้  คนเหล่านี้หลายคนเคยชินกับระบบศาสนาอันน่าเบื่อ จนกลายเป็นความชาชิน ปฏิบัติตัวซ้ำๆ อย่างนี้ จนกลายเป็นอุปนิสัย จากอุปนิสัยของปัจเจกบุคคล ก็กลายเป็นของกลุ่ม เมื่อกลุ่มทำตามและปฏิบัติซ้ำๆ และสอนตามกันอย่างนั้น มันจึงกลายเป็นวัฒนธรรมและความเชื่อ  ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมคนแก่ๆ จึงไม่สามารถจะรับความคิดอะไรใหม่ๆ ได้อีกแล้ว  และนี่คือสาเหตุที่คริสเตียนต้องมีหลายคณะ หลายลัทธิความเชื่อ  และหลากหลายวิธีการปฏิบัติ  หลายคริสตจักรยังเถียงกันไม่จบเรื่องการร้องเพลงสั้นหรือเพลงยาว

(เบื้องหลังการใช้เพลงสั้นหรือเพลงยาว ผมอยากให้ผู้รู้ดีเรื่องนี้ช่วยกันเขียนบทความเรื่องเพลงนมัสการด้วยนะครับ - แท้จริงส่วนหนึ่งมันอาจเป็นผลประโยชน์ที่แอบแฝงมากับการขายหนังสือเพลงด้วยส่วนหนึ่ง)

ยกตัวอย่างเรื่องการเดินทางของคนไทยในอดีต

สมัยก่อนคนไทยไปไหนมาไหน ต้องเดินไป และไม่ชอบใส่รองเท้า  เพราะยังทำรองเท้าดีๆ ไม่ค่อยเป็น และรองเท้าดีๆ ก็แพง และเป็นคนคนชั้นสูงเท่านั้น (ในสมัยก่อนประเทศไทยไม่ได้เป็นไท อย่างนี้ ทุกคนต้องมีผู้คุ้มกัน คุ้มครอง ต้องมีสังกัด คนไทยร้อยละ ๖๐ มีสถานะเป็นเหมือนไพร่  หรือข้าทาสของนายงาน  ในสมัยก่อนคนไทยเรา  เวลาไปไหนก็ขี่ควายไป ต่อมามีนวัตกรรมใหม่คือเกวียน บ้านไหนมีเกวียนก็ถือว่าเป็นคนมีฐานะดี   ยุคต่อมาก็มีมอเตอร์ไซด์ฮอนด้า  ต่อมาก็มีรถยนต์  ในปัจจุบันคนรวยๆ เขาก็มีเครื่องบินส่วนตัวกันแล้ว

ในปัจจุบันยังมีพวกยึดแต่ของเก่าของเดิม ชอบจำกัดความสามารถของพระเจ้า วัดความสามารถของพระเจ้าตามขนาดมันสมองของตนเอง ไม่ยอมรับการเปิดเผยใหม่ๆ การรับรู้ใหม่ๆ จึงไม่ยอมไปถึงไหน มัวแต่จุดธูปจุดเทียน  ปฎิบัติกิจกรรมไม่ต่างไปจากคนที่กราบไหว้ผีต้นไม้ ผีตามหอผีทั่วไปใดๆ เลยแม้แต่น้อย  อีกอย่างคนสมัยก่อนก็ไม่เล่นอินเตอร์เนทด้วย  ผมก็ยังสงสัยว่าคนที่ชอบพูดว่าไม่มีในพระคัมภีร์มันทำไมยังเล่นอินเตอร์เนท  ผมคิดว่าคนที่ชอบพูดแบบนี้  ถ้าไม่มีในไบเบิ้ลมันไม่น่าเล่นอินเตอร์เนทนะ เพราะมันเป็นเหมือนเกลียดปลาไหลแต่กินน้ำแกง  เป็นพาราด๊อก

ถ้าใครบอกว่าตัวเองรู้หมดแล้ว หรือบอกว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีในพระคัมภีร์ยิ่งไปกันใหญ่ แสดงว่ามนุษย์ผู้ที่พูดหรือเขียนอย่างนั้น มันไม่อายปากตัวเอง คาดว่าวิญญาณเย่อหยิ่งคงจะสิงอยู่ในกบาล หรือในกระเพาะอาหารของเขาจนกลายเป็นคนคนเดียวกันไปแล้ว  เขาอาจกลายเป็นคนหัวสูง ยะโสและถือดี ที่ถือดีคือเชื่อตามอาจารย์ของเขาที่เคยสอน ไม่มีการวิเคราะห์ใตร่ตรองด้วยมุมมองฝ่ายวิญญาณ  ใช้แต่ด้านกว้างและด้านยาว คือ ความรู้และประสบการณ์เท่านั้นแต่ไม่ได้ใช้ด้านลึก คือมิติฝ่ายวิญญาณ

แท้ที่จริงเราอาจคาดเดาได้ว่าคนที่ไม่ยอมรับการเปิดเผยใหม่ๆ ของพระเจ้าเขาเองอาจจะไม่มีพระวิญญาณในดวงจิตของเขาอยู่เลยก็ว่าได้  เพราะเท่าที่ผมรับรู้ คนยิ่งมีความรู้มาก ยิ่งมีความรู้สูง มีอยู่สองอย่าง คือประเภทที่หนึ่ง ผู้รู้กลายเป็นพวกยะโส เย่อหยิ่งชอบให้คนเรียกตนเองว่า อาจารย์ใหญ่ หรือด๊อกเตอร์  ถ้ามีคนประจบสอพลออยู่ใกล้ๆ ยิ่งเบิกบานใจมากขึ้น  หลายๆ ครั้งนอนเคลิ้บเลยเมื่อได้รับศาสนศักดิ์ใหม่ๆ  หลายคนจิตยะโสเข้าครอบงำโดยไม่รู้ตัว จิตประเภทนี้ถ้ามันเกิดกับใคร คนนั้นต้องรีบกลับตัวกลับใจโดยพลัน  เพราะสิ่งที่ท่านคิดมันกลายเป็นเป้าหมายการทำลายของซาตานแล้ว  หากเขาไม่กลับใจ ภัย และความถดถอย ทั้งร่างกายและวิญญาณจะมาถึงตัวเขาและ ยังถ่ายทอดไปสู่คนเหล่านั้นที่เขาสั่งสอน หรือดูแลอยู่ด้วย  แต่ก็มีคนประเภที่สอง คือ เมื่อเขาได้เรียนรู้มากขึ้น จบการศึกษาสูงขึ้น บางคนจบการศึกษาจากสถาบันดังๆ จากต่างประเทศ แน่่ล่ะใครมีโอกาสไปจบนอกมา สำหรับคนไทย พวกเราเห่อของนอกอยู่มาก จึงต้องภูมิใจมาก แต่ไม่น่าเชื่อนะ  คนที่จบจากเมืองนอกหลายๆ คนกลับกลายเป็นคนถ่อมใจ  เพราะได้พบความจริง เมื่อได้เข้าถึงสัจจะมากขึ้น คือยิ่งรู้มาก ยิ่งมีประสบการณ์มาก ยิ่งต้องสงบปากสงบคำ  เพราะถ้าใครจบสูงๆ เขายิ่งเข้าไปใกล้สัจจะมากเท่าใด เขายิ่งพบว่าตัวเองทำเพลิดเพลินกับความผิดพลาดมานานเหลือเกิน เขามักจะพูดกับตัวเองว่า

...โอ้...กรู...ทำไมถึงโง่ขนาดนี้ ทำไมโง่มานานนัก  กรูน่าจะถ่อมใจกว่าที่ผ่านมาสักหน่อยเพื่อกรูจะฉลาด และได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้ามากกว่านี้  เกิดผลดีมากกว่านี้ มากกว่าที่เป็นอยู่  ไม่น่าเสียเวลาสอนผิดๆ เลย...

ประมาณหนึ่งเดือนกว่ามานี้ ผมได้ไปปรนนิบัติพี่น้องที่คริสตจักรแห่งหนึ่ง โดยผมทำหน้าที่เป็นล่ามแปล ในการเทศนาของพาสเตอร์จากต่างประเทศ  ในที่ประชุมแห่งนั้นมีคณะผู้เยี่ยมเยียนจาก ต่างจังหวัดมาเยี่ยม ผู้นำได้พาพี่น้องมาเป็นจำนวนมากและมาจากหลายคริสตจักรเพื่อมาร่วมนมัสการร่วมกับคริสตจักรท้องถิ่นแห่งนี้

พาสเตอร์ชาวต่างประเทศที่่ได้รับเชิญให้มาเทศนาในวันนั้น ได้แบ่งปัน(คำว่าแบ่งปัน แปลว่า พูดสอนในสิ่งที่ตนรู้ ธรรมะ ข้อคิด หลักการทางความเชื่อ หรือสิ่งที่ได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้า) เรื่องความเชื่อที่แท้จริง คือความเชื่อที่มีการกระทำ (ยากอบบทที่ ๒)

ภายหลังจากการแบ่งปัน ผมได้รับคำกระซิบจากเพื่อนผู้รับใช้บอกว่า อาจารย์เดี๋ยวเทศน์เสร็จยังไม่ต้องอธิษฐานเผื่อคนเจ็บป่วย หรืออธิษฐานเพื่อคนกลับใจนะ  เพราะว่าพิธีการนมัสการยังมีอีกหลายขั้นตอน และเราอาจใช้เวลานานในการอธิษฐานปลดปล่อย และเกรงว่าพี่น้องที่มาเยี่ยมบางคนอาจไม่คุ้นเคยกับวิธีการอธิษฐานปลดปล่อยของอาจารย์ อาจทำให้เขากลายเป็นไก่ตื่น และอาจเกิดข้อพิพาทกันได้

ผมยอมรับฟังและปฎิบัติตามโดยดี  เพราะพาสเตอร์ได้สอนผมอีกว่า เมื่อเราไปไหน เราควรเคารพในพิธีกรรมและพิธีการของเจ้าของสถานที่ เพราะแต่ละแห่งอาจมีแนวปฎิบัติไม่เหมือนกัน  ผมก็เห็นด้วยและเป็นสิ่งที่น่ารับฟัง

ภายหลังจากที่นักการศาสนาที่รับหน้าที่เป็นผู้อธิษฐานอวยพระพรในวันนั้นได้อธิษฐานเสร็จ ผมได้เดินไปที่หน้าเวที และได้กล่าวเชิญชวนพี่น้องที่ได้รับฟังคำเทศนาแล้วรู้สึกว่า พระวิญญาณของพระเจ้าสัมผัสใจ  อยากจะกลับใจจากความบาปและพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ทั้งหลาย  และหากมีพี่น้องที่ต้องการรับการอธิษฐานปลดปล่อยจากการเจ็บป่วยและ ความผิดปกติของร่างกายให้ลุกเดินมายืนที่หน้าเวที

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ, มีพี่น้องประมาณ ๓๐ กว่าคน ต่างรอคอยที่จะรับการอธิษฐานอวยพร ทุกคนเิดินออกมาข้างหน้าอย่างหิวกระหายหาพระเจ้า ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากมากในคริสตจักรประเภทอนุรักษ์นิยม พี่น้องประมาณสิบกว่าคนสารภาพความผิดบาป และขอการอภัยบาปเพื่อเริ่มต้นใหม่กับพระเยซูคริสต์  มีพี่น้องอีกหลายท่านต้องการรับการอธิษฐานปลดปล่อยเยียวยาความเจ็บป่วยทางร่างกายและจิตใจ  นอกจากนี้ยังมีคุณแม่ลูกสองอีกคนหนึ่งที่พาลูกๆ มาต้อนรับพระเยซูคริสต์ในเช้าวันนี้เพราะว่า เขาถูกวิญญาณรบกวน  เขาเคยไปหาคนที่คิดว่าช่วยเหลือได้ก็ไม่สามารถช่วยได้ เขาได้ยินว่าพระเยซูชนะผีมารทุกชนิด จึงพาลูกมาขอรับการอธิษฐานปลดปล่อย 

มีผู้หญิงอีกคนหนึ่งมาขอรับการอธิษฐานเนื่องจากเธอเป็นโรคภูมิแพ้ อาการที่ปรากฎชัดของเธอ คือเป็นหวัดบ่อย หายใจลำบาก ก่อนที่ผมจะอธิษฐานให้เธอ ผมได้บอกกับเธอว่า ขณะที่เราอธิษฐานอาจมีบางสิ่งคล้ายๆ กับลมดันเกิดขึ้นในบริเวณทรวงอก และอาจวิ่งไปวิ่งมา  และอาจจะมีความรู้สึกว่าอยากจะอ๊วก  เพราะมีบางสิ่งวิ่งออกมาทางหลอดคอนะ ถ้ารู้สึกอย่างที่ผมบอกให้คุณอ้าปากให้มันพุ่งออกมานะ หรืออ๊วกส่งมันไปเลยก็ได้ คุณผู้หญิงฟังผมเล่าแล้ว เธอยิ้มๆ อาจจะเขินอายหรือ ไม่เชื่อคำพูดของผมก็ไม่ทราบได้ แต่ผมต้องบอกเธอให้ทราบก่อนเพื่อไม่ทำให้เธอตกใจในการอธิษฐานของเรา  

เมื่อผมอธิษฐานวางมือเธอประมาณสักสามนาที เธอได้อ๊วกเอาบางอย่างออกมาจากปาก  ผมจึงขอให้คุณสมบูรณ์ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของคริสตจักรที่นี่ ช่วยหาถุงพลาสติกมารองรับสิ่งที่เธออาเจียนออกมา ด้วยเกรงว่าอาจมีสิ่งเลอะเทอะ  เกี่ยวกับเรื่องการอ๊วกนี้ตอนแรกที่ผมบอกเธอ คุณเธอดูงงๆ ไม่คิดว่าสิ่งทีผมบอกจะเป็นจริง แต่สิ่งที่พุ่งออกมาไม่ใช่อาหารที่อยู่ในกระเพาะของเธอ  แต่มันเป็นบางอย่างที่พวกผมนักอธิษฐานปลดปล่อยรู้จักมันดี  เพราะพวกเรามีประสบการณ์นี้มาเป็นสิบๆ ครั้ง มีคนที่รับการรักษาด้วยฤทธิ์เดชแห่งคำอธิษฐานวางมือในพระนามพระเยซูคริสต์บอกเราครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าเมื่อมันออกมาแล้ว โรคภัย และความป่วยใข้ที่เป็นๆ หายๆ หรือ เป็นเรื้อรังมันจะมีอาการดีขึ้น และหายไปในไม่ช้า ส่วนใหญ่หายทันทีภายหลังจากการอธิษฐานเสร็จ และนี่คือความจริงอย่างหนึ่งของพันธกิจการปลดปล่อย  สำหรับผมโรคภูมิแพ้เป็นอะไรที่ผมเคยประสบมาตั้งแต่ครั้งแรกๆ ที่่ผมเริ่มหัดใช้ของประทานในการปลดปล่อยมาแล้ว สำหรับทีมของเรา โรคภูมิแพ้ ปวดหัวเป็นประจำ ไมเกรน ปวดท้องเป็นกล้วยใข้หอมทองสำหรับเราแล้วต้อนนี้

แต่สิ่งทั้งหมดที่ผมเกริ่นมานี้มันไม่ใช่ใจความสำคัญที่จะเล่าเกี่ยวกับหัวข้อบทความนี้ สิ่งผมจะสื่อให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และลูกศิษย์ลูกหาทุกคนได้รับรู้คือสิ่งนี้

มีคนที่เขาได้ยินนักการศาสนาที่ที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณของชาวคณะที่นำพาพี่น้องมาเยี่ยมคริสตจักรแห่งนี้ และพี่น้องที่มาหลายคนได้ออกมาขอรับการอธิษฐานปลดปล่อยเยียวยา ความป่วยใข้
คนบางคนในกลุ่มผู้นำจิตวิญญาณนี้ได้พูดถ้อยคำอย่างหนึ่งซึ่งผมได้ยินมาบ่อยๆ  ซึ่งเป็นถ้อยคำที่มีอิทธิพล และมีผลกระทบต่อชีวิตการรับใช้ของเขาทั้งชีวิตเลย  เป็นคำพูดที่พี่น้องคริสเตียนหลายคนอาจเคยได้ยินหลายครั้ง บางคนอาจพูดด้วยตนเองหลายครั้ง  เป็นคำพูดที่บอกว่า...


มีพาสเตอร์คนหนึ่งได้ถามผู้นำจิตวิญญาณในกลุ่มนี้ ว่า "ทำไมท่านไม่ไปช่วยเขาอธิษฐานเผื่อพี่น้องที่ต้องการการหายป่วยล่ะ"

มีคำตอบที่ออกมาจากปากของคนหนึ่งบอกว่า

" ผมไม่ไปและผมคงทำไม่ได้หรอก
เพราะผมไม่โฮลี (บริสุทธิ์) เพียงพอที่จะทำได้"

ด้วยคำพูดนี้  หากพี่น้องคริสเตียนที่เดินทางมากับคณะ หรือใครๆ ก็ตามที่เป็นคริสเตียนได้ยินคำพูดนี้พูดออกมาจากปากของคนที่เขานับถือว่าเป็นอาจารย์ เป็นผู้นำจิตวิญญาณของพวกเขา ท่านคิดว่าเขาจะคิดอย่างไร  ผมเชื่อว่าคำตอบคงไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าไหร่  คงเป็นสิ่งที่ติดลบมากกว่าบวก

แท้ที่จริงคำตอบนี้ไม่ได้แปลกประหลาดอะไรเลย สำหรับนักการศาสนาทั่วๆ ไป แต่สำหรับคริสเตียนที่ต้องการรับการรักษาให้หายโรคด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้า เขาคงเสียใจมากที่ได้รับรู้ว่า อาจารย์ที่พวกเขานับถือ และติดตามเป็นพวกไม่ดีเพียงพอที่จะอธิษฐานเผื่อพวกเขาให้หายโรคได้

ในความเป็นจริง ไม่มีมนุษย์คนไหนที่บริสุทธิ์เพียงพอในสายตาของพระเจ้าหรอก  แต่เราต้องไม่ลืมว่าเราทุกคนเป็นคนชอบธรรมด้วยความเชื่อ  เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ด้วยความเชื่อ ด้วยเลือดบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้าที่ไหลลงมาจากไม้กางเขน  ผมใคร่หนุนใจผู้รับใช้พระเจ้าและผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ทุกคนว่า ความคิดที่บอกว่า เราไม่บริสุทธิ์เพียงพอในการอธิษฐานเพื่อให้เกิดการอัศจรรย์ในพระนามพระเยซูคริสต์ เป็นคนความคิดที่ไม่ได้มาจากพระเจ้าอย่างแน่นอน เอ๊ะ ถ้าไม่มาจากพระเจ้ามันมาจากไหนล่ะ  ก็ท่านลองคิดเอาเองก็แล้วกัน

ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ทุกคนมีหน้าที่ต้องออกไปประกาศพระบารมีของพระเจ้า ด้วยการขับผี  วางมือบนคนเจ็บคนป่วยให้หาย  ถ้าเราคิดว่าเราไม่บริสุทธิ์ ทำไมเราไม่ขอการชำระ ทำไมไม่ขนขวานที่จะชำระตัวเองล่ะ  ยิ่งเป็นผู้นำยิ่งต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างด้วย  หากเราไม่มั่นใจแล้วใครจะทำล่ะ คริสเตียนประกาศเรื่องของรอดของพระเยซูมาได้หลายร้อยปีแล้ว เราก็มีกันแค่นี้ มีไม่กี่แสนคน ภายในคนไม่ถึงล้านนี้ยังมีคริสเตียนที่ไหว้รู้ปเคารพ เล่นหวย เล่นการพนัน เชื่อหมอดู สักยัณห์ เล่นชู้  โกงเงินพระเจ้า และทำชั่วร้ายอื่นๆ อีกสารพัด หรือสิ่งที่ชาวโลกเขาเป็นอย่างไร คริสเตียนหลายๆ คนก็ทำอย่างนั้น ไม่มีความแตกต่าง

เมื่อคืนที่ผ่านมาผมไปร่วมคืออธิษฐานวันพุธกับคริสตจักร อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งผมได้มีโอกาสเทศนาแบ่งปัน  หลังจากการอธิษฐานปลดปล่อย น่าดีใจที่คริสตจักรแห่งนี้เป็นแค่คริสตจักรเล็กๆ แต่ในคืออธิษฐานมีคนมาร่วมประมาณ ๕๐ กว่าคน ซึ่งถือว่าอยู่ในขั้นกำลังจะเจริญเลยทีเดียว

หลังจากเทศนา สั้นๆ เสร็จผมได้นำพี่น้องให้คืนดีกับพระเจ้าแล้ว และอธิษฐานเผื่อพี่น้องที่ไม่สบายด้วยอาการต่างๆ หลายคนจนหายดีแล้ว ผมเดินออกมาที่หน้าอาคารโบสถ์  มีผู้หญิงวัยกลางคน คนหนึ่งได้พูดคุยกับผม เธอพูดว่า... เดี๋ยวนี้คริสตจักรของพระเจ้าเริ่มไม่มีความแตกต่างกันเลยกับคนในศาสนาอื่น หรือคนที่ถือผี สังเกตจากว่าในคริสตจักรที่ฉันอยู่มีคนเจ็บ คนป่วย คนที่ไปหาหมอบ่อยๆ เหมือนๆ กับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า  คริสตจักรของฉันไม่มีการอธิษฐานวางมือ ไม่มีการปลดปล่อย ถึงมีการอธิษฐานมันก็ไม่หาย ทำไมหรืออาจารย์?

ผมก็หนุนใจเธอว่า อีกหน่อยทุกคริสตจักรจะเริ่มหันเข้ามาสู่ฤทธิ์อำนาจเช่นเดียวกับของคริสตจักรเริ่มแรก  จะมีผู้รับใช้พระเจ้ามากมายที่เบื่อกับพิธีกรรมพิธีการ หันกลับมาแสวงหาฤทธิ์เดชของพระเจ้า  น่าเสียใจที่การอธิษฐานปลดปล่อยไม่ใช่สิ่งที่ลี้ลับอะไรเลย  แต่มันไม่มีสอนในโรงเรียนพระคัมภีร์ น่าสงสัยว่าอาจารย์ที่สอนในโรงเรียนพระคัมภีร์ทำไมไม่สนใจเรื่องนี้เลย  มัวแต่สอนประวัติศาสตร์ศาสนา สอนหลักข้อเชื่อ สอนพิธีกรรมล้างบาป  พิธีการต่างๆ สารพัด แต่กลับลืมสอนเรื่องสำคัญคือเรื่องการดำเนินชีวิตด้วยสิทธิอำนาจของผู้เชื่อ  การทำการอัศจรรย์ในพระนามอันทรงฤทธิ์ของพระเยซู, การแสวงหาของประทานแห่งฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าที่จะทำให้การประกาศข่าว ประเสริฐเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและได้ผลทันตาเห็น ทำไมเขาไม่ทำก็ไ่ม่รู้ หรือต้องรอให้อาจารย์มัทธิวจากประเทศอินเดีย มาเปิดโรงเรียนปลดปล่อยในเมืองไทยเอง

ในการที่่เราจะสามารถอธิษฐานเผื่อผู้อื่นอย่างเกิดผล น่าจะเป็นสิ่งที่เป็นที่ชอบใจของพระเจ้าอยู่แล้ว พระเจ้าต้องการให้เราทุกคนเป็นผู้เชื่อที่มีของประทานฝ่ายวิญญาณจิต ( ๑ โครินธ์ ๑๔.๑) เพื่อที่เราจะสามารถออกไปประกาศพระบารมีของพระเจ้า  ด้วยการทำการอัศจรรย์ในการรักษาโรคภัย  ขับผีวิญญาณชั่วออกจากคที่ถูกลบกวน และถูกกับดักของมารร้ายได้มากขึ้น

ผมอยากทำความเข้าใจตรงนี้หน่อยหนึ่งว่า การขับผีในที่นี้อาจจะไม่เหมือนกับที่บางคนเข้าใจ คือคนไทยเราคุ้นเคยกับคำว่า "ผีเข้า"  เมื่อมีผีเข้า  ก็จะมีการเชิญหรือขอให้อาจารย์ไปไล่ให้ผีออกจากคน  อันนี้มันไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ  การไปไล่ให้ผีออกจากคนอย่างนั้นใครๆ ก็ทำได้ พวกนักเวทมนต์ พวกนักบวชศาสนาอื่นๆ  แม่ชีอะไรก็ทำได้ครับ เพราะการไล่ผีมีหลายอย่าง คุณจะไล่แบบไหนล่ะเอาแบบโหดๆ เลย โดยการใช้ไม้ตี  ใช้การทรมานร่างกายคนถูกผีสิง มัดด้วยโซ่  หรือใช้การเจรจาด้วยการถวายเครื่องบูชาให้แก่วิญญาณ ให้เป็นสิ่งแลกเปลี่ยนกับการไม่แสดงอาการ หรือการเข้ามาสิงในร่างกายคน  แต่ที่ผมบอกว่าขับผี ในกรณีที่เราปฏิบัติการอยู่ทุกๆ อาทิตย์หรือทุกบ่อยนี้ มันไม่ใช่แบบนั้นนะครับ

มันเป็นอย่างนี้ครับ  คือว่า การขับผีของเรา  เราไม่ได้ไปเที่ยวไปขับผีทั่วไป หรือรับจ้างทำ เราออกไปเทศนาให้คนกลับใจจากบาป  หันกลับมาคืนดีกับพระเจ้า คนที่ป่วยเราก็รักษาเยียวยาด้วยการอธิษฐาน คนที่เคยไปทำไสยศาสตร์ สักยัณห์ห้าแถว เก้ายอด หรือเป็นรูปสัตว์ร้าย  หรือเทพเจ้าต่างๆ เราก็จับทำการปลดปล่อยด้วยการอธิษฐาน  บางครั้งคนป่วยมาด้วยอาการที่หมอไม่สามารถรักษา  โรคเรื้อรัง  โรคทางกรรมพันธ์ พอเราไปอธิษฐานเราก็จะขับวิญญาณผีชั่วร้ายออกมา  บางครั้งเราพบว่าผีมันแสดงตัวออกมาเองอย่างชัดเจน เราก็คุยกับมัน สั่งให้มันพาพวกของมันออกไปให้หมดไม่ให้กลับมาอีก  บางครั้งเราไปอธิษฐานวางมือ พี่น้องบางคนก็ล้มลงไปมีอาการแสดงของวิญญาณอื่นออกมาชัดเจน เราจึงขับผี และสิ่งนี้คือสิ่งที่พันธกิจปลดปล่อยเขาทำกันทั่วโลก ไม่ใช่การไปไล่ผีออกจากคนที่มีอาการแสดงของคนถูกผีสิงอย่างนั้น

ยิ่งไปกว่านี้ ที่สำคัญพันธกิจการปลดปล่อยที่เราปฏิบัติการนี้ เราทำเพื่อการกุศล  เราไม่เรียกร้องเอาเงิน หรือเชิญชวนให้เข้ามาอยู่ในศาสนาคริสต์ บางครั้งเรายังไม่แน่ใจว่าควรจะแนะนำให้คนที่ได้รับการปลดปล่อยเหล่านี้ไปร่วมกับโบสถ์ไหนดี เพราะแต่ละโบสถ์ที่ผมพอจะทราบว่าอยู่ตรงนั้นตรงนี้ มันมีหลายคณะมาก  แต่ละแห่งก็สอนกันไปคนละอย่างสองอย่าง  โบสถ์จริง หรือโบสถ์ปลอม หรือโบสถ์จริงแต่กลายพันธุ์ไปแล้ว ผมไม่แน่ใจว่า เขามีระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เชื่อใหม่หรือเปล่า

คริสตจักรแต่ละแห่งมีระบบการเรียนการสอนพระคัมภีร์ที่มุ่งสร้างคนให้เป็นคริสเตียนคุณภาพหรือเปล่า หรือให้เป็นสาวก มีเป้าหมายเพื่อการขยายอาณาจักรของพระเจ้า หรือเป็นแค่สร้างอาณาจักรของคนบางกลุ่ม บางพวก  พวกเขามีระบบการเลี้ยงดูที่มีหลักสูตร มีหลักเกณฑ์หรือเปล่า เพื่อเป็นหลักประกันว่าคนที่ไปแล้วจะได้พบกับพระเจ้าจริงๆ หรือไปเพื่อเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาที่ไร้เรี่ยวแรง และไม่มีอะไรที่มีคุณค่าพอที่จะเอาตัวไปผูกพันด้วย ผมอาจทำให้คนหลายๆ คนเสียเวลาเปล่าๆ และอาจต้องเสียทรััพย์ที่บริจาคเข้าองค์กรที่ไม่ทำพันธกิจการด้านประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า แต่เป็นองค์กรที่ผูกมัดให้คนเป็นเหมือนเพียงสมาชิกชมรม เพื่อความอุ่นใจ มีพวก และเพื่อความสนุกสนาน  อยู่กันไปเป็นอาทิตย์ ๆ โดยไม่มีนิมิตที่ชัดเจนอะไรเลย  สำหรับผมเอง ผมมีข้อคิดว่า การอยู่กับองค์กร หรือคณะ หรือ โบสถ์ที่ไม่มีนิมิตที่ชัดเจนในการสร้างสาวก และทำการประกาศอย่างมีแผนชัดเจน ผมว่า การไปอยู่กับเขาแบบ ร่วมหัวจมท้าย และการถวายสิบลดให้เป็นการเสียเวลาเปล่าๆ มากกว่า  ผมเชื่อว่าโบสถ์เล็กๆ ที่ดีและมีไฟยังมีอีกมาก

เท่าที่ผมทราบ บางแห่งสอนกันไปมั่วๆ อย่างนั้น บางแห่งอาจารย์สอนตามใจฉัน หรือบางคนอ้างการทรงนำของพระเจ้า  ไม่มีหลักไม่มีแผนการสอนอะไรเลยทั้งสิ้น  คริสตจักรหลายแห่งก็ไม่มีแผนการสร้างสาวก ไม่มีแผนการประกาศพระกิตติคุณ  ไม่มีอะไรเลยในหัว  แม้แต่จะจัดวันคริสตมาสประกาศก็ต้องเถียงกันเรื่องงบประมาณอยู่หลายชั่วโมง  คริสเตียนที่อยู่ในคริสตจักรตั้งแต่สิบปีก่อนตอนนี้ยังเป็นทารก ฝ่ายวิญญาณ  ต้องรอให้อาจารย์เอารถยนต์ไปรับมาโบสถ์ในวันอาทิตย์ก็ยังมีอยู่หลายคน น่าเสียดายจริงๆ อาจารย์บางคนรับใช้ในคริสตจักรจนแก่เกือบจะหมดวาระยังไม่เคยสร้างสาวกที่มีสิทธิอำนาจ และที่สามารถใช้สิทธิอำนาจของผู้เชื่อได้แม้แต่คนเดียว  ทั้งๆ ที่หลายคนก็สอนว่า ให้เราเลียนแบบพระเยซู

ผมไม่ทราบว่าอาจารย์ที่สอนให้พี่น้องเลียนแบบพระเยซู  อาจารย์ให้พี่น้องเลียนแบบอย่างไร  สอนให้รักพี่น้อง ให้รักคนรอบข้าง  แม้แต่ตัวอาจารย์และครอบครัวเอง  หลายคนยังอยู่อย่างลำเข็ญ  ทุนการศึกษาของลูกยังต้องเอ่ยปากขอคนนั้นคนนี้  น่าลำบากใจมาก  ใช้เวลาในการสอนตั้งหลายปี แต่ผลที่ได้คือคริสเตียนที่อ่อนแอ เป็นภาระแก่คริสตจักร  มากกว่าเป็นตัวสนับสนุน  จะโทษผู้เชื่อฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้ เพราะหลายๆ แห่งไม่มีแผนพัฒนางานเยาวชน  หรือผู้ใหญ่ หรือการพัฒนาบุคลากรใดๆ เลย  อีกอย่างก็อาจเป็นเพราะคริสเตียนไม่รู้จักการถวายให้พระเจ้า ไม่รู้จักที่จะรับการเปลี่ยนแปลง  มันจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร  ในตัวมีแต่สิ่งถ่วง สิ่งดึงดูดให้วิญญาณหยดหยอดลงสู่ที่ต่ำ

ในสมัยที่พระเยซูลงมาอยู่โลก พระเยซูไปที่ไหนก็ขับผี  รักษาคนป่วย  ไปหาคนที่สังคมไม่ต้องการ 
ไปหาคนที่ต้องการการปลดปล่อย พระเยซูไปทางไหนเจอแต่คนผีสิง ผีบ้า น้ำลายยืด คนป่วย คนไข้  พระองค์รักษาให้หาย พระองค์ปลดปล่อย แล้วทำไมนักการศาสนาปัจจุบันหลายคนถึงไม่ทำอย่างที่พระเยซูคริสต์ได้เคยทำ  ผมเข้าใจว่าที่ไม่ได้ทำอาจเป็นเพราะว่า เราออกมาจากรากเหง้าแห่งความสบาย 
เป็นคริสตจักรที่ไม่ต้องถูกข่มเหง  ไม่ต้องต่อสู้เพื่อความเชื่อ  อยู่ไปเป็นปีๆ อย่างนี้  พอใครโพล่มาประกาศ  มาระดมการอธิษฐานก็หาว่าเขาเป็นลัทธิเทียมเท็จ  อันตราย  อ้างว่าจะมาสร้างความแตกแยกแก่คริสตจักร

ทุกวันนี้บางแห่งยังยอมให้คริสเตียนไปร่วมงานไหว้รูปเคารพ ร่วมขบวนแห่ทางไสยศาสตร์ บางโบสถ์สร้างสัญญลักษณ์ทางศาสนา  เพื่อกราบไหว้บูชา  บางแห่งทำเครื่องหมายทางศาสนาขาย  เพื่อให้ผู้เชื่อนำไปกราบไหว้บูชา มีใครกล้าออกพูดตระโกนดังๆ  ให้สังคมคริสเตียนได้หันมาสู่รากเหง้าดั่งเดิมหรือเปล่า   เปล่าเลย มีแต่ว่า สันติสุข  Peace peace  พระเยซูบอกว่า เราไม่ได้มาเพื่อนำสันติภาพมาสู่โลก...

พระเยซูกล่าวว่า 
"เรามาเพื่อจะให้  ลูกชายหมางใจกับบิดาของตน   และลูกสาวหมางใจกับมารดา  และลูกสะใภ้หมางใจกับแม่ผัว" (มัทธิว 10.35  ลูกา 12.51)

ผมยังภาวนาว่า ขอให้มีการข่มเหงอย่างร้ายแรงเกิดขึ้นกับคริสเตียนในประเทศไทยบ้างเถอะ  เพราะว่าพวกคริสเตียนปัจจุบันสบายเกินไป  นักการศาสนาไม่ใช้โอกาสขณะที่เวลาแห่งการประกาศข่าวประเสริฐเปิดกว้าง  ผมอยากให้เป็นเหมือนประเทศเพื่อนบ้านน่าจะดี  เราจะได้รู้  ใครบ้างเป็นนักบวชของพระเยซู  หรือนักบวชของพระบาอัล  มันต้องมีการถูกข่มเหงของคริสเตียนเกิดขึ้นมากกว่านี้จึงจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ใครล่ะจะยอมเป็นเครื่องบูชา


แล้วพระองค์ทรงประทานเสื้อสีขาวแก่คนเหล่านั้นทุกคน  และทรงกำชับเขาให้รอต่อไปอีกหน่อย   จนกว่าเพื่อนผู้รับใช้ของเขา  คือพวกพี่น้องของเขาจะถูกฆ่าเหมือนกับเขาครบจำนวน
(วิวรณ์ 6.11)  

พระเยซูปรนนิบัติอยู่ในโลกนี้แค่สามปีกว่า พระเยซูสร้างสาวกที่เป็น สาวกระดับสำคัญจำนวน ๑๒ คน และได้สร้างสาวกระดับรอง ที่ไม่ได้เอ่ยชื่ออีกประมาณ ๗๐ คน ภายในเวลาแค่สามปีพระเยซูสร้างสาวกได้อย่างน้อย 82 คน ทำไมพระเยซูจึงทำได้ แล้วอาจารย์นักการศาสนาสอนพี่น้องว่า ให้เราเลียนแบบพระเยซูคริสต์  อาจารย์บางท่านรับใช้มาสิบกว่าปี ได้สร้างสาวกกี่คน  ถ้าหากเกิดเหตุร้ายไม่คาดฝัน  อาจารย์เกิดป่วยหรือเจออุบัติเหตุตายไป  ใครจะรับผิดชอบการสร้างคน  ผมเกรงว่าถ้าผู้รับใช้ไม่อยู่ คนก็จะกลับไปนับถือสิ่งอื่นๆ เป็นพระเจ้าเหมือนกับสมัยผุ้วินิฉันเป็นแน่แท้  แล้วคริสตจักรไทยจะมีคนทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายวิญญาณได้หรือไม่  นี่คือคำถามตรงที่สะท้อนไปถึงผู้นำคริสตจักรที่ยังไม่ทันตั้งตัวทุกคน


โปรดติดตาม ตอนที่สอง เร็วๆ นี้

(เพิ่มเติม)

 กลับไปหน้าแรกของบล็อค

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

You may post your comments here.
หากท่านมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมหรือเสนอแนะเชิญออกความเห็นได้
(กรุณาใช้ข้อความสุภาพ และสร้างสรรค์)