แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Comments-กระจกหกด้าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Comments-กระจกหกด้าน แสดงบทความทั้งหมด

คำอวยพรเทศกาลคริสต์มาส A Christmas Blessing to you.


มุมมองชีวิต คำอวยพรในเทศกาลแห่งความสุข

"บางคนมักจะมองดูตัวเองแล้วรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
บางคนมองดูกระจกเห็นรูปร่างตัวเอง หรืออวัยวะบางส่วนแล้วรู้สึกไม่ดีเลย
บางครั้งใจมันชอบพูดด่าตัวเองว่า "ทำไมฉันเป็นอย่างนี้ ทำไมมันไม่ดีกว่านี้อีกหน่อย"

"ทำไมฉันไม่สวย ไม่เริด ไม่หล่อ ไม่เฟอร์เฟค สมบูรณ์แบบเหมือนดาราดัง"
บางคนอยากรวยเหมือนกับไมเคิ่ล แจ็คสัน ที่มีคฤหาส์นที่ยิ่งใหญ่อลังการ
บางคนอยากสวยเซ็กซี่เหมือนพระนางคลีโอพัตรา ที่เอาชนะใจจอมทัพและพระราชา
บางคนอยากจะดังทะลุโลกเหมือนกับ จอนเลนน่อน นักร้องวงสี่เต่าทอง

"ทำไมคุณจึงปล่อยให้จิตหลอนๆ แบบนี้มาหลอกให้คุณทำโน้นทำนี่เพื่อ
จะได้สวย จะได้หล่อ จะได้รวย จะได้ดีกว่าคนอื่นๆ หรือจะได้ดังเหมือนคนเหล่านั้น"


"บางครั้งคุณเพลอใจยอมให้สิ่งต่างๆ เข้ามารุมเร้าจนคุณขาดสันติสุข"

บางครั้งบางคราวบางคนก็ใจแกว่งๆ ไปกับ ค่านิยมที่ไร้สติ อยากได้ในสิ่งที่เกินพอดี

ผมขอเสนอแนะว่า

อย่าเครียดกับรูปร่าง หน้าตา หรือขนาดมันสมอง สติปัญญา ฐานะ หรืออะไรของคุณมากไป
คุณน่าจะดีใจนะ ที่คุณยังมีดวงตาที่สามารถมองเห็นโลกที่สวยงาม คุณยังถ่ายได้สบายทุกๆ วัน
จมูกที่แบนๆ แม้มันไม่ค่อยโด่งแต่ยังเป็นจมูกที่หายใจได้ มันไม่เป็นไซนัส ไม่เป็นหวัดบ่อยๆ
คุณยังหายใจโล่งอยู่หรือเปล่า ถึงแม้คุณไม่เป็นอย่างที่โลกลวงๆ คาดหวังให้คุณเป็น ผมขอบอกว่าคุณคือคนพิเศษนะ คุณคือคนพิเศษของใครบางคน

ลองมองดูรอบๆ ตัวซิ มองให้ดีๆ คุณยังมีคนที่รักและเอาใจใส่คุณนะ บางครั้งคุุณไม่ตระหนักว่า การมีชีวิตอยู่แบบนี้ แม้ว่ามันจะไม่สมบูรณ์แบบ หรือร่ำรวย หรือมีชื่อเสียง หรือมีสิ่งของไฮเทค ของแพงๆ ที่คนนิยมแสวงหามา ครอบครอง  แต่การมีชีวิตอยู่ ไม่เจ็บไม่ป่วย มีแรงทำอะไรด้วยตนเอง คุณยังมีคนที่ยังรักห่วงใย ผมขอบอกว่า "คุณยังเป็นคนมีความหมายนะ"

ถ้าชีวิตของเรามีสิทธิ์จะเลือกเกิดมาแล้วได้เป็นเหมือนดาราดัง  เป็นผู้ประสบความสำเร็จ  เป็นที่ได้ครอบครองในสิ่งที่คนมั่งมีได้ครอบครอง หรือเป็นพระราชา แต่ต้องเสียชีวิต เป็นเหมือนมหาเศรษฐีที่ตายไปแล้ว กับการเป็นคนจนๆ เป็นคนไม่ค่อยสวยไม่หล่อเท่าไหร่  ไม่สมบูรณ์แบบ ไม่มีเพื่อนมาก หน้าตาธรรมดา เป็นชาวบ้านธรรมดา เสื้อผ้าอะไรก็ธรรมดา แต่คุณยังเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ มีสุขภาพดี เป็นคนที่มีความรัก  มีความอิ่มใจ มีสันติสุขคุณจะเลือกสิ่งไหนล่ะ  ทำไมคนเราจึงไม่อิ่มใจกับสิ่งดีที่ยังพอมีอยู่

จงขอบคุณฟ้าสวรรค์นะ ที่เรายังมีชีวิตอยู่ เมื่อเรามีชีวิต เรายังมีโอกาสในการทำความดีให้กับตัวเอง ครอบครัว คนรอบข้าง ชุมชน สังคม และมีโอกาสได้รับใช้ประเทศชาติ และบางคนอาจมีโอกาสไปถึงประชาคมโลก

คนธรรมดามักจะคิดและหมกมุ่นอยู่แต่เรื่อง กิน กาม เกียรติ โกง การเรียนสูงๆ มุ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ดัง หรือดีกว่าคนอื่น การไปพักผ่อน เที่ยวต่างประเทศ ไปดูดาราคนโปรด ทำกิจกรรม หรือทำงานอดิเรก จนลืมงานหลัก ลืมเป้าหมายชีวิต มีชีวิตเพื่อกอบโกย เพื่อสร้างฐานะ เพื่อความสุขทางเพศ ครอบครอง  หรืออำนาจ ครอบครัวของฉัน ญาติของฉัน อะไรๆ ของฉัน แท้จริงสิ่งเหล่านี้มันทำให้คน มีความสุขได้จริงหรือ

การมีชีวิตที่รู้จักสภาพของตัวเอง ยอมรับในสมรรถนะ ความสามารถของตน รู้ตัวเองอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไร  ยึดเป้าหมายชีวิตไว้อย่างมั่นคงแน่วแน่ ทำหน้าที่ของตนเองให้ดี พัฒนาตนเองไปเรื่อยๆ  มีความพอใจกับสิ่งที่มีอยู่ มีความหวังในสิ่งที่ดีอยู่เสมอ  วันหนึ่งเราย่อมได้พบกับความสุขที่แท้จริงได้ หากเราได้อยู่ในสังคมที่มีความรัก ความเข้าใจ มีครอบครัวที่อบอุ่น การมีสุขภาพดี ไม่เจ็บป่วยง่าย กินอะไรก็อร่อยลิ้น  อยู่ง่ายกินง่าย มีชีวิตที่เรียบง่าย ได้อยู่ใกล้คนที่รักเรา และคนที่เรารัก  นี่คือความหมายของชีวิตที่ดีนะ

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หรือคือสิ่งที่เป็นความสุขของชีวิตมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่พึ่งได้รับ

สิ่งเหล่านี้จะหาพบได้ง่ายๆ ในสังคมที่คนมีความเชื่อในพระเยซูคริสต์อย่างแท้จริง

พระเยซูบอกว่า

"บรรดาผู้ทำงานหนัก เหน็ดเหนื่อย และแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยและเป็นสุข"

"จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยและเป็นสุข"

ทำไมคนที่กลับใจจากบาปชั่วทั้งปวงและเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าประจำตัวแล้ว จึงมีความสันติสุข มีสุขภาพดี มีจิตใจที่งดงามได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องดัดจริตล่ะ  ก็เพราะพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าที่ยังทรงพระชนม์อยู่ พระองค์สามารถช่วยทุกคนที่ต้อนรับพระองค์ให้มีสันติสุข มีชีวิตที่เปลี่ยนใหม่ได้

เมื่อใกล้จะสิ้นปี  เราน่าจะใช้โอกาสนี้ในการทบทวนวันเวลาแห่งชีวิตที่ผ่านไป  หยุดคิดนิดหนึ่ง ลองสำรวจตัวเองว่า  ชีวิตของคุณมีสันติสุขน้อยไปหน่อย หรือวุ่นวายมาก หรือขาดทุนชีวิต ปล่อยเวลาไปกับสิ่งที่ทำให้เราเจริญขึ้น หรือเจริญลง  เราเจ็บป่วยบ่อยๆ  เป็นหวัด  ไอเป็นระลอก ปวดท้อง ปวดหัวบ่อย

ใกล้เข้าสู่ปีใหม่ ลองทบทวนการใช้เวลา การใช้ชีวิต  การกินการอยู่ ลองปรับตัวใหม่ตั้งใจใหม่อีกครั้ง ยอมละเลิกนิสัยแย่ๆ  อารมณ์ร้ายๆ ที่กวนใจ ทำให้จิตใจอยู่ไม่เป็นสุข ลองหัดพูดถ้อยคำที่หวานหู  เลิกด่าตัวเอง เลิกด่าคนอื่นๆ เลิกด่าพระเจ้า เลิกโทษโชคชะตาและสภาพย่ำแย่ของตัวเอง เลิกคิดเล็กคิดน้อย  ลองหัดเป็นคนเอาใจใส่คนรอบข้าง และกลับใจจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่ทำให้เรา "เสพติด และกลายเป็นทาสของสิ่งต่างๆ"

ลองหันมาหาถ้อยคำของพระเจ้า ลองสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในชุมนุมของคนที่มีความเชื่อในพระเจ้า ถ้าหากเราหันมาหาสิ่งที่ดีกว่า ชีวิตเราจะดีกว่า แต่ถ้าเรายังปล่อยตัวปล่อยใจ ไปกับกระแสของโลก เราจะต้องมีชีวิตไปตามกระแสโลกที่ขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่นอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  

โปรดระลึกว่า มีพระผู้หนึ่งที่รักและห่วงใยเราอย่างแท้จริง ผู้นั้นคือองค์พระเยซูเจ้า พระองค์คือพระเจ้าที่ "ช่วยได้" 

พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกว่า "ถ้าใครแสวงหาพระเจ้าอย่างสิ้นสุดใจ พระเจ้าจะให้เขาได้พบพระองค์"  ลองมาหาพระเจ้าอย่างสิ้นสุดใจซิครับ แล้วคุณจะรู้ว่า แผ่นดินของพระเจ้ามีจริงๆ ชีวิตที่มีสันติสุขจะอยู่กับคนที่ได้รู้จักพระเจ้าองค์เที่ยงแท้  ที่ไม่ได้สร้างด้วยฝีมือทางศิลปะ  หรือเป็นวิญญาณล่องลอยประจำถิ่น  พระเยซูคริสต์ไม่ใช่ศาสนาคริสต์ ศาสนาคือหลักคำสอนเท่านั้น แต่พระเยซูคริสต์ คือพระเจ้าที่ยังเป็นอยู่ สามารถช่วยเราได้จริงๆ  มีปัญหาแก้ไม่ได้ ลองมาหาพระเยซูคริสต์ซิครับ และท่านจะได้พบคำตอบแห่งชีวิต และได้รับชีวิตที่มีสันติสุขแท้


ขอพระเจ้าอวยพระพรทุกท่าน เนื่องในเทศกาลแห่งความสุข เทศกาลคริสต์มาส

Original message: Rice Mu. December 1, 2011

ลักษณะของพวกฟาริสี- Pharisees' characteristic

บทนำ

มัทธิว 17.17 พระเยซูครัสตอบเขาว่า "โอคนในยุคที่ขาดความเชื่อ และมีทิฐิชั่ว เราจะต้องอยู่กับท่านนานเท่าใด เราจะต้องอดทนเพราะท่านไปถึงไหน จงพาเด็กนั้นมาหาเราที่นี้เถิด"

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2010 นักศึกษาพระคริสต์ธรรมฯ แห่งหนึ่ง ได้เชิญผู้เขียน ไปเทศนางานฟื้นฟูประจำเดือน มีพี่น้องมาจากหลายหน่วยงาน ทั้งความหวัง สภาฯ สหกิจ มีเยาวชนมาร่วมงานประมาณ 70 คน  ส่วนใหญ่เป็นอนุชน แต่ก็มีผู้ใหญ่จำนวนประมาณ 25 คน วันนี้อนุชนมาน้อยเพราะในหมู่บ้านติดๆ กันมีการแข่งขันประกวดร้องเพลงที่โรงเรียนติดๆ หมู่บ้านนี้ หลายคนจึงไปดูการร้องเพลงและไม่ได้มาร่วมงาน  ผมได้แบ่งปันเรื่อง วิญญาณฟาริสีสมัยใหม่


ข้อเท็จจริงจากหนัง คนไล่ผี - The Rite


The Rite: คนไล่ผี

ที่จริงผมไม่ใช่นักดูหนังและไม่ใช่นักวิจารณ์ภาพยนต์  ปีๆ หนึ่งผมอาจจะดูไม่กี่เรื่อง คิดว่าไม่ถึงสิบเรื่อง หรือบางทีอาจจะเป็นแค่สักสองสามเรื่องต่อหนึ่งปี แต่ว่าคราวนี้ ผมมีโอกาสได้ดูหนังเรื่อง "คนไล่ผี" (The Rite)  เพราะเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นชาวพุทธแนะนำให้ดูเพราะเขาบอกว่า “นายต้องดูนะ เพราะว่ามันเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ของนาย และนายชอบไล่ผี” มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการขับผี

ก่อนที่ผมจะวิจารณ์เรื่องคนไล่ผี ผมก็ขอเล่าเรื่องย่อๆ ของภาพยนต์เรื่องนี้สักนิดหนึ่งเพื่อเป็นการเพิ่มความเข้าใจ ในการเข้าใจการอภิปรายของผมเกี่ยวกับแนวคิดของภาพยนต์เรื่องนี้


เครื่องรางมหามงคล อภิมหาลาภจริงหรือ








ประชาอิสราเอลเอ๋ย
จงฟังพระวจนะซึ่งพระเจ้าตรัสกับเจ้า 

พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า  

  “อย่าเอาอย่างบรรดาประชาชาติ 
 หรืออย่าคร้ามกลัวเพราะหมายสำคัญของท้องฟ้า 
 ตามที่บรรดาประชาชาติคร้ามกลัวนั้น"
 
 "เพราะธรรมเนียมของชนชาติทั้งหลายก็เท็จ 
  เขาตัดต้นไม้มาจากป่าต้นหนึ่ง 
 เป็นสิ่งที่มือช่างได้กระทำด้วยขวาน"
  
 เขาทั้งหลายก็เอาเงินและทองมาประดับ 
 เขาตอกไว้แน่นด้วยค้อนและตะปู 
 มันก็เคลื่อนไหวไปมาไม่ได้ 
 รูปเคารพของเขาก็เหมือนหุ่นหลอกกา
อยู่ในสวนแตงกวา   

 มันพูดไม่ได้ 
  คนต้องขนมันไป   

 เพราะมันเดินไม่ได้ 
  อย่ากลัวมันเลย 
 เพราะมันทำร้ายไม่ได้ 
 มันก็ทำดีไม่ได้ด้วย”

 
 ข้าแต่พระเจ้า  หามีผู้ใดเหมือนพระองค์ไม่ 
 พระองค์ทรงเป็นใหญ่และพระนามของพระองค์มีฤทธิ์มาก
  
 ข้าแต่พระราชาแห่งบรรดาประชาชาติ ผู้ใดจะไม่ยำเกรงพระองค์ 
 เพราะพระองค์สมควรแก่การอย่างนี้ 
  เพราะในบรรดาปราชญ์ของบรรดาประชาชาติ 
 และในบรรดาราชอาณาจักรทั้งสิ้นของเขา 
 ไม่มีผู้ใดเหมือนพระองค์
 
เขาทั้งหลายทั้งบัดซบและโง่เขลา 
 การตีสอนของรูปเคารพนั้นก็เป็นแต่ไม้
  
 เครื่องเงินทุบนั้นเขาเอามาจากทารชิช 
  และเอาทองคำมาจากเมืองอุฟาส 
 เป็นผลงานของช่างฝีมือและเป็นผลน้ำมือของช่างทอง 
  เสื้อผ้าของรูปเคารพนั้นสีครามและสีม่วง 
  เป็นผลงานของคนชำนาญทั้งนั้น 

แต่พระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ 
  พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ และเป็นพระมหากษัตริย์เนืองนิตย์ 
 พอทรงพระพิโรธแผ่นดินก็หวั่นไหว 
  และบรรดาประชาชาติจะทนต่อความกริ้วของพระองค์ไม่ได้ 

เจ้าจงพูดกับเขาทั้งปวงดังนี้ว่า
  “บรรดาพระเจ้าผู้ที่มิได้ทรงสร้างสวรรค์และโลกจะพินาศไปจากโลก
และจากภายใต้สวรรค์”(ความข้อนี้ ในต้นฉบับเขียนเป็นภาษาอารัม)  

ผู้ทรงสร้างโลกด้วยฤทธิ์เดชของพระองค์ 
 ผู้ทรงสถาปนาพิภพไว้ด้วยสติปัญญาของพระองค์ 
  และทรงคลี่ท้องฟ้าออกด้วย   ความเข้าใจของพระองค์ 

เมื่อพระองค์ทรงเปล่งพระสุรเสียง ก็มีเสียงน้ำคะนองในท้องฟ้า 
  และทรงกระทำให้หมอกลอยขึ้นจากปลายพิภพ 
  ทรงกระทำฟ้าแลบเพื่อฝน 
  และทรงนำลมมาจากพระคลังของพระองค์ 

มนุษย์ทุกคนบัดซบและไม่มีความรู้ 
 ช่างทองทุกคนจะได้อายเพราะรูปเคารพของตน 
 เพราะรูปเคารพหล่อของเขาเป็นของเท็จ 
  และไม่มีลมหายใจในรูปเคารพนั้น 

มันเป็นของไร้ค่า และเป็นผลงานที่น่าเยาะเย้ย 

มัน
จะต้อง
พินาศ
เมื่อถึงเวลา
การลงโทษ 
 


จากพระธรรมเยเรมีห์ บทที่ 10

ตอนที่สอง

วิบัติแก่ผู้ที่กล่าวแก่สิ่งที่ทำด้วยไม้ว่า   "จงตื่นเถิด"   
แก่หินใบ้ว่า "จงลุกขึ้นเถิด"  
 สิ่งนี้สั่งสอนอะไรได้หรือ  
 ดูเถิด  สิ่งนั้นกะไหล่ทองคำหรือเงิน  
 แต่ไม่มีลมหายใจในสิ่งนั้นเลย  

จากพระธรรมฮาบากุก (Habakkuk) 2:19

ท่านรู้แล้วว่าแต่ก่อนท่านยังเป็นคนต่างศาสนาอยู่นั้น ท่านถูกชักนำให้หลงไปนับถือรูปเคารพซึ่งพูดไม่ได้
พระธรรม 1 โครินธ์ 12.2

เหตุว่าเท่าที่จะรู้จักพระเจ้าได้ก็แจ้งอยู่กับใจเขาทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดสำแดงแก่เขาแล้ว ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น คือฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์ ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย เพราะถึงแม้ว่าเขาทั้งหลายได้รู้จักพระเจ้าแล้ว เขาก็มิได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้า หรือหาได้ขอบพระคุณไม่ 

แต่เขากลับคิดในสิ่งที่ไม่เป็นสาระและจิตใจโง่เขลาของเขาก็มืดมัวไป เขาอ้างตัวว่าเป็นคนมีปัญญา   เขาจึงกลายเป็นคนโง่เขลาไป และเขาได้เอาพระสิริของพระเจ้าผู้เป็นอมตะมาแลกกับรูปมนุษย์ที่ต้องตายหรือรูปนก รูปสัตว์จตุบาท และรูปสัตว์เลื้อยคลาน  

 เหตุฉะนั้น   พระเจ้าจึงทรงปล่อยเขาให้ประพฤติอุลามกตามราคะตัณหาในใจของเขาให้เขากระทำสิ่งซึ่งน่าอัปยศทางกายต่อกัน

เพราะว่าเขาได้เอาความจริงเรื่องพระเจ้ามาแลกกับความเท็จ และได้นมัสการและปรนนิบัติสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ แทนพระองค์ผู้ทรงสร้าง ผู้ซึ่งควรจะได้รับความสรรเสริญเป็นนิตย์  

 อาเมน    พระธรรมโรม 1.20-25

 รูปเคารพของคนเหล่านั้นเป็นเงินและทองคำ  
 เป็นหัตถกรรมของมนุษย์  
 รูปเหล่านั้นมีปาก  แต่พูดไม่ได้  
มีตา  แต่ดูไม่ได้  
 มีหู  แต่ฟังไม่ได้ยิน  
 มีจมูก  แต่ดมไม่ได้  
 มีมือ  แต่คลำไม่ได้  
 มีเท้า  แต่เดินไม่ได้  
 รูปเหล่านั้นทำเสียงในคอไม่ได้  
 ผู้ที่ทำรูปเหล่านั้นจะเป็นเหมือนรูปเหล่านั้น  
 เออ บรรดาผู้ที่วางใจในรูปเหล่านั้นก็เช่นกัน  
จากพระธรรมสดุดี 115.4

... (หากพวกเจ้าทั้งหลายไม่สามารถมองเห็นสัณฐานของพระเจ้าได้)
จงระวังเถิด เกรงว่าท่านทั้งหลายจะหลงทำรูปเคารพ แกะสลักสำหรับตัวท่านทั้งหลาย เป็นสัณฐานสิ่งหนึ่งสิ่งใด

เป็นรูปตัวผู้หรือตัวเมีย
เหมือนสัตว์เดียรัจฉานอย่างใดในโลก  
เหมือนนกที่มีปีกบินไปในอากาศ
เหมือนสิ่งใดๆที่คลานอยู่บนดิน  
เหมือนปลาอย่างใดที่อยู่ในน้ำใต้แผ่นดินโลก


และจงระวังให้ดีเกรงว่าพวกท่านเงยหน้าขึ้นดู
ท้องฟ้าและเมื่อท่านเห็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว คือบริวารของท้องฟ้า
พวกท่านจะถูกเหนี่ยวรั้งให้นมัสการและปรนนิบัติ
สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งซึ่งพระยาเวห์พระเจ้าของพวกท่านทรงแบ่งแก่ชนชาติทั้งหลายทั่วใต้ฟ้าทั้งสิ้น
จากพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ บทที่ 4.16

“อย่าทำรูปเคารพสำหรับตนเป็นรูปสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งมีอยู่ในฟ้าเบื้องบน หรือซึ่งมีอยู่ที่แผ่นดินเบื้องล่าง หรือซึ่งมีอยู่ในน้ำใต้แผ่นดิน
จากพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 5:8

พระเจ้าที่แท้จริงมนุษย์จะสร้างขึ้นด้วยมือของตนเองหรือ
เบื้องหลังรูปเคารพและรูปศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายคือใครกันแน่

คำภีร์ศักดิ์สิทธิ์ได้จารึกไว้ในพระธรรมฟิลิปปีบทที่ 2 ข้อที่ 9-11 ดังนี้

"เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงยกพระองค์ขึ้นอย่างสูง และได้ประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงให้แก่พระองค์ เพื่อเพราะพระนามนั้นทุกเข่าในสวรรค์ ที่แผ่นดินโลกใต้พื้นแผ่นดินโลกจะคุกลงกราบพระเยซู และเพื่อทุกลิ้นจะยอมรับว่า...
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า  

ขอแรงช่วยอธิษฐานเผื่ออย่างมาก A prayer request.


ช่วงระหว่างต้นเดือนเมษายน ค.ศ. 2011 ถึงหลังสงกรานต์
ผมมีพันธกิจการปลดปล่อยนอกสถานที่ ผมจะไปต่างประเทศ ไม่สามารถมาอัพเดทข่าวสารในเว็บบล๊อคนี้ ได้  จึงขอพี่น้องที่เป็นแฟนประจำ อดใจรอฟังข่าวดี

ในการไปครั้งนี้จะไปเทศนาและอธิษฐานปลดปล่อย พี่น้องที่เจ็บป่วยและหนุนใจพี่น้องคริสเตียนในต่างประเทศขอพี่น้องช่วยกันอธิษฐานเผื่อ ทีมปลดปล่อยทีมนี้ด้วยนะครับ

ขอพระเจ้าเสริมกำลัง และขอพระเจ้าอวยพรผู้อธิษฐานทุกๆ คน

ชาโลม ชาโลม ชาโลม

ปัสกาคืออะไร ทำไมต้องปัสกา

ปัสกาคืออะไร วีดีทัศน์นี้ ให้ความหมายไว้ดีมาก และผมสงสัยว่า ทำไมคริสเตียนจึงไม่ทำพิธีปัสกา แต่กลับทำพิธีโฮลีคอมมิวเนียนแทน คริสเตียนจำนวนมากถือพิธีศีลระลึกอย่างไม่สมควร เพราะผู้นับถือศาสนาบางคนไม่สำนึกบาป ไม่กลับใจ ไม่เสียใจกับนิสัยบาป แต่เข้าร่วมพิธีทั้งที่ตัวเองไม่พร้อม ยังเป็นทาสบาป แทนที่เขาจะเข้าพิธีเพื่อเป็นการอวยพรแต่พวกเขาได้เข้าพิธีเพื่อดื่มพระโลหิตที่มีฤทธิ์อำนาจ ทำให้เกิดความแช่งสาปในชีวิตของพวกเขา นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของความป่วยใข้ก็เป็นได้

 "เมื่อท่านทั้งหลายประชุมพร้อมกันนั้น ท่านจึงประชุมรับประทานเป็นที่ระลึกถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ เพราะว่าเมื่อท่านรับประทาน บ้างก็รับประทานอาหารของตนก่อนคนอื่น บ้างก็ยังหิวอยู่ และบ้างก็เมา อะไรกันนี่ ท่านไม่มีเรือนที่จะกินและดื่มหรือ หรือว่าท่านดูหมิ่นคริสตจักรของพระเจ้า และทำให้คนที่ขัดสนได้รับความอับอาย จะให้ข้าพเจ้าว่าอย่างไรแก่ท่าน จะให้ชมท่านหรือ ในเรื่องนี้ข้าพเจ้าจะไม่ขอชมท่านเลย"

"ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่ด้วยโลหิตของเรา เมื่อท่านดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด จงดื่มให้เป็นที่ระลึกถึงเรา"  เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าจนกว่าพระองค์จะเสด็จมา"

"เหตุฉะนั้น ถ้าผู้ใดกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไม่สมควร ผู้นั้นก็ทำผิดต่อพระกายและพระโลหิตขององค์พระผู้เป็นเจ้า ขอให้ทุกคนพิจารณาตนเอง แล้วจึงกินขนมปังและดื่มจากถ้วยนี้"

"เพราะว่าคนที่กินและดื่มอย่างไม่สมควร ก็กินและดื่มเป็นเหตุให้ตนเองถูกพิพากษาโทษ" เพราะมิได้เล็งเห็นพระกายขององค์พระผู้เป็นเจ้า

"ด้วยเหตุนี้พวกท่านหลายคนจึงอ่อนกำลังและป่วยอยู่และที่ล่วงหลับไปแล้วก็มีมาก"

แต่ถ้าเราจะพิจารณาตัวเราเอง เราจะไม่ต้องถูกทำโทษ แต่เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำโทษเรานั้น พระองค์ทรงตีสอนเรา เพื่อมิให้เราถูกพิพากษาลงโทษด้วยกันกับโลก

....พระธรรม 1 โครินธ์ บทที่ 11


วีดีทัศน์นี้่ไม่ใช่คำสอน แต่เป็นความคิดเห็นหนึ่งที่ให้เกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์เท่านั้น
กลับไปหน้าแรกของเว็บ Home

ทำไมราชสีห์จึงกลัวหนู Why are some lions so scared of a mouse?



ผมได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ  เป็นเรื่องที่คนฟังแล้วอาจไม่ค่อยสบายใจ เป็นคำพูดในทางใส่ไข่ ใส่นมเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนๆ หนึ่ง  แต่ว่ามันจะจริงหรือไม่จริง  ผมอยากนำเสนอให้ผู้อ่านช่วยพิจารณา ช่วยกันออกความเห็นเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิรูปความเชื่อ และการปฎิบัติของคริสตชนคนรักพระเจ้า เรื่องที่ผมได้ยินมาเนืองๆ มันเป็นอย่างนี้ครับ คือ

มีคนนักการศาสนาบางคนและคริสเตียนรุ่นหน่ออ่อนหลายๆ คน พูดออกมาลอยๆ ว่าอย่างนี้

"ระวังนะพวกเรา เดี๋ยวนี้มีลัทธิเทียมเท็จเกิดขึ้นในจังหวัดของเรา"

(คนพูดกล่าวอ้างลัทธิเทียมเท็จ กล่าวหาคนอื่นโดยไม่ได้ขยายความหรือบอกให้ชัดเจนว่า ลัทธิเทียมเท็จคืออะไร สอนอย่างไร ผมเข้าใจว่า ความหมายของพวกที่ตราหน้าคนอื่นว่าเป็นลัทธิเทียมเท็จ คือ

"เมิงสอนไม่เหมือนกรู เมิงไม่เชื่ออย่างกรูเชื่อ"
"กรูไม่มีอย่างเมิง เมิงจึงต้องเป็นลัทธิเทียมเท็จ" )

(ขอโทษต้องใช้ภาษาอย่างนี้ มันอาจสื่อความหมายได้ไม่ดีนักสำหรับคริสตชนคนสุภาพทั่วไป)

เด็กของผมบางคน มารายงานผมดังนี้

เหตุผลมากมายที่เราสามารถขอบพระคุณพระเจ้า Ways to give thanks


                หลายครั้งที่ชีวิตประสบกับเหตุการณ์และสถานการณ์ไม่คาดหวังอยู่เสมอ บางคนมีระดับความเชื่อศรัทธาในพระเจ้าที่ขึ้นๆ ลงๆ บางครั้งใครมาหนุนใจหน่อยก็มีความเชื่อเพิ่มสูงขึ้น แต่พอเวลาผ่านไปไม่กี่วัน ไม่กี่สัปดาห์ความเชื่อก็ลดลงไป  คงเหลือความเชื่อไม่มากนัก บางคนความเชื่อเกิดติดลบ เมื่อประสบกับโจทย์ปัญหาที่พระเจ้าอนุญาตให้มีเข้ามาในชีวิต ไม่สามารถเผชิญปัญหาด้วยความเชื่อ และนำเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้มาใช้  บางคนเกิดความท้อถอย บางคนบ่นด่าพระเจ้า ไม่สำนึกพระคุณ บางคนโง่มากถึงขั้นบอกลาพระเยซู แล้วเอาพระคัมภีร์ที่มีคนใจดีมอบให้ด้วยความหวังดี เอามาคืนให้กับคริสตจักร หรือผู้มอบอย่างไม่ใยดี ซึ่งการกระทำอย่างนี้เป็นการกระทำของคนที่เหมือนกับไก่ไม่รู้จักพลอย และน่าสงสาร น่าสมเพชมากที่สุด เหมือนกับคนที่ได้ของดี ของไฮเทค แต่ไม่รู้วิธีใช้ พอนานไปก็เอาไปทิ้ง น่าเห็นใจจริงๆ

          ทำไมหนอชีวิตจึงไม่สามารถเกิดผลในชีวิต...


Some old-line say, we are cult? เขาหาว่าผมเป็นลัทธิเทียมเท็จ (1)


ก่อนจะสิ้นปีผมยังมีเรื่องที่ยังค้างอยู่ในสต๊อก แห่งคลังประสบการณ์มากมาย  มีทั้งคลิปวีดีโอที่ยังไม่เคยเผยแพร่ที่ใดมาก่อนอีกเป็นจำนวนมาก  ไม่สามารถจะเอามาขยายความแบ่งปันให้เพื่อนๆ พี่น้องชาวคริสตชนได้รับทราบ ได้เรียนรู้ได้มากเท่าที่ใจผมต้องการ อย่างไรก็ตามผมก็ยังพยายามที่จะนำเสนอออกมาเรื่อยๆ เพื่อเป็นข้อคิด ข้อตระหนัก และเป็นเหมือนพลังกระตุ้นเตือนใจสำหรับคริสเตียน และคริสตาม หรือคริสตวย (ตวย- ภาษาไทยเหนือแปลว่า ติดตาม หรือ ทำตามอย่าง)

แท้ที่จริงคำว่า คริสตวยมีความหมายที่ดีเหมือนกัน  ถ้าแปลตามภาษาเหนือ คือเป็นผู้ติดตามพระคริสต์ แต่น่าเสียดาย  คำว่าคริสตวยในความหมายที่ผมหมายถึงนี้ ผมหมายถึงคนที่เดินตามหลักการศาสนา ตามธรรมเนียมปฎิบัติของพวกคริสเตียนหัวโบราณที่เชื่อพระเจ้าแบบคนไม่รู้จักคิด  ไม่ทบทวน ไม่พัฒนา เป็นพวกยึดตามผู้นำมากกว่าการยึดตามพระคัมภีร์  พวกเขาไม่ยอมรับแนวทางที่ถูกต้อง  ไม่ยอมรับการปฎิบัติที่มีอยู่พระคัมภีร์ แต่พวกเขามองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามพระคัมภีร์ว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีในพระคัมภีร์  หรือบางคนใช้ข้ออ้างว่า  คณะของเราไม่เชื่อเรื่องนี้  คณะของเราไม่เน้นเรื่องนี้ และบางกลุ่มบอกว่า เราไม่เอาเรื่องนี้

คนพวกนี้ปฏิบัติตามคำสอนและหลักข้อเชื่อที่ต่อต้านการอัศจรรย์แห่งฤทธิ์เดชในพระนามของพระเยซู  เชื่อถือผู้นำลัทธิที่มีวิญญาณศาสนาสิงสู่มากกกว่าการปฎิบัติตามแบบอย่างที่พระคริสต์ และสาวกเคยทำ

ผู้อ่านบางท่านอาจแปลกใจว่า ทำไมนายคนนี้ (เจ้าของบล็อคนี้) มันถึงได้มีประสบการณ์กับพระเจ้ามากมายขนาดนี้ มันโม้หรือเปล่า  เป็นไปได้ไง ข้ามาเป็นคริสเตียนตั้งแต่หนุ่มจนแก่ยังไม่เคยเห็นเลย  ตัวฉันเป็นคริสเตียนมาตั้งหลายปี ยังไม่เคยนำใครมาเชื่อพระเจ้าเลย ปีแล้วปีเล่า  บางคนอาจจะเคยนำคนมาเชื่อพระเจ้าบ้างแต่ก็เป็นเรื่องเมื่อหลายปีก่อน หรือหลายเดือนก่อน แต่ในเดือนธันวาคมนี้ยังไม่ได้นำใครมารู้จักกับพระเยซูเลยสักคน  มองหาโอกาสเท่าไหร่ก็มองไม่เห็น น่าอับอายขายหน้าต่อพระเจ้านัก

สำหรับคนประเภทไม่เกิดผล หรือเป็นคริสเตียนหมันนี้จะให้เขาทำอย่างไรล่ะ  ผมก็ขอให้หนุนใจคนประเภทที่ไม่ค่อยเกิดผล  ไม่เคยนำใครมาเชื่อพระเจ้าองค์เที่ยงแท้  ขอเชิญเข้ามาอ่านเว็บบล็อคนี้บ่อย ๆ ไม่นานนัก  ผมเชื่อว่าพระเจ้าจะเปิดหนทาง และท่านจะรู้วิธีในการนำคนเข้ามาพบกับสันติสุขในพระเยซูคริสต์ได้อย่างแน่นอน  เพราะว่าเว็บแห่งนี้นอกจะประชาสัมพันธ์และเผยแพร่  ผลงานของฤทธิ์เดชของพระเยซูแล้ว ผมยังสอนเกี่ยวกับวิธีการอธิษฐาน วิธีการวางมือ วิธีการเป็นพยาน และเรื่องอะไรต่างๆ ที่เกี่ยวกับการประกาศข่าวประเสริฐอย่างเกิดผล

พี่น้องครับในเดือนธันวาคมนี้ผมขอบพระคุณพระเจ้าที่ผมได้นำคนมาเชื่อพระเยซูมากกว่า 50 คนแล้วในเดือนนี้  ผมออกไปอธิษฐานวางมือคนให้หายป่วยในเดือนนี้หลายครั้ง ผมขอเอาแค่จำนวนต่ำสุดเท่าที่คิดเดาได้ก็แล้วกัน ผมคิดว่าคงไม่ต่ำกว่า 40 คน ผมให้คนรับบัพติสมาให้คนหลายคน อีกด้วย  แต่มีอยออ เพราะอะไรหรือ ผมเคยเล่ามาหลายครั้งแล้วในเว็บบล็อคนี้  หากท่านสนใจเรื่องการเกิดผล ลองค้นคว้าอ่านดูเถอะ  ผมได้แบ่งปันและเล่าไว้มากมายแล้ว  ผมเชื่อว่าท่านเกิดความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างแน่นอน

น่าสนใจไหม ผมได้คนมาเชื่อมากมายแต่ผมไม่ได้สร้างอาณาจักรของตน ผมทำเพื่อคริสตจักรต่างๆ ที่ถวายเกียรติแด่พระนามพระเยซู  คนเชื่อใหม่ ถามผมว่า โบสถ์บางแห่งจะไปได้ไหม ผมบอกว่าอย่าไปเลยน้อง  ไปนั่งเป็นเด็กนักเรียนอยู่โบสถ์นี้ อีกสิบปีก็ไม่เจริญ  เพราะมันไม่มีระบบอะไรที่สร้างสรรค์เราให้เป็นผู้เชื่อที่เป็นนักต่อสู้อะไรซักอย่าง  เขาจะเอาคุณไปเป็นสมาชิกเท่านั้นแหละ  ล้มๆ ลุกๆ ไร้ทิศทางอย่าไปเลย  แค่ไปร่วมทำพิธีกรรมคุณก็หลับๆ ตื่นๆ แล้ว  สมาชิกมันยังไม่สามัคคีกัน อาจารย์ก็เอามันไม่อยู่ อาจารย์ก็หนาวๆ ร้อนๆ ไม่รู้จะโดดโหวตไล่ออกไปเมื่อไหร่  ที่ผมว่ามานี่มีแบบนี้หรือเปล่า

พระเจ้าต้องการให้เราเกิดผลไม่ใช่แค่ผลของพระวิญญาณที่นักการศาสนาหัวโบราณชอบยกเอามาอ้าง เอามาสอนเท่านั้น  คือพวกเขาต้องการให้คนเป็นคนบริสุทธิ์  มีเมตตา มีปราณี เป็นคนอ่อนสุภาพ  เป็นคนดีก็เพียงพอแล้ว สิ่งนี้ศาสนาอื่น ลัทธิอื่นเขาไม่สอนหรือ  คนไม่เชื่อพระเจ้ายังมีคุณลักษณะอย่างนี้อยู่ไม่ใช่หรือ  หลายคนยังมีดีกว่าพวกหัวหน้าคริสเตียนด้วยซ้ำ

หลายคนอุตส่าห์ลงทุนเป็นนักบวช นุ่งห่มผ้าสีแปลกๆ  เดินไปไหนไม่ใส่รองเท้า ทั้งๆ ที่พื้นสกปรก ทั้งๆที่พวกเขาอ้างตัวว่านักการศาสนาแห่งปัญญา แต่พวกเขายอมเดินตีนเปล่าไปบนพื้นแข็งๆ สกปรก บางครั้งก็หนาวมาก ฝนตกพื้นแฉะ โดยไม่ใส่รองเท้า ต้องรับความลำบากและเสี่ยงภัยต่อโรคต่างๆ พวกเขาออกไปขออาหารจากชาวบ้านเพื่อภาวนาและเข้าถึงความจริงเพื่อการบรรลุถึงสัจจะ  แต่พวกเขาก็พยายามทำอย่างนั้นเพื่อจะได้เป็นคนดี  เป็นคนที่สังคมยกย่อง คนเหล่านี้หลายคนมีดีมากกว่าพวกคริสเตียนที่อ้างว่าเป็นอาจารย์ทางศาสนาคริสต์เสียอีก  พวกเขาดูดวงก็เป็น ไล่ผีก็เก่ง  ทำนายโชคชะตาก็ได้  ปัดรังควาญก็ได้  ตัดกรรมก็เป็น  งั้นแสดงว่าการจะเป็นคนที่มีคุณลักษณะเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องเชื่อพระเยซูก็เป็นได้ใช่ไหม?  

ผมเชื่อว่าพระเจ้าต้องการให้เราเกิดผลกับคนอื่นด้วย คือสามารถใช้ฤทธิ์อำนาจของผู้เชื่อตามพระสัญญาแห่งสัจจะที่พระเยซูได้บอกไว้  ก่อนที่พระองค์จะหายตัวไปจากสานุศิษย์  พระเยซูบอกว่า จงออกไปประกาศข่าวประเสริฐ ให้คนทั่วโลก สอนเขาถึงสิ่งสารพัดที่เราได้ให้ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย  และเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายตลอดไปจนกว่าจะสิ้นยุค

คำสุดท้ายนี้ก็สำคัญมากนะครับ พระเยซูบอกว่า

"เราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายตลอดไป 
จนกว่าจะสิ้นยุค"
(มัทธิว 28.20)

คำนี้สำคัญเพราะว่า ถ้าไม่มีคำสัญญานี้ ใครก็ทำการอัศจรรย์ในพระนามของพระเยซูไม่ได้ครับ 

ที่ผมต้องขึ้นหัวข้อนี้ไม่ได้หมายความว่า ตอนนี้สิ่งที่ผมกำลังปฎิบัติกลายเป็นสิ่งที่ผิดไปจากหลักข้อเชื่อของพระคริสต์นะครับ  แต่ผมต้องการสื่อให้เห็นว่า  ในปัจจุบันนี้มีพวกที่อ้างตัวว่าเป็นคริสต์จักรของพระคริสต์  นับถือศาสนาพระคริสต์  ปฎิบัติกิจกรรมทางศาสนาด้วยการกราบไหว้บูชาพระเยซูว่าเป็นพระเจ้า แต่ไม่ได้ยอมรับว่าการอัศจรรย์ในพระนามของพระเยซูยังมีอยู่  บางแห่งยอมรับว่าการอัศจรรย์มีจริงแต่เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยไม่สำคัญ การอัศจรรย์มีอยู่ก็จริงแต่มันไม่ได้เกิดขึ้นในคริสตจักรของเขาเป็นประจำเลย ปีๆ หนึ่งอาจจะมีสักครั้งสองครั้งหรือในสามเดือนที่ผ่านมาไม่เคยมีเกิดขึ้นเลย  พวกเขาไม่เน้น พวกเขาไม่สนใจเท่ากับคำสอนของลัทธิที่พวกเขากำหนดขึ้น  เพื่อปกป้องอาณาจักรของพวกเขาพวกคริสตชนของเขาเอง พวกเขาจึงปกป้องคำสอนที่ไร้ฤทธิ์เดชของตนเองด้วยการกล่าวโจมตี ใครก็ตามที่ประกาศข่าวประเสริฐด้วยการแสดงการอัศจรรย์ในพระนามพระเยซูคริสต์ ด้วยการอธิษฐานวางมือ ขับผี และรักษาโรคภัยต่างๆ ด้วยอิทธิฤทธิ์แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเยซูเจ้าว่า

"เป็นลัทธินอกรีต"

ลูกศิษย์ของผมได้มารายงานให้ผมว่าดังนี้

"อาจารย์เดี๋ยวนี้คริสตจักรที่ผมเคยเข้าร่วมมันบอกว่า
พวกเราเป็นลัทธิเทียมเท็จแล้วนะครับ"

(ที่ผมใช้คำว่าเข้าร่วม หมายถึงเขาไม่ได้มารับเชื่อที่นี้ หรือเข้าเป็นสมาชิกสมบูรณ์ของคริสตจักร)

พี่น้องที่ไม่เคยทำอะไรโลดโผนแบบที่พวกเราทำ พี่น้องคงไม่ทราบว่า การถูกต่อต้าน และกล่าวหาว่าเป็นลัทธิเทียมเท็จมันเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเพียงไร  นี่คือข้อหาที่ร้ายแรงอย่างมากนะครับ และคนที่พูดแบบนี้ถ้าพวกเราไม่ใช่ลัทธิเทียมเท็จอย่างที่เขาบอก คนพูดต้องรับผิดชอบด้วย

พระเยซูคริสต์เข้ามาเผยแพร่คำสอนแบบใหม่เมื่อสองพันปีก่อน พระเยซูคริสต์ก็ได้รับข้อกล่าวหานี้เช่นเดียวกันนะครับ คือข้อหาว่า

"ทำตัวเท่าเทียมกับพระเจ้า"

"อ้างตัวว่าเป็นลูกของพระเจ้า"

"ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ของพวกยิว" (ตอนนั้นคนยิวตกเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิ์โรมันอันยิ่งใหญ่)

พวกอาจารย์ทางศาสนายูดายในสมัยนั้น ที่คนเรียกพวกเขาว่าเป็นพวกฟาริสี และพวกธรรมาจารย์  มีตำแหน่งมหาปุโรหิตเป็นหัวหน้า มีสภาที่ปกครองและตัดสินเกี่ยวกับการปฎิบัติกิจทางศาสนา หรือเรื่องที่เกี่ยวกับธรรมเนียมต่างๆ ของยิว เขาเรียกว่า สภาแซนเฮดริน หรือซันเฮดริน (คลิกที่ลิงค์เพื่อศึกษาเรื่องสภานี้)  พวกเขาประชุมหารือกันบ่อยๆ เนื่องจากมีคนที่เชื่อถือศาสนายูดายพากันออกไปติดตามพระเยซู และพวกเขาได้เห็นการอัศจรรย์ต่างๆ ที่พวกสาวกและพระเยซูคริสต์เป็นผู้กระทำ  พวกศาสนายูดายในสมัยนั้นพยายามยัดเยียดข้อหาต่างๆ และส่งคนไปติดตามจับผิด  หาเรื่องพระเยซูอยู่เสมอ

(พระธรรมมาระโก 12.15 -

"เราจะส่งดีหรือไม่ส่งดี”   แต่พระองค์ทรงทราบอุบายของเขาจึงตรัสว่า   “ท่านทั้งหลายมาจับผิดเราทำไม   จงเอาเดนาริอันเหรียญหนึ่งมาให้เราดู "
..
พระธรรม ลูกา 20.20, 26 -

"เขาจึงตามดูพระองค์   และใช้คนให้ปลอมเป็นเหมือนคนสุจริตไปสอดแนม   หวังจะจับผิดในคำพูดของพระเยซู   เพื่อจะอายัดพระองค์ไว้ในอำนาจและอาชญาของเจ้าเมือง"

พระธรรมมัทธิว 22.15, 18 ...)

พวกที่ชอบกล่าวโทษคนอื่นว่าเป็นคำสอนเทียมเท็จมักจะปฏิบัติดังนี้

1. แต่งตั้งพวกคนรวย คนมีฐานะ คนมีการศึกษาเข้ามามีตำแหน่งบริหารคริสตจักรซึ่งเป็นองค์การที่ต้องปฎิบัติการรบฝ่ายวิญญาณกับผีมารซาตานทั้งหลาย คริสตจักรต้องต่อสู้ในสงครามกับศาสนาและลัทธิความเชื่อของซาตานและพวกผีปีศาจ  ต้องการผู้นำทัพที่มีวิสัยทัศน์ฝ่ายวิญญาณ แต่คริสตจักรกับตกไปอยู่ในอุ้งมือของพวกที่ถูกผลประโยชน์ การเงิน ตำแหน่ง ชื่อเสียง ครอบงำ  แทนการสรรหาคนที่มีความเชื่อ มีของประทานฝ่ายวิญญาณ  คนที่เป็นคนงานของพระเจ้าที่สามารถอธิษฐานวางมือคนป่วย  คนที่รับใช้อย่างสัตย์ซื่อ มาเป็นผู้นำคริสตจักรเพื่อกระทำพันธกิจแห่งการปลดปล่อยชาวโลกออกจากการปกครองของมาร พันธกิจสำคัญของคนพวกนี้สร้างความยิ่งใหญ่ขององค์กร

2. มีการบริหารงานคริสต์จักรแบบการบริหารบริษัท คือ ถ้าใครจะทำโครงการอะไรเพื่อเป็นการพัฒนาคริสตจักร  หรือพัฒนาความเชื่อต้องเขียนรายงานเป็นโครงการอย่างเป็นทางการ  ให้เสนอว่าใช้งบประมาณมากเท่าไหร่ และจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนเท่าไหร่ การปฎิบัติศาสนกิจทุกๆ อย่างต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารของโบสถ์  การทำอะไรที่มันยากๆ จะทำให้งานฝ่ายวิญญาณมันชลอและไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก พวกคริสเตียนบ้านนอกมีคนไม่มากนักที่เขียนโครงการเป็น

ขอยกตัวอย่างการตั้งกลุ่มอธิษฐาน

การจัดตั้งกลุ่มอธิษฐานต้องเสนอโครงการต่อคณะกรรมการบริหาร  ต้องมีการอนุมัติให้จัดตั้งขึ้นได้หรือไม่ได้  การแบ่งกลุ่มอธิษฐานออกเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อขยายพันธกิจการประกาศถูกกดดันให้เหลือจำนวน 1-2 กลุ่มใหญ่ๆ  เพื่อไม่ให้การอธิษฐานเกิดผล เพื่อไม่ให้มีกลุ่มต่อต้านอำนาจเกิดขึ้นในคริสตจักร

การสร้างกลุ่มอธิษฐานแบบหมุนเวียนตามบ้านที่มีจำนวนคนเข้าร่วมมากเกินไป (ประมาณ 30-50) ทำให้ผู้ที่ทำหน้าที่เจ้าภาพไม่สามารถทนรับภาระค่าใช้จ่าย การดูแล และจัดสวัสดิการให้แก่ผู้เข้าร่วมการประชุมได้นาน  ทำให้กลุ่มอธิษฐานล้มลุกคลุกคราน  หลายครั้งเจ้าของบ้านที่ฐานะไม่ดีต้องทนรับค่าใช้จ่ายในการต้อนรับ  ต้องมีค่าใช้จ่ายในการต้อนรับ แต่คริสตจักรไม่ได้จัดเตรียมหรือสนับสนุนสวัสดิการให้แก่ผู้เข้าร่วมอธิษฐานใดๆ เลย แต่คริสตจักรเป็นเพียงผู้รับผลประโยชน์จากเงินรายได้จากการเรี่ยไรในแต่ละครั้งที่มีการเข้าร่วมประชุมตามบ้าน  บางครั้งเจ้าของบ้านที่เป็นสถานที่ประชุมเกิดการแข่งขันกันในเรื่องการเลี้ยงดู การต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมตามบ้าน  บ้านที่มีฐานะค่อยข้างดีจะเลี้ยงดูด้วยอาหารและผลไม้อย่างดี  แต่บ้านที่ฐานะไม่ดีเลี้ยงแต่น้ำเปล่า รู้สึกไม่ดี  ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกัน

ในระยะเวลาไม่นานกลุ่มอธิษฐานของคริสตจักร จะเลิกและหยุดไป หรือไปๆ หยุดๆ  การอธิษฐานที่ไม่ต่อเนื่องของคริสตจักรทำให้การพัฒนายุทธศาสตร์ด้านการอธิษฐานของเกือบทุกคริสตจักรกลายเป็นกองทัพที่เป็นอัมพาต  คือไม่สามารถส่งคำอธิษฐานทะลุทะลวงแนวป้องกันของวิญญาณผี ปีศาจ  เจ้าที่เจ้าทางที่ปกคลุมอยู่เหนือพื้นที่บริการของคริสต์จักรได้ เหมือนการรบในปัจจุบันที่ต้องอาศัยกองทัพอากาศส่งเครื่องบินรบออกไปถล่มเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ก่อน แล้วค่อยส่งกองทัพรถถังเข้าบดขยี้ข้าศึก   การอธิษฐานที่ร้อนรนของคริสตจักรเปรียบเหมือนการรบฝ่ายวิญญาณ ก่อนที่จะมีส่งคนออกไปทำการประกาศข่าวประเสริฐด้วยซ้ำ  แต่คริสตจักรไทยไม่ได้ตระหนักถึงเรื่อง  การรบในสงครามฝ่ายวิญญาณเลย

ผมเห็นคริสตจักรหนึ่ง ผู้นำคริสตจักรไม่เคยคิดจะเข้าร่วมการอธิษฐานปลดปล่อยเมืองใดๆ เลย ในตลอดปี ถึงมีใคร หรือกลุ่มอธิษฐานใดๆ เชิญเขาเข้าร่วมการอธิษฐานหรือการฟื้นฟู  ศบ.คนนี้มันก็ไม่พาพี่น้องออกไปเลย  เขาหาข้ออ้างตลอด แต่พอถึงเทศาลคริสตมาส  ผู้นำท่านนี้จะกลายเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดงานคริสต์มาส  เขาจะส่งจดหมายเชิญชวนให้คริสตจักรต่างๆ ให้ช่วยกันออกเงิน และส่งคนเข้าร่วมการจัดกิจกรรมวันคริสตมาสที่หน้าอำเภอ  ในการประกาศก็ไม่มีการอธิษฐานนำคนกลับใจใดๆ เลย

การจัดงานคริสต์มาสเป็นเพียงการจัดตามใบสั่งของนายทุนที่ให้เงินสนับสนุนเขาเท่านั้น เขาทำอย่างนี้เพื่ออะไรหรือ ผมเข้าใจได้ว่า  เพราะเขาเป็นผู้อำนวยการด้านการประกาศข่าวประเสริฐขององค์กร  ที่มีนายสั่ง  เขารับเงินจาก "นายทุน" ต่างชาติ หรือคริสตจักรที่มีเงินเป็นถุงเป็นถัง ที่ส่งเงินตามโครงการหลอกๆ ที่เขาส่งไปเพื่อของบประมาณในการจัดงาน เขาจัดงานเพื่อละลายงบประมาณให้มันดูเหมือนว่า

"นายครับผมทำแล้วนะ ทำใหญ่ด้วย ผมทำทุกปีเลยนะ แต่ไม่ได้ผลใดๆ เลย คริสตจักรของเขาเป็นเพียง คริสตจักรชนเผ่าเล็กๆ ที่อยู่ในบ้านเท่านั้น  "เขาทำอย่างนี้เพื่ออะไรหรือถ้าไม่ใช่ทำเพื่อเงิน"

ผู้นำคริสตจักรหัวงูเห่าและหัวแมงป่องบางแห่ง ที่ไม่ใช่คนฝ่ายวิญญาณได้ยึดครองคริสตจักรไว้แบบเบ็ดเสร็จเกือบหมดแล้ว  พวกผู้นำคริสตจักรไทยจำนวนไม่น้อย  ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าพวกเขามีหน้าที่ทำสงครามฝ่ายวิญญาณ  พวกเขาคิดว่าการประกาศข่าวประเสริฐคือการพยายามทำให้คนที่นับถือศาสนาอื่น ให้หันมานับถือศาสนาคริสต์ ให้มานั่งฟังเขาพูดเพ้อเจ้อในโบสถ์ทุกๆ อาทิตย์  ให้ถวายทรัพย์เข้ามามากๆ เพื่อก่อสร้างอาณาจักร  และถาวรวัตถุต่างๆ  เพื่อพิสูจน์ให้ใครๆ รู้ว่า พวกเขาเป็นคริสตจักรที่เกิดผล

ในความเป็นจริงและประสบการณ์  เราพบว่า บางคริสตจักรไม่สามารถทำให้เกิดการเพิ่มพูนคริสตจักรได้เลย  ที่พวกเขามีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น  เป็นการเพิ่มขึ้นจากภายในคือการเกิดลูกเกิดหลานคริสเตียนที่ยังไม่รู้จักพระเจ้าเพิ่มขึ้นเท่านั้น โบสถ์คริสต์หลายแห่งกำลังสูญเสียกำลังพลให้กับวิญญาณแห่งความมืดด้วยซ้ำ แต่ผู้นำคริสเตียนไม่รู้เรื่อง หรือรู้เรื่องแต่ทำอะไรไม่ได้เลย  เพราะพวกเขาไม่รู้ไม่เข้าใจยุทธศาสตร์  คริสเตียนในคริสตจักรของพวกเขาเป็นคนป่วย คนเจ็บ คนไร้สมรรถภาพ เป็นคนเฉยๆ

การที่คริสตจักรไม่อธิษฐานอย่างต่อเนื่องเป็นคริสตจักรใช้ยุทธวิธีการรบที่ไม่ครบองค์   ผมขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบเป็นเหมือนกับ  การรบในสมัยโบราณที่กองทัพฝ่ายบุกต้องบุกทะลวงกำแพงของฝ่ายตั้งรับอย่างต่อเนื่องเพื่อทะลวงกำแพง และแนวป้องกันของฝ่ายรับ  เพื่อบุกเข้าไปปล้นเมือง  พวกฝ่ายรุกพยายามใช้กำลังทหารจำนวนมากช่วยกันแบกเอาท่อนซุงท่อนใหญ่ๆ  วิ่งไปกระแทกกำแพงเพื่อเจาะทะลุทะลวงประตูเมืองของฝ่ายตั้งรับให้ได้  ด้วยการใช้ท่อนซุงทะลวงกำแพงของเมืองที่พวกเขาจะยึด  การบุกอย่างไม่ต่อเนื่อง  อย่างไม่มียุทธศาสตร์ยากนักที่จะบุกยึดเมืองได้ การไม่อธิษฐานคือการไม่ทะลวงกำแพงเมืองของศัตรูก็ว่าได้

ทุกวันนี้มีคริสตจักรใดบ้างที่เน้นการอธิษฐานยึดเมือง  โบสถ์หลายแห่งเป็นเพียงที่ใช้สำหรับพบปะพูดคุยกันในวันอาทิตย์เท่านั้น วันอื่นๆ ไม่มีการอธิษฐานอย่างจริงจัง   บางแห่งไม่มีการอธิษฐานใดๆ เลย  หลายแห่งมีวันอธิษฐานในวัน พุธ หรือพฤหัส หรือ วันศุกร์ เพื่อจัดการอธิษฐานเผื่อเรื่องหยุมๆ หยิมๆ  เรื่องปากท้องของสมาชิกเท่านั้นไม่ได้ทำยุทธศาสตร์อธิษฐานแบบยึดกำแพงเมืองศัตรูใดๆ เลย  พวกผู้นำของเขาไม่คาดคิดว่า มีผีและวิญญาณร้าย  เจ้าที่เจ้าทาง วิญญาณนานาชนิดคอยชักใย หรือดลใจอยู่ในวิญญาณของคนจำนวนมากที่ไม่เกิดใหม่กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า

ผีมันพยายามทำทุกอย่างให้คริสเตียนเข้าใจว่า ในปัจจุบันนี้ไม่มีผีอีกแล้ว ผีเป็นเพียงวิญญาณที่เขาเอาไปแสดงหนังเพื่อหลอกเด็กให้กลัวผี หรือสร้างความตื่นเต้นให้กับคนที่ชอบดูหนังที่สร้างความตื่นเต้นเท่านั้น  ผีไม่มีตัวตน ผีมันไม่ยุ่งกับคริสเตียนเพราะคริสเตียนมีพระเยซูคริสต์ที่ชนะพวกมัน ดังนั้นถ้าใครเป็นคริสเตียนผีก็ไม่มายุ่งกับเรา  สิ่งนี้เป็นความเข้าใจที่น่าตระหนกมาก  เพราะคริสเตียนจำนวนเป็นแสนๆ คนไม่รู้ว่า การเป็นคริสเตียนคือการพยายามต่อสู้กับวิญญาณร้าย  คือการพยายามเอาชนะการล่อลวงของผีทุกๆ วันของชีวิต  แต่คริสตจักรก็ไม่ได้สอนเรื่องอิทธิพลของผีที่มีต่อคน  โบสถ์คริสต์ส่วนหนึ่งจึงสอนวิธีการเป็นคนดีและมุ่งสร้างอาณาจักรความดีขึ้นเท่านั้น  อาจารย์หลายคนสอนแต่วิธีร่ำรวย และการรับพระพรฝ่ายเนื้อหนัง  การครอบครองวัตถุ การมีสิ่งอำนวยความสะดวก บำรุงบำเรอเนื้อหนังเท่านั้น

การบุกทะลวงกำแพงศัตรูคือยุทธศาสตร์ทีสำคัญมาก  สิ่งนี้เปรียบเหมือนการอธิษฐานและความสามัคคีของคริสตจักรต่างๆ ด้วยเพราะการอธิษฐานที่ไม่ต่อเนื่อง  ไม่มีระบบ  ไม่มีการปฎิบัติอย่างหวังผลฝ่ายจิตวิญญาณ  ผู้นำไม่เข้าร่วมการอธิษฐานปล่อยให้การอธิษฐานเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ระดับรองลงมา  ตัวหัวหน้าใหญ่ไม่เข้าร่วมการอธิษฐาน  อ้างว่า แก่  ไม่สบายสุขภาพไม่ดี  ทำมามากแล้ว ขอส่งต่อให้คนอื่นทำเรื่องนี้บ้าง  เมื่อผู้นำไม่สามารถนำในการอธิษฐานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การรบฝ่ายวิญญาณของคริสต์จักรไทย มันจึงเป็นไปอย่างที่เห็นคือ  แต่ละปีคนที่ได้รับการปลดปล่อยจากพระเยซูจริงๆ มีเพียงไม่กี่คน คริสตจักรอ่อนล้าและพ่ายแพ้  การประกาศแทบไม่มี หรือมีก็ไม่ได้ผล

คริสตจักรหลายแห่งกลายเป็นเพียงองค์กรณ์ที่ตั้งขึ้นเพื่อทำงานเอาหน้า เพื่อรับเงินจากสปอนเซอร์ เพื่อหาเลี้ยงชีวิตของคนที่ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ เพื่อเอาใจนายทุนจากต่างประเทศเท่านั้น  เมื่อใกล้จะถึงระยะเวลารายงานการดำเนินงาน  ผู้นำคริสตจักรหลายๆ แห่งจึงจัดงานโดยเกณฑ์เอาคนจากคริสตจักรต่างๆ เข้ามาร่วมการนมัสการพระเจ้า  เพื่อจะบันทึกภาพถ่ายให้ดูเหมือนว่า คริสตจักรกำลังเจริญเติบโตแทนที่จะทำเพื่อถวายเกียรติพระคริสต์  คริสตจักรไทยหลายๆ แห่งทำงานเพื่อขอเงินอุดหนุนเพิ่มจากสปอนเซอร์  ทำงานเพื่อมุ่งเอาผลงาน  การมีแรงจูงใจที่ผิดพลาดจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่พระเจ้าไม่อนุญาตให้คนมาเกิดใหม่ในคริสตจักรทาสนายทุนเหล่านี้

3. ตำแหน่งที่ปกครองฝ่ายวิญญาณสูงสุดไม่ได้เป็นของคนที่มีการเปิดเผยของพระเจ้า หรือเป็นผู้ที่ทรงคุณวุฒิด้านจิตวิญญาณ แต่เป็นพวกที่ไม่รู้เรื่องฝ่ายวิญญาณไม่เพียงพอ เป็นพวกตาบอดทางจิต

4. การปกครองคริสตจักรเป็นเหมือนการบริหารงานธุรกิจ  ต้องมีกำไรและขาดทุน คริสตจักรเป็นที่สำหรับพูดคุยทางธุรกิจ การขายสินค้าและบริการ  คริสตจักรเรียกร้องให้คนถวายทรัพย์เข้าไปมากๆ ให้บริจาคเงินเข้ามาอย่างน้อยร้อยละสิบ แต่ไม่ได้จัดสรรเงินที่ได้มาอย่างถูกต้องตามหลักการของพระคัมภีร์

5. การดัดแปลงคำสอนจากพระคัมภีร์ให้เกื้อหนุนการกระทำของตนโดยเน้นเฉพาะสิ่งที่จะเป็นผลประโยชน์แก่องค์กรของตนมากกว่าการกระทำตามที่พระคัมภีร์กำหนดไว้อย่างหน้าตาเฉย

ยกตัวอย่าง

ก. คริสตจักร ก.ไก่  สั่งให้สมาชิกเอาเงินรายได้ของตนเองมามอบให้กับคริสต์จักรร้อยละ 10 แต่ไม่ได้เอาเงินร้อยละสิบไปมอบให้กับคนที่ทำหน้าที่เป็นผู้รับใช้พระเจ้าในตำแหน่งต่างๆ ในคริสต์จักรอย่างทั่วถึง แต่กลับไปมอบให้กับตำแหน่งเพียงตำแหน่งเดียว และมอบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตำแหน่งที่ผมพูดถึงนี้อาจได้แก่ตำแหน่ง ผู้ดูแลผู้เชื่อที่เราเรียกว่าผู้รับใช้พระเจ้าตำแหน่งศิษยาภิบาล  แทนที่จะมอบให้กับตำแหน่งต่างๆ ทีทำหน้าที่รับใช้พระเจ้าเหมือนกันในคริสตจักรได้แก่


หัวหน้าผู้สอนเด็กอนุบาลในชั้นเรียนวันอาทิตย์
ตำแหน่งประธานคริสตจักร
ตำแหน่งผู้ประกาศข่าวประเสริฐ
ตำแหน่งเลขานุการคริสตจักร
ตำแหน่งครูผู้สอน ตำแหน่งอัครทูต
หัวหน้านักร้องและทีมนมัสการที่เป็นหัวใจในการเจริญเติบโต และการนมัสการ

ตำแหน่งต่างๆ เหล่านี้หลายๆ คริสต์จักรไม่มี หรือไม่ได้แต่งตั้งไว้เลย  เพราะคริสต์จักรเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดและสืบต่อมาหลายร้อยปี  พวกเขาอาจคิดว่าการมีตำแหน่งมากเกินไปจะทำให้ความมั่งคั่งของคริสตจักรลดน้อยลงไป และที่น่าเสียใจก็คือคริสตจักรจำนวนมากไม่วางแผนระยะยาวในการสร้างบุคลากรในด้านต่างๆ ที่จะรับใช้อย่างต่อเนื่อง เป็นรุ่นๆ สอนงานและสืบต่องานไป  ผู้นำคริสตจักรหลายแห่งสร้างคนไม่เป็น เป็นแต่ใช้อำนาจทางการบริหาร ใครมีความสามารถ มีแวว ก็ "จิกหัวใช้" ไม่มีการพัฒนาคน ไม่มีการวางแผนสร้างคนให้เข้าสู่การรับใช้อย่างเป็นระบบ ไม่มีการอบรมผู้นำอย่างเป็นระบบเลย  เพียงแต่เป็นการพัฒนาคนตามโครงการจากหน่วยงานอื่นมากกว่า

คริสตจักรของพระคริสต์ในปัจจุบันมีเพียงตำแหน่งทางฝ่ายการบริหาร และการงานของฝ่ายโลกมากกว่าตำแหน่งที่กล่าวอ้างในพระคัมภีร์  ตำแหน่งฝ่ายวิญญาณที่ไม่ค่อยมี หรือไม่เคยเห็นมีเลยในคริสตจักรไทยคือ ตำแหน่งอัครทูต  ครู- อาจารย์ ผู้เผยพระวจนะ (คือผู้รับการเปิดเผย หรือสื่อสารกับพระเจ้าโดยตรง- ไม่ใช่ผู้เทศนาที่หลายคริสตจักรอ้างใช้คำนี้สำหรับนักเทศน์)  ผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ  แต่คริสตจักรไทยส่วนใหญ่มีเพียงตำแหน่งศิษยาภิบาลเท่านั้น และตำแหน่งศิษยาภิบาลยังมีฐานะและสิทธิอำนาจต่ำกว่า ผู้ปกครองคริสต์จักรอีกด้วย หลายคริสตจักรยกตำแหน่งสิทธิอำนาจทางวิญญาณให้แก่ประธานคริสตจักรที่คัดเลือกมาจากเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิก - (คริสตจักรหลายแห่งปกครองระบอบประชาธิปไตย)
น่าเสียใจที่คริสตจักรไทยไม่ได้ปกครองตามแบบที่เป็นรูปแบบของพระคัมภีร แต่ปกครองตามแบบต่างๆ ที่เจ้าลัทธิเป็นตัวกำหนด

6. คริสตจักรได้ยกเลิกคำสอนหรือเพิกเฉยต่อคำสอนที่ผู้เชื่อต้องนำเอาผลแรกมาถวายให้กับผู้รับใช้พระเจ้า...

"และผลไม้ดีที่สุดของผลไม้รุ่นแรกทุกชนิดและ ของถวายทุกชนิดจากเครื่องถวายบูชาทั้งสิ้นของ เจ้าจะเป็นของบรรดาปุโรหิตทั้งหลาย   เจ้าจงมอบแป้งหยาบผลแรกของเจ้าให้แก่ปุโรหิต   เพื่อว่าพระพรจะมีอยู่เหนือครัวเรือนของเจ้า" (เอเสเคียล 44.30)

การไม่เอาใจใส่ในเรื่องนี้ เนื่องจากคริสตจักรโปรเตสแตนท์เริ่มแรกนั้นได้แยกตัวออกจากการปกครองตามระบอบของ ศาสนจักรโรมันคาทอลิก  แต่การแยกออกมาแล้วไม่สามารถสลัดเอาคราบเก่าออกหมด ยังมีประเพณีและค่านิยม ธรรมเนียมต่างๆ ติดมาจนไม่สามารถแยกแยะออกว่า อันไหนควรเก็บไว้และประเพณีอันไหนควรตัดทิ้ง  เพราะสิ่งที่กลายเป็นประเพณีมันไม่สามารถจะแก้ไขได้ เพราะมันมีผลกระทบต่อคนส่วนรวม  ใครจะกล้าเอาคอมาขึ้นเคียงล่ะ นักการศาสนาเขาสอนกันมาว่า ต้องเป็นคนอ่อนสุภาพ ถ้าไครไม่อ่อนสุภาพเขาบอกว่า ไม่มีผลของพระวิญญาณ  งงไหมเนี๊ยะ

ขอยกตัวอย่างการประเพณีลอยถาดจุดไฟที่สร้างปัญหาให้กับแม่น้ำลำคลอง  เกิดขยะมหาศาลจากโคมลอย และเสียงประทัด อุบัติภัยและปัญหาต่างๆ การสำส่อนทางเพศในคืนวันลอยกระทง  ปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัติตามประเพณีครั้งโบราณมีอยู่อย่างชัดเจน มีการวิจัย และสำรวจสถิติต่างๆ ว่าการเที่ยวงานลอยกระทงมันมีปัญหาเกิดขึ้นกับสังคม  ต่อเด็กและเยาวชน  เพลิงไหม้  การจราจรทางอากาศ มลพิษฯลฯ  แต่ไม่มีใครที่จะกล้าหยุดยั้งหรือยกเลิกได้  ทั้งๆ ที่การปฎิบัติบางอย่างอาจไม่เหมาะสมกับยุคสมัย แต่คนยังต้องทำต่อไป ลองคิดดูซิว่า ถ้าคนทั้งโลกเชื่อถือเรื่องการขออภัยต่อพระแม่คงคา  แม่น้ำทั้งโลกจะเป็นยังไง ถ้าความเชื่อเรื่องการปล่อยโคมไฟให้ลอยไปในท้องฟ้า เป็นการสะเดาะห์เคราะห์  ถ้าคนทำมากๆ เป็นล้านๆ อัน โลกจะเป็นยังไง  แต่ไม่มีใครกล้ายกเลิกหรอก และหากมีใครขืนแตะต้องเรื่องนี้  ก็จะนำภัยมาสู่ตัวคนนั้นด้วย จริงหรือเปล่า

พูดถึงการถวายผลแรกต่อดีกว่า

พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 18.24 ได้กล่าวว่า

"ผลรุ่นแรกของท่านคือ ผลข้าว ผลเหล้าองุ่น ผลน้ำมัน และขนแกะรุ่นแรกที่ได้จากแกะของท่าน  จงมอบให้แก่ปุโรหิต"

พระธรรมเนหะมีย์ 10.35

"เราผูกมัดตัวเราไว้ที่จะนำผลแรกแห่งที่ดินของเรา   และผลแรกของผลต้นไม้ทั้งสิ้นทุกปี   มายังพระนิเวศของพระเจ้า"

คริสตจักรของศาสนาพระคริสต์หลายแห่งอ้างว่า

คำสอนเรื่องเหล่านี้ล้าสมัยแล้วไม่เหมาะสมกับยุคพระคุณ หรือยุคปัจจุบัน เพราะว่าไม่มีตำแหน่งปุโรหิตในคริสต์จักรอีกต่อไปแล้ว แต่สาวกของพระเยซูได้สอนไว้อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์ว่า
พวกผู้เชื่อทุกคนเป็นปุโรหิต

"แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์   ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์" (1 เปโตร 2. 9)


7. สิ่งที่คริสตจักรบางแห่งสอนกันมาก ทั้งๆ ที่เป็นยุคพันธสัญญาเก่า คือเรื่องการถวาย
 10 เปอร์เซนต์ของรายได้  มีข้อพระธรรมที่มักจะถูกยกมาอ้างคือ ข้อนี้

"พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า  จงนำทศางค์ เต็มขนาดมาไว้ในคลัง   เพื่อว่าจะมีอาหารในนิเวศของเรา   จงลองดูเราในเรื่องนี้ดูทีหรือว่า   เราจะเปิดหน้าต่างในฟ้าสวรรค์ให้เจ้า   และเทพรอย่างล้นไหลมาให้เจ้าหรือไม่"  (พระธรรมมาลาคี บทที่ 3 ข้อที่ 10) 

ทำไมคริสตจักรต้องเอาเรื่องการถวายเงินสิบเปอร์เซนต์เอามาเป็นตัวชูโรงในการรับปฎิบัติล่ะ ก็มันเป็นผลประโยชน์เห็นๆ ไม่ใช่หรือ หลายครั้งคนสอนมักจะอ้างว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นยุคโบราณ เป็นยุคพระบัญญัติเราไม่ควรเอามาปฏิบัติ แต่พอเรื่องนี้นะ อีม...ไม่เอาไม่ได้เพราะมันมีประโยชน์มากหลายนักแล

ผมได้รับคำบ่นจากลูกศิษย์ของผม  หลังจากที่เราได้พูดคุยรู้จักกันมาระยะหนึ่ง เราก็คุยกันเรื่องการใช้จ่ายเรื่องเงินของคริสตจักร  พี่น้องคงทราบดี  ใครอยู่วงการนี้  การถวายเงินเข้าไปกองกลาง  มันเข้าไปง่ายมาก  และถ้าคุณถวายหรือบริจาคเข้าไปมากเท่าใด  คุณก็จะได้รับการยกย่องเชิดชูดีอยู่หรอก  แต่ถ้าคุณคิดจะขอเอาเงินส่วนนั้นที่คุณได้บริจาคใส่ถุงไปแล้ว ไม่ว่าคุณจะให้ไปมากเท่าใดก็ตาม ให้ไปเป็นเวลากี่ปีๆ  กีล้านบาทก็ตาม  คุณก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลืออะไรเลย  วันหนึ่งหากคุณตกงาน  ไร้ที่พึงพิงคุณลองไปขอยืมเงินดูซิ คุณจะได้ไหม  ไม่มีทาง มันไม่มีระบบดูแลช่วยเหลืออะไรเลย  ไม่รู้นะบางแห่งอาจจะมีก็ได้แต่ผมยังไม่เคยเจอ   เอางี้ การยืมเงินเป็นสิ่งที่ไม่ดี  แต่ถ้าจะขอเงินไปทำการประกาศข่าวประเสริฐล่ะ คุณทำได้ไหม  โอ้คุณอาจจะได้อยู่บ้าง  แต่มันยากเหมือนภาษาเหนือเขาบอกว่า เหมือนเอาแมวออกจากเสื่อ คือมันยากมาก

มีคนหนึ่งเขาถวายเงินเข้าไปในคริสตจักรแห่งหนึ่งเป็นระยะเวลาพอประมาณ ก็อาจจะไม่มากเท่าใด แต่ก็เป็นหลักหมื่น   แต่วันหนึ่งคนที่ได้ถวายเงินไป เขาอยากจะขอให้คริสตจักรช่วยเหลือเขาในด้านการประกาศข่าวประเสริฐ  ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวนะ เชื่อไหม  คนถือเงินเขาจะไม่มีทางเอาเงินออกมาให้คุณอย่างแน่นอน  เพราะเขาจะบอกว่า "เราไม่มีแนวปฏิบัติในเรื่องนี้"  คุณจงอธิษฐานขอพระเจ้าเอาเอง

ผมเองเคยอยู่กับคริสตจักรสายฤทธิ์เดชมาไม่นานเท่าไหร่ แค่ 18 ปี  ผมไม่ได้ถวายสิบลดตั้งแต่แรกเริ่มนะ  แต่ทำมาคิดว่าประมาณแค่ 5 ปี ปีหนึ่งก็ให้ไปหลายหมื่นบาทนะ  และภรรยาผมนี่ เขาสัตย์ซื่อนะ  เขาถวายตั้งแต่แรกเริ่มเลย  เป็นเวลากว่า 20 ปี  คิดว่าเป็นเงินหลักล้าน  แต่เชื่อไหม วันที่เราออกจากคริสตจักรมาเพื่อจัดตั้งกองประกาศเผยแพร่นะ  เงิน 100 บาทคริสตจักรยังไม่คิดจะมอบเป็นขวัญถุงให้เราเลย  เพราะอะไรหรือ  คริสตจักรไม่ได้โกรธหรือไม่ชอบหน้าพวกเรานะ  เขาเห็นด้วยที่เราจะออกมาทำพันธกิจการปลดปล่อยการประกาศแบบที่เราทำอยู่นี่  แต่มันไม่เคยมีระบบที่จะช่วยเหลืออะไรกันเลย  ในใจของผู้บริหารก็คงนึกเสียดายอยู่ว่า ต้นตำลึงทองได้ถูกย้ายไปปลูกที่อื่น

คริสตจักรอาจรับเอาเงินอย่างเดียว และเลี้ยงผู้รับใช้เพียงคนเดียวคือ ศิษยาภิบาล  ตำแหน่งอื่นมันไม่มีสาระบบที่จะให้ค่าตอบแทนอะไร  หัวหน้าทีมนมัสการไม่มีค่าตอบแทน นักดนตรีไม่มีค่าตอบแทน  คนสอนเด็กไม่มีค่าตอบแทน  ตำแหน่งใดๆ ก็ไม่มีค่าตอบแทน  แม้ว่าคนเหล่านั้นจะเข้ามาเป็นสมาชิกพร้อมกับเงินถวายก้อนโตต่อเดือน และทำงานรับใช้ด้วยคริสตจักรจะรับเอาอย่างเดียว แต่ไม่จ่ายออก

ผมได้รับทราบมาว่า มีอาจารย์นักการศาสนาที่เป็นหัวหน้ามักจะ  สั่งให้สมาชิกทุกคนที่เป็นทีมนำ  เมื่อเข้ามาบริหารงานในคริสตจักรอยู่เนืองๆ ว่า "ทีมนำต้องทำเป็นตัวอย่าง" คือต้องถวายเงินสิบเปอร์เซนต์ ให้กับคริสตจักรอย่างสม่ำเสมอ  คำพูดแบบนี้มันก็มีเหตุผลที่ดีอยู่บ้าง คือต้องทำเป็นตัวอย่าง  ยังดีที่ผู้นำยางคนยังเคยทำเป็นตัวอย่าง  แต่หลายๆ ครั้งตามความจริง  เราพบกว่า  โบสถ์ต้องการเก็บเกี่ยวในสิ่งตรงข้ามกับหลักคำสอนของพระเยซู  ที่บอกว่า หว่านสิ่งใดจะได้สิ่งนั้น  คือคริสตจักรไม่ได้ลงทุนอะไรเลยกับผู้นำ  ไม่มีการสอนไม่มีอะไร แบ่งงานแล้วใครอยากทำอะไรก็ทำไปตามจิตสำนึก แล้วแต่จะดีหรือไม่ดี  ไม่มีการตรวจสอบกำกับ ติดตาม หรือประเมินผลอะไรสักอย่างเลย  บางแห่งยังกลัวการประเมินด้วยซ้ำ  เพราะมันเจ็บปวดมากหากมีใครสักคนมาบอกว่า งานที่ทำอยู่มันไม่เป็นระบบ ไม่เวิร์ค


สำหรับผม แนวคิดในการบริหารงานแบบที่ผมว่ามานี้  มันน่าจะล้าสมัยแล้ว ไม่เหมาะสมกับสภาพภาระงานของคริสตจักรในปัจจุบันเท่าใดนัก   เพราะการจ่ายค่าตอบให้คนเป็นหัวหน้าเพียงคนเดียว แต่คนอื่นให้กินต้มยำใส่ลมบ้าหมูหรือ ทำงานเหมือนกันทำไมจ่ายให้คนเดียว  นักดนตรีต้องฝึกซ้อม อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ชั่วโมง  ตอนนมัสการต้องเล่นอีก ประมาณ 30 นาที  เวลามาซ้อมไม่มีอาหาร ไม่มีขนมรับรองเลยหรือ   ไม่มีตำบักหุงสักจานเลยหรือ   แต่พอเป็นเรื่องการเทศนา  คนเทศนาไม่ว่าจะเป็นใครไปเทศน์ ถ้าเป็นคนนอก โบสถ์จะใส่ซองให้แล้วแต่ว่าเป็นนักเทศน์ระดับไหน  ถ้าดีหน่อยก็ 1000 บาท ถ้าเป็นพวกโนเนมแบบผมก็ 200-500 บาท  เทศนา 30-60 นาที  ส่วนใหญ่ไม่เกิน 30 นาทีในโบสถ์ประเภทโบราณนิยม 

โบสถ์คริสต์ต้องปรับปรุงเรื่องสวัสดิการและการให้ขวัญกำลังใจแก่ผู้ร่วมทำพันธกิจอย่างมีน้ำใจต่อกัน ไม่ใช่แบบกินรวบ  หรือเพื่อผลประโยชน์ของกองกลางอย่างเดียว  มันต้องคิดถึงใจเขาใจเราด้วย

ยกตัวอย่างชายคนหนึ่งและครอบครัวรับใช้งานโบสถ์แห่งหนึ่ง ภรรยาของเขาทำหน้าที่ทีมนมัสการและ สอนบทเรียนชั้นผู้ใหญ่ 1 ชั้น สามีอีกหนึ่งชั้นเรียน  ลูกสาวสอนชั้นเด็กอนุบาล  ตอนนมัสการเขาทำหน้าทีเทศนาเดือนละ 1-2 ครั้ง  และก่อนเทศนาครอบครัวของเขาทำหน้าที่ทีมนมัสการด้วย   เขาถวายทรัพย์จากรายได้เงินเดือนของครอบครัวโดยรวมที่มีรายได้เกือบแสนต่อเดือน  แล้วสิบลดมันเท่าไหร่ล่ะ  แต่พอครอบครัวนี้จะไปทำพันธกิจอะไร โบสถ์ไม่เคยคิดจะช่วยเขาเลย   เขาต้องชักออกจากกระเป๋าตนเองอีก  ถ้ามีงานพิเศษของโบสถ์ก็เรี่ยไรอีก ไม่เอาเงินกองกลางมาใช้จ่าย  แต่โบสถ์จ่ายเงินเดือนให้ศิษยาภิบาลเพียงคนเดียวเท่านั้น  ทั้งๆ ที่การทำงานในหน้าที่ก็มีหลายอย่างทำไมเป็นอย่างนี้ ใครตอบได้บ้าง  แล้วถ้ามีใครกล้าพูดเรื่องนี้ขึ้นมา  สำหรับโบสถ์ที่ยากจนคงไม่มีใครว่า เพราะมันไม่มีแล้วจะให้ได้อย่างไร  แต่สำหรับโบสถ์ที่มีเหลือเฟือล่ะ  ทำไมไม่คิดเรื่องนี้บ้าง   อาจมีคนคิดว่าเราสอนผิด  อันนี้เราไม่ได้สอนใครนะ เราบ่นให้ฟัง ว่าสภาพที่เห็น  มันเป็นแบบนี้  มันแฟร์หรือเปล่าล่ะ  สิ้นปีไม่เคยมีของขวัญปลอมใจแก่คนทำงานอะไรเลยนะ ไม่ใช่แค่ปีเดียว เป็นเวลานานหลายปี  เป็นแบบนี้มาตลอด  ผมไม่ทราบว่า โบสถ์ที่ไหนเขาทำกันอย่างไรนะ แต่ที่ผมเคยพบมันเป็นแบบนี้  แล้วเราจะว่าอย่างไรล่ะ

ผมจึงมีความคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้มันคงไม่เจริญแน่ๆ  เราต้องมาสร้างคริสตจักรแบบใหม่ ที่ทุกคนช่วยกันลงขัน แล้วหากมีรายการจ่าย เราจะมีการจ่ายที่เป็นธรรม  กระจายทั่วถ้วน  เพื่อให้เกิดประสิทธิผลต่องานที่ทุกฝ่ายทำ  เราจะต้องเน้นพันธกิจการประกาศข่าวประเสริฐเป็นอันดับต้นๆ เลย

นอกจากนี้ยังมีระบบอีกอย่างหนึ่งที่เขาเรียกว่า เงินสิบเปอร์เซนต์สำหรับส่วนกลาง  คริสตจักรที่ผมเคยอยู่ส่งเงินเข้าไปส่วนกลาง คือกองบริหารส่วนกลางของกลุ่มหรือคณะ  ทั้งๆ ที่คริสตจักรแห่งนี้ไม่ได้รับเงินช่วยเหลืออะไรเลย เป็นค่าตอบแทนแก่ผู้รับใช้นะ  และกองกลางก็ไม่เคยคิดจะจ่ายผลตอบแทนอะไรมาให้ หรือช่วยเหลืออะไรเลยอย่างเป็นรูปธรรม

คริสตจักรไหนดื้อไม่ส่ง  หรือส่งแค่เดือนละ 200 -300 บาทก็ไม่เป็นไร  คริสตจักรไหน หัวอ่อนหน่อยก็จ่ายสิบเปอร์เซนต์มา เดือนละ 1000-2000 หรือ หลายพัน เขาก็ไม่เคยคิดจะนำเงินมาช่วยเหลืออะไรหรือตอบแทนคุณความดีอะไรเลยแก่คริสตจักรที่ถวายเข้าไปมาก   สิ้นปีเขาก็ไม่คิดจะส่งเงินปันผลเฉลี่ยคืนอะไร  แก่นักการศาสนาที่ทำงานอยู่ประจำ หรือโบสถ์ที่ส่งไปมากแต่อย่างใด  และนี้คือสิ่งที่เราประสบ  ไม่รู้นะ  ตรงนี้มันเป็นความจริงทีเราประสบมา  แล้วจะว่าอย่างไรล่ะ 

โอโห ปัญหาเยอะแยะไปหมดเลย แล้วจะปฎิรูปกันอย่างไรต่อนี้เนี๊ยะ

โปรดติดตามตอนต่อไป

กลับไปหน้าแรก

Why do you sing "How Great Thou Art?" ไหนว่าพระเจ้ายิ่งไหญ่?


แล้วเราจะร้องเพลงว่า “พระเจ้ายิ่งใหญ่” ได้อย่างสบายใจหรือ ?

จากการรับใช้พระเจ้าอย่างศาสนาจ๋า สู่ชีวิตการรับใช้ที่ยอมเปลี่ยนแปลงโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์


บทความนี้ผมขอร้องให้เพื่อนช่วยเขียนมาครับ สามปีก่อนเขาเป็นฝ่ายศาสนพิธีจ๋า ตอนนี้เขาได้รับประสบการณ์ใหม่ เขาก็ยังเป็นศาสนพิธีจ๋า อยู่บ้าง แต่เขาเกิดผลมากมาย คริสตจักรเติบโต ความเชื่อเริ่มหยั่งราก และแข็งแรงขึ้นมาก เพราะอะไรหรือลองติดตามดูนะครับ
***............................................................**

ข้าพเจ้าขอเริ่มต้นจากประสบการณ์ที่พบเจอมากับตนเอง ข้าพเจ้ารับใช้พระเจ้าในคริสตจักรเล็กๆ แถวชนบท เมื่อข้าพเจ้าเริ่มทำงานก็มักจะหยิ่งในความรู้ทางศาสนศาสตร์ที่ตนเองได้เรียนมา พยายามทำงานให้สมาชิกพอใจและพยายามคิดว่าจะทำอะไรให้พระเจ้าพอพระทัย ข้าพเจ้าทำงานไปเรื่อยๆ

จนมีวันหนึ่ง ชายคนหนึ่งซึ่งไม่เชื่อพระเจ้าได้ เข้ามาหาข้าพเจ้าที่คริสตจักร เขาประสบอุบัติเหตุขาหัก ข้าพเจ้าก็แนะนำเขาว่าให้ไปหาหมอเพื่อทำการรักษา เขาก็ตอบว่าไม่มีเงิน เขาเป็นคนไร้สัญชาติ ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ทำอย่างไร เขาก็พูดขึ้นว่าเขาจะกลับไปบ้านเกิดเพื่อให้พ่อแม่พาไปทำพิธีกรรมพื้นบ้าน (คนเหนือเรียกว่า “ เป่า” หมายถึง ใช้คาถาของผู้ทำพิธีกรรมเพื่อรักษาขาที่หัก )

หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็อธิษฐานเผื่อเขา ด้วยคำพูดประโยคเดียวที่ทุกคนใช้เหมือนกันคือ “ พระเจ้าทรงเป็นแพทย์ผู้ประเสริฐ ขอรักษาชายคนนี้ให้หาย แต่ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า” เขาก็กลับออกไป อีกประมาณสามสัปดาห์ เขาก็กลับมาหาข้าพเจ้าที่คริสตจักร บอกว่าตอนนี้เขาเดินได้แล้ว วิ่งก็ได้ โดยไม่ต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาล ข้าพเจ้าก็ตกใจไม่อยากเชื่อว่าเขาจะเดินได้เร็วมาก เขาบอกว่าหมอพื้นบ้านใช้การเป่าอยู่ ๗ วันก็หายเป็นปกติ ข้าพเจ้าก็ร่วมดีใจไปกับเขาด้วย

แต่มีคำถามหนึ่งเกิดขึ้นมาใจหัวนี้ว่า “ ทำไมพระเจ้าของเรายิ่งใหญ่มาก ไม่สามารถช่วยเหลือชายผู้ขาหักได้ แต่ปล่อยให้หมอพื้นบ้านรักษาด้วยคาถาหายได้” พอถึงวันอาทิตย์ เราก็นมัสการพระเจ้าด้วยเพลงที่ว่า “ จิตข้าฯสรรเสริญ พระเจ้าองค์พระผู้ช่วย พระองค์ยิ่งใหญ่ พระองค์ยิ่งใหญ่ ” มันยิ่งเป็นการตอกย้ำอีกว่า พระเจ้ายิ่งใหญ่ตรงไหน ไม่เห็นมีคำตอบให้ชายผู้ขาหักได้

ข้าพเจ้าก็เริ่มที่จะศึกษาเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ว่า พระองค์มาตายไถ่บาปอย่างเดียวหรือ สุดท้ายข้าพเจ้าได้คำตอบว่า ไม่ใช่เพียงอย่างเดียว พระองค์มาเพื่อปลดปล่อยจากอำนาจแห่งความบาป ปลดปล่อยจากการเป็นทาสของผี ปลดปล่อยจากโรคภัยไข้เจ็บ ปลดปล่อยอีกเยอะแยะมากมาย ซึ่งก็เป็นพระราชกิจส่วนใหญ่ของพระเยซูคริสต์ ปลดปล่อยผู้เชื่อในพระนามของพระเยซู ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มคิดว่า ถ้าเราช่วยปลดปล่อยคนเหล่านั้นได้อย่างพระเยซูคริสต์ จะมีคนมาเชื่ออีกมากมาย

เพราะพระเยซูเรายิ่งใหญ่จริงๆ รักษาคนตาบอดหาย รักษาคนง่อยเดินได้ ข้าพเจ้าก็คิดว่า ตาบอดหาย มะเร็งก็น่าจะหาย เอดส์ก็น่าจะหาย หรือโรคที่วิทยาศาสตร์รักษาไม่ได้มีมากมาย ข้าพเจ้าเริ่มเดินหน้าศึกษาจากการสัมมนาต่างๆ และมีคริสตจักรที่อยู่ฝ่ายวิญญาณเป็นพี่เลี้ยงช่วยสอน ช่วยแนะนำ จนในที่สุดคริสตจักรที่ข้าพเจ้ารับใช้อยู่นั้น ได้มีพันธกิจการปลดปล่อยจากโรคภัยไข้เจ็บ และเราก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากคนป่วยที่หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ผู้ป่วยจากหมู่บ้านใกล้เคียงก็เริ่มเข้ามากันมากขึ้น เราไม่จำเป็นต้องออกไปหาเขาเลยเขามาหายเพื่อขอเราอธิษฐานหายโรคโดยนามพระเยซูคริสต์


แต่ก็เป็นที่น่าเสียใจ คือ คริสเตียนด้วยกันเองต่อต้าน บอกว่าถ้าอย่างนั้นมีโรงพยาบาลไว้ทำไม ข้าพเจ้าขอบอกไว้ตรงนี้ว่า พระเจ้าทรงให้มีโรงพยาบาลสำหรับผู้ที่ยังไม่กลับใจใหม่เท่านั้นและมีไว้สำหรับโรคภัยไข้เจ็บบางชนิดที่พระเจ้าก็ต้องการรักษาผ่านทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ข้าพเจ้าไม่ได้ปฏิเสธ 
โรงพยาบาล แต่ข้าพเจ้าคิดว่าพวกคริสเตียนเหล่านี้เขาจะร้องเพลงว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่ได้อย่างไร เพราะในชีวิตเขาไม่เคยสำแดงออกมาถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า มีแต่ประชุมและทะเลาะกัน วางโครงการว่าจะทำอย่างไรให้โบสถ์มีกำไร สนใจเฉพาะวัตถุ

คำถามว่าดีไหม ดีครับ ข้าพเจ้าไม่ได้ปฏิเสธ แต่ขอให้วัตถุกับฝ่ายวิญญาณไปคู่กัน เพื่อเราจะได้ร้องเพลงว่า พระเจ้ายิ่งใหญ่จริงๆ สำหรับท่านที่ไม่เชื่อ ข้าพเจ้าขอร้องท่านว่า อย่าไปบอกว่าเขาสอนผิด สอนเพี้ยน ไม่ถูกต้องตามศาสนศาสตร์ บางครั้งเราเองตีความพระคัมภีร์เข้าข้างตนเองก็มี ต่างคนต่างช่วยกันเพื่อพระนามของพระเจ้าจะออกไปจนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก ถ้ามัวแต่ใช้กฎ ระเบียบของคณะนิกาย อีก ๑๐ ปี ข้างหน้าคริสเตียนก็จะเหลือแค่ ๐.๐๐๐๑ เปอร์เซ็นต์ เพราะเชื่อพระเจ้าแล้วมีแต่นั่งทะเลาะกันว่าโบสถ์ฉันดีกว่า สอนถูกต้อง โบสถ์สอนผิด บางครั้งคริสเตียนชอบทำหน้าที่แทนพระเจ้าพระบิดา คือตัดสินคนอื่น

อาจารย์เปาโลบอกว่า ทำอย่างไรก็ได้ขอให้ประกาศพระนามพระเจ้า ขอท้าชวนให้ทุกฝ่าย เลิกเอาการตีความพระคัมภีร์หยุมๆหยิมๆ มาทะเลาะกันเลยครับ จับมือก้าวไปพร้อมกัน คนเหนึ่งประกาศแบบปลดปล่อยก็ให้เขาทำ คนหนึ่งประกาศแบบสงเคราะห์ปล่อยเขาทำ คนหนึ่งประกาศแบบสายสัมพันธ์ก็ปล่อยเขาทำเพราะทุกคนทำเพื่อพระนามพระเจ้า

อาเมนไหมครับ

โดย เมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อ

กลับไปหน้าแรก HOME click

Merry Christmas forever: สุขสันต์.............. วันคริสตมาสอย่างไรให้สุขนานๆ

Dec 18, 2010


ผมได้รับเกียรติถูกเชิญให้ไปเทศนาในงานวันคริสตมาสให้แก่คริสตจักรเล็กๆ ที่เป็นคริสตจักรที่มีเป้าหมายสำหรับการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งหนึ่ง ในวันนี้มีคนมาประมาณ 70 คน ส่วนมากเป็นเด็กๆ ทั้งนั้น ผู้เชิญมอบหมายหัวข้อการเทศนาคือ สันติสุขแห่งการให้

มันเป็นโจทย์หัวข้อเทศนาที่ ใครที่เป็นนักการศาสนาได้รับหัวข้อนี้ ก็คงยิ้มหวานเพราะว่า มันไม่ยากเลย เท่าที่ผมสังเกต ผมมีประสบการณ์ในการอยู่ในศาสนาคริสต์มานานตั้งแต่เกิด ตอนนี้ก็เกือบร้อยปีเหลืออีกไม่มาก ประมาณ ครึ่งหนึ่ง ผมได้เรียนรู้ว่า การเทศนาหัวข้อวันคริสตมาสของนักการศาสนาทั่วไปเขาทำกันแบบไหน ส่วนใหญ่จะเทศนาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวเรื่องราวตำนานของวันคริสต์มาส  การกำเนิดของพระเยซูผู้จากหญิงพรหมจารี  ซานต้า ต้นสน และกวางเรนเดียร์ และหลายคนก็คงเทศนา เกี่ยวกับสิ่งต่อไปนี้

ก. นักปราชญ์สามคนจากดินแดนตะวันออกคือใครกันแน่
ข. มารีย์แม่ผู้เสียสละ/หญิงผู้กล้าบอกว่า ขอให้เป็นไปตามพระประสงค์
ค. โยเซฝชายผู้มีความเชื่อ ยอมรับหญิงคู่หมั่นที่ยังไม่แต่งก็ท้องก่อนแต่งแล้ว
ง. ของขวัญ 3 อย่างของพวกนักปราชญ์
จ. คนเลี้ยงแกะผู้เล็กน้อยที่พระเจ้าระลึกถึง
ฉ. รางหญ้าสถานที่อันต่ำต้อยที่พระเจ้าเลือกเป็นที่ประสูติเพื่อนำคนต่ำต้อยสู่ความรอด
ช. การข่มเหงของเฮโรด กษัตริย์ที่เป็นตัวแทนของซาตานในการทำลายพระเยซู
ซ. จากสวรรค์สู่โรงวัว
ญ. ผู้สื่อสารของพระเจ้า ทูตสวรรค์ร้องเพลงที่ทุ่งนาในตอนกลางคืน

ฎ.  ฯลฯ

ผมขออนุญาตทบทวนประสบการณ์เกี่ยวกับหัวข้อเทศนาวันคริสต์มาสที่ผมเคยประสพตั้งแต่เด็ก ให้พี่น้องที่เชื่อพระเจ้าที่กำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ให้ทราบ เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดบางอย่างที่อาจจะแปลกใหม่ สำหรับใครบางคนที่ไม่เคยทำเลย ทั้งๆ ที่ก็รับใช้พระเจ้ามาหลายปี บางคนเบื่อการรับใช้แล้วก็อาจเป็นได้ แต่ผมขอหนุนใจท่านว่า อย่าเพิ่งท้อใจครับ การติดตามพระเยซูเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก

ผมตื่นเต้นทุกครั้งที่ออกไปยืนเทศนาสั่งสอนคนที่มาร่วมนมัสการพระเจ้าทุกครั้ง ท่านคงอยากทราบละซิทำไมผมต้องมีเรื่องตื่นเต้นตลอด ทั้งๆ ที่การเทศนาเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็บอกว่าธรรมดา และบางคนก็เบื่อที่จะฟังเทศนาตำนานวันคริสต์มาสแล้ว เพราะฟังมาทุกปี จนสามารถเล่าได้อย่างละเอียด

พี่น้องครับจะไม่ให้ผมตื่นเต้นกับการเทศนาได้อย่างไร เดี๋ยวผมจะโพสวีดีโอคลิปวันคริสต์มาสให้ท่านดู 2 คลิป   แต่ก่อนที่จะโพสผมขอเกริ่นหน่อย กิจกรรมวันคริสต์มาสที่ใครๆ มักจะทำกันมีอยู่ประมาณนี้ คือ

ก. ร้องเพลงวันคริสต์มาส
ข. การแสดงของเด็กเล็ก ชั้นอนุบาล
ค. รีวิวเต้นประกอบเพลงวันคริสต์มาส
ง. ตอบคำถามเกี่ยวกับวันคริสต์มาส
จ. แจกของขวัญและจับสลากรางวัลพิเศษ รางวัลใหญ่
ฉ. แลกเปลี่ยนของขวัญวันคริสต์มาส
ช. ละครเกี่ยวกับเรื่องราววันคริสต์มาส
ซ. กินอาหารพิเศษ และรายการอาหารว่างชั้นดี โบสถ์ไหนรวยก็มีไม่อั้น กินกันสนั่นท้องทั้งคืน
    เด็กบางคนกลับไปนอนที่บ้านอาจร้องไห้กวนแม่ทั้งคืนเพราะกินขนมมากเกินไป
ญ. ท่องข้อพระคัมภีร์แข่งขันกันในวันคริสต์มาส
ฎ. การแสดงของคณะสตรี และบุรุธ
ฏ. การออกไปร้องเพลงอวยพรตามบ้านผู้หลักผู้ใหญ่ของท้องถิ่น หรือในเขตบริการของคริสต์จักร
ฐ. การออกไปแจกไปปลิวประกาศข่าวประเสริฐเรื่องความรอดของพระเยซูคริสต์
ฑ. เผาข้าวหลาม ปิ้งหมู่ เนื้อ หมูกะทะ และปาร์ตี้ของเด็ก

สำหรับคริสตวย หรือที่ผมชอบตำหนิว่าเป็นพวกผู้เชื่ออ่อนแอ หรือคริสเตียนเบบี้ มักจะทำเพิ่มจากรายการข้างบน คือ (คลิกลิงค์นี้เพื่ออ่านดูพฤติกรรมคริสเตียนเบบี้)

ก. ชวนเพื่อนๆ มากินเหล้า กินเบียร์ที่บ้าน
ข. ชวนแฟน มานั่งกินเหล้า แล้วไปเที่ยวข้างนอกด้วยกัน
ค. เอาเครื่องเสียงมาเปิดให้ดังๆ ตั้งต้นคริสต์มาส ประดับไฟที่บ้าน แล้วนั่งก๊งเหล้าใต้ต้นคริสต์มาส
ง. ห่อของขวัญแจกให้เฉพาะหมู่ญาติมิตรของตนเอง  หรือคนที่รักเป็นพิเศษ แต่ไม่คิดถึงผู้เล็กน้อย คนรับใช้พระเจ้าที่ทำงานในแผนกต่างๆ ในคริสต์จักรที่ไม่ได้รับเงินค่าตอบแทน  คนเหล่านี้ถูกลืมปีแล้วปีเล่า
จ. ส่งของขวัญไปประจบเจ้านายในวันคริสต์มาส  เพื่อเป็นการเพิ่มความนิยมในตัวเองมาขึ้น
ฉ. ซื้อของให้กับตนเองแต่เพียงผุ้เดียวโดยไม่สนใจ ศิษยาภิบาลที่ทำงานมาทั้งปี ไม่มีโบนัสใดๆ เลย แถบยังไม่พอต้องยอมใส่รองเท่าคู่เก่าๆ  เสื้อผ้่าสีหมองๆ ก็ไม่มีคนดูแล  คริสต์มาสทั้งทีต้องทนใส่เสื้อผ้าชุดเก่าๆ ที่ใช้มาหลายปีอยู่ได้


ช. ฯลฯ


พี่น้องคงเห็นรายการที่ผมนำเสนอย่อๆ นี้  ท่านคงประหลาดใจว่า ทำไมผมช่างทำรายการได้เป็นหางว่าวซะจริงๆ  ในบทความของผมส่วนใหญ่  ถ้าไม่ได้ใส่ชื่อเจ้าของ หรือลิงค์ไว้แสดงว่า เป็นบทความที่ผมสละเวลาเขียนขึ้นมาเองทั้งนั้น พูดถูกบ้างผิดบ้าง พิมพ์ผิดบ้างถูกบ้าง ซึ่งก็เป็นธรรมดาของมนุษย์  ผมนั่งหลังขดหลังแข็งเพื่ออะไรหรือ ในปีนี้ผมเขียนบทความเป็นร้อย บทความของผมหลายๆ อันเสียดแทง และทิ่มแทงใจหลายๆ คน ผมรู้ว่าการทิ่มด้วยตัวหนังสือของผมมันเจ็บสำหรับใครหลายๆ คน บางคนรับไม่ได้  "การเปลียนแปลงคือความเจ็บปวด" มีคนพูดบอกว่า "คนไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง คนไม่ชอบการเสี่ยง"  แต่ปีใหม่นี่ขอให้เราได้รับสิ่งใหม่ๆ เพื่อจะเปลี่ยนสิ่งเก่าใด้ดีขึ้น เพื่อเข้าสู่ฤดูกาลใหม่

You have never seen any new thing if you have done the same thing.
คุณจะไม่สามารถเห็นสิ่งใหม่ๆ ถ้าคุณยังทำสิ่งเดิมๆ โดยไม่เปลี่ยนแปลง

ผมก็ต้องขอโทษด้วย  เนื่องในโอกาสวันคริสต์มาสและขึ้นปีใหม่  ผมขอให้ทุกคนที่เคยอ่านบทความของผมแล้วหากเกิดอาการเจ็บใจ สดุดกึก มีอาการฉุน บางคนไม่รู้ทำไง โทรไปด่าฝากกับเพื่อนของผม ผมก็ต้องขอโทษด้วย  ถ้าผมไม่เขียนใครจะกล้าเขียน  ผมเคยอ่านพบว่าหลายๆ คนเขาเขียนข้อความขึ้นในเว็บของเขาเลยว่า เว็บของเราไม่มีการตำหนิความเชื่อ หลักข้อเชื่อ และวิธีการปฎิบัติของคณะนิกายใดๆ เราเป็นมิตรกับทุกคณะ ทุกวันนี้เรามีใครบ้างที่สะท้อนความคิดแบบผ่าซากแบบนี้ ยิ่งถ้าท่านเป็นนักเทศน์ใหญ่ อาจารย์ดัง ใครจะกล้าเตือนท่าน  ลูกน้องใต้ท่านมันไม่กล้าหรอก มันดีแต่สอพลอเท่านั่นแหละ แต่ผมไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ผมจึงกล้าทำ กล้าพูด กล้าเขียน และผมกล้ารับผิดชอบด้วย ผมอาจจะเป็นนาธัน ที่หาญกล้าไปเตือนดาวิด ก็เป็นได้

สำหรับบทความในเว็บนี้  ไม่อยากจะบอกว่าเป็นการเสียดสี แต่ผมต้องการนำเสนอความคิดแบบใหม่ในการรับใช้พระเจ้าตามแนวทางที่ผมถนัด คือการเทศนาด้วยฤทธิเดช ด้วยหมายสำคัญการอัศจรรย์ การวางมือรักษาโรค กระตุ้นให้ผู้รับใช้พระเจ้า และสร้างความตระหนักแก่คริสต์จักรของพระเจ้าเพื่อนำเอาของประทานฝ่ายวิญญาณจิตตามหนังสือ 1 โครินธ์ บทที่ 12 และ เอเฟซัสบทที่ 4 ข้อ 11 มาสู่คริสต์จักร  เพื่อเผยแพร่และยืนยันถึงการรับรองของพระเยซคริสต์ในการเทศนาทุกครั้ง  ถ้าผู้เชื่อแท้กลับใจใหม่ และเริ่มฝึกปฎิบัติ พยายามเรียนรู้  คริสตจักรของพระคริสต์จะมีสง่าราศี  มีฤทธิ์เดช จะออกจากการผูกมัดของวิญญาณศาสนา และพิธีกรรม เพื่อขยายอาณาจักรแห่งสันติสุขของพระเจ้า

พี่น้องบางคนอาจจะไม่ทราบว่า วิญญาณศาสนามีจริง หรือวิญญาณพิธีกรรมมีจริง  ผมเคยอ่านหนังสือของอาจารย์ท่านหนึ่งชื่อว่า ดร. บิล แฮมมอน บิชอป Christian International Ministries Networks และผู้เขียนหนังสืออัครฑูต ท่านลองไปอ่านดูเถอะแล้ว อาจจะทำให้ท่านเข้าใจศาสนาคริสต์มากขึ้น
คลิกที่นี้เพื่ออ่านเรื่องย่อของหนังสือ

พี่น้องครับ ผมเคยเอ่ยถึงบ่อยครั้งแล้วว่า  คริสต์จักรคือคำตอบของคนที่ต้องการพระเจ้าหรือไม่  คนป่วยเขาไม่หายเขาไปหาหมอ แล้วไม่หาย เขาไปหาใคร  คนดวงซวยไม่รู้ไปหาใคร เขาไปหาคนทรงเจ้า คนป่วยรักษาไม่หาย เขาไปหาใคร เขาไปหาหมอผี  ปัดรังคราญ  คนกระดูกแตก เขาไปหาหมอเป่า แล้วนักการศาสนาชาวพระคริสต์ทำอะไรได้บ้าง ช่วยเขาได้ไหม  กล้าประกาศตัวไหมว่า ใครไม่หายให้มาหาที่โบสถ์ ให้มารับการอธิษฐานเผื่อ  นักการของเราได้รับการถ่ายทอดมาไม่ครบใช่หรือไม่ เรารู้แต่วิธีการสอนคนให้เป็นคนดีเท่านั้นหรือ เรายังขาดวิธีการสร้างคนให้เป็นสาวก ที่ประกอบไปด้วยฤทธิ์เดชและของประทานการอัศจรรย์ของพระเจ้า

ผมเคยสอนลูกศิษย์ของผมเสมอว่า ต้องเพียรใช้ของประทาน ให้มุ่งมั่นพัฒนาความเชื่อ ทุกคนต้องมีวินัยฝ่ายวิญญาณ  เราทุกคนประกอบไปด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า และเมื่อพระเจ้าอยู่กับเรา เราต้องชนะผีและความเจ็บป่วยแน่นอน และเมื่อเราทำได้ พระนามพระเยซูคริสต์จะได้รับการยกชูขึ้นในทุกทีที่เราไป ผมขอย้ำคำว่า ทุกที ทุกเวลา ไม่ใช่บางที บางเวลา ตามอารมณ์และทรงผม ไม่เกี่ยวกับการแต่งกายด้วย

พี่น้องที่ติดตามอ่านบล็อคนี้คงพอจำได้เมื่ออาทิตย์ก่อนผมได้นำเสนอเรื่องของมารีย์  ที่มารับการปลดปล่อย  ทีมของเราได้ขับวิญญาณร้ายออกจากเธอถึง 57 ตัว มีวิญญาณตัวหนึ่งที่มันรายงานต่อผมว่า มันเป็นวิญญาณแห่งความมืด หน้าที่ของมันคือ ป้องกันไม่ให้คนมาถึงแสงสว่างของพระคริสต์ อีกตัวหนึ่งมันชื่อว่า "พิธีกรรม" ที่มารีย์ มีวิญญาณแอบแผงมากอย่างนี้ก็เพราะที่บ้าน   แม่ของมารีย์เป็นนักสะสมวิญญาณและรูปเคารพ เป็นผู้ที่นับถือศาสนาที่ยอมให้คนนับถือสิ่งอื่นไปด้วยคือนับถือวิญญาณนานาชาติ

วิญญาณ 57 ตัวที่ถูกขับออกจากคนๆ เดียว นับเป็นสถิติที่ผมไม่คาดคิดว่าจะมีมากขนาดนี้ และบางคนอาจจะคิดไปว่าผมโม้ เพี้ยนหรืออะไรต่างๆ ผมขอยืนยันอย่างเดียวว่า สิ่งที่ผมเขียนในเว็บบล็อคนี้ไม่ได้เป็นเรื่องโง่ๆ ทำให้ใครเสียเวลาอ่านหรอกครับ  คนที่อยากเสียเวลาอ่านหลายคนเขาไม่รู้ตัวครับ คริสเตียนและนักเทศน์เป็นล้านๆ คนเสียเวลาในชีวิตประจำวันไปกับการอ่านเรื่องเหลวไหล ไร้สาระที่ชาวโลก มนุษย์ธรรมดาเขานิยมอ่านกัน คือหนังสือพิมพ์ข่าวประจำวัน ทั้งไทยรัฐ เดลี่นิวส์ มติชน วารสารอะไรต่างๆ ที่ไม่ได้ส่งเสริมความสว่างแห่งวิญญาณจิต แต่ส่งเสริมปัญญา ความรู้และเรื่องพื้นๆ ของชาวบ้านเท่านั้น บางคนรับหนังสือพิมพ์เป็นประจำ ติดมากอ่านได้อ่านดี  อ่านมันได้ทุกวัน อ่านแม้กระทั้งตอนนั่งในส้วม วันไหนไม่ได้อ่านจะรู้สึกหงุดหงิด ถ้าใครเป็นอย่างนี้แสดงว่า คุณได้เอาจิตใจไปผูกไว้กัีบสิ่งเหล่านั้นแล้ว

มาถึงตรงนี้ผมขอเสนอข้อคิดว่า  เรื่องที่อยู่ในหนังสือพิมพ์ประจำวันน่ะ  หยุดคิดหน่อยได้ไหม มันเป็นแค่เรื่องไร้สาระ ของคนไม่มีอะไรทำหรือมีเวลาว่างมากเกินไปหรือปล่า เป็นการอ่านเพื่อฆ่าเวลา หรือแก้เหงาเท่านั้น ท่านมีเวลามากเกินไปหรือเปล่าที่เอาเวลาไปฆ่าทิ้งแบบนั้น  น่าเสียดายนะ  ทำบทเรียนคริสเตียนดีๆ มาแจกกันบทเว็บนี้ไม่ดีกว่าหรือ  ทำไมคนจึงสนใจอ่านหนังสือพิมพ์กัันมากนัก  คนต้องเสียเงินซื้อมาทำไม  ถ้าผ่านไปสามวัน  มีคนซื้ออ่านไหม  ในเมื่อเรารู้ว่าสิ่งที่มีคุณค่าเพียงสองวัน หรือหนึ่งวัน พอวันที่สามไม่มีคนฉลาดยอมเสียเงินซื้ออ่าน หรือเสียเวลาอ่านเพราะมันล้าสมัยอย่างรวดเร็ว  แล้วเราจะไปเสียเวลาอ่านมันให้เสริมสร้างความมืดแก่ดวงวิญญาณของเราทำไม  น่าคิดหรือเปล่าล่ะ

สิ่งที่เราไม่เพียงแต่อ่านอย่างเดียว แต่ต้องภาวนา ท่องจำให้ได้ คือถ้อยคำของพระเจ้าในหนังสือพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ไม่ใช่หรือ  หากท่านอ่านพระคัมภีร์ไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องซื้อพระคัมภีร์ที่เป็นฉบับอธิบาย ท่านจะได้เข้าใจพระเจ้ามากขึ้น ถ้อยคำของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของท่านเกิดสันติสุข มีฤทธิ์อำนาจในการดำเนินชีวิตคริสเตียน  สามารถต่อสู้กับกิเลศ ตัณหา และสงบสติอารมณ์ของท่านไม่ใช่หรือ

หลายคนไม่มีพระคัมภีร์ดีๆ อ่านเลย  ลองมองไปรอบๆ ตัวคุณซิ คนไหนมีพระคัมภีร์ดีๆ อ่านบ้าง  หลายคนไม่มีพระคัมภีร์ดีๆ ราคาเป็นพันบาทอ่านเลย เพราะเขาบอกว่ามันราคาแพง  แล้วทำไม  Nokia BB Samsung Iphone ราคาหลายพัน บางอันราคาเครื่องละเกินหมื่นบาทยังบอกว่าถูก และซื้อได้ซื้อดี แถบเปลี่ยนบ่อยอีกต่างหาก  นี่หรืออ้างว่า "รักพระเจ้า"  ดีแต่พูดละไม่ว่า

เกริ่นมาซะยาวเชียว ผมชอบเขียนบทความยาวๆ อย่างนี้แหละ เพราะคนชอบอ่านเขาโทรมาบอกว่า สะใจดี  ได้ความคิดแปลกๆ ใหม่ ได้การทบทวน ได้หยุดคิด  ผมก็ขอบคุณที่ให้กำลังใจ และขอบพระคุณพระเจ้าที่โปรดประทานถ้วยคำเป็นแสนๆ คำในการเขียนถ่ายทอดประสบการณ์แห่งความจริง

ในการเทศนาในห้วข้อที่เขากำหนดให้มา  ผมต้องเทศนาตามหัวข้อที่ผมเขียนไว้ข้างบน แต่เนื้อหาจะไม่เน้นไปที่ตำนานอันบรรเจิด ความเหนือธรรมชาติของเหตุการณ์ มีสิ่งประหลาดอัศจรรย์เกิดขึ้นมากมาย ในคืนวันคริสต์มาส แต่เรื่องแบบนี้เหมาะสมกับเด็กอนุบาลมากกว่า นักเทศน์เทศนาตำนานแสนสนุก  ฟังไปเพลินๆ  แต่คนฟังไม่กลับใจ  ไม่มีใครกลับใจเชื่อพระเจ้า การเทศนาแนวนี้  ผมฟังมาหลายรอบแล้ว ผมเห็นนักเทศน์รุ่นก่อนๆ และรุ่นปัจจุบันหลายๆ คน เทศนาแนวนี้แล้ว  ผมไม่อยากทำตามนะครับ

การเทศนาแนวเล่านิทานมีคนทำมาเป็นพันปีแล้ว และผมไม่อยากจะเพิ่มจำนวนให้มากขึ้นอีกคนด้วยการทำตามแบบศาสนสากลนิยมแบบนั้น  ถ้าคนเทศนาพูดเรื่องการอัศจรรย์ ของพระเยซูต่างๆ นานา แต่คนพูดไม่หัดทำการอัศจรรย์ในพระนามพระเยซู  มันต่างจากตำนานประสูติของศาสดาในศาสนาอื่นๆ ตรงไหน พวกศาสดา หรือผู้นำศาสนาเหล่านั้นก็มีแต่เรื่องอัศจรรย์ พันลึกทั้งนั้นเหมือนๆ กัน  สุดแต่ว่าใครจะเป็นคนเขียนประวัติให้มันมหัศจรรย์พันลึกอย่างไรก็ว่าไป  แต่ใครจะจริงหรือเท็จมันพิสูจน์กันได้ตรงนี้ไง คือการเทศนาด้วยการอัศจรรย์ตามแบบที่พระเยซูคริสต์ และสาวกทำในยุคคริสตจักรเริ่มแรก  พระเยซูต้องการให้เราประกาศพระกิตติคุณด้วยฤทธิ์เดชและหมายสำคัญจะเกิดขึ้น ( 1 โครินธ์ 2.4-5)

คริสตจักรต่างๆ ลงทุนเป็นหมื่นๆ เพื่อจะประกาศข่าวประเสริฐ เพื่อนำคนมาเชื่อพระเจ้าในโอกาสพิเศษวันคริสต์มาส หลายคริสต์จักรลงทุนตั้งเวที  จ้างเครื่องไฟ  ลงทุนซ้อมการแสดงสารพัด จ้างคนทำอาหารพิเศษ คริสต์จักรรวยๆ ลงทุนจ้างดารามีค่าตัวมาเป็นตัวชูโรง  ทั้งๆ ที่ดาราบางคนก็ไม่ได้กลับใจหรือมีชีวิตที่อัศจรรย์มากกว่าผู้เชื่อธรรมดาคนอื่นๆ  คริสต์จักรลงทุนซื้อของ และห่อของขวัญพิเศษ ลงทุนลงแรง ถวายทรัพย์  ร่วมใจกันเพื่อการประกาศใหญ่วันคริสต์มาส หวังเพียงให้นักเทศน์ เทศนาถ้วยคำพระกิตติคุณของพระเจ้าที่ประกอบด้วยเดชานุภาพที่จะนำคนมาถึงความรอด ให้คนยอมรับข่าวประเสริฐของพระเยซูเจ้า

แต่น่าเสียดาย หลายๆ ครั้ง นักเทศน์ดังดันไปเทศนาเล่าตำนานคริสต์มาส  เล่าเรื่องคนเลี้ยงแกะ  เล่าเรื่อง ซานตาคลอส  เล่าตำนานต้นสน  เล่าตำนานกวางเรนเดียร์ ตำนานโรงวัวของยิว  ตำนานเครื่องประดับบนต้นคริสต์มาส แถบสอดแทรกเรื่องตลก ให้คนหัวเราะก๊าก   พอถึงตอนเรียกคนให้กลับใจ ดันไม่มีใครยอมกลับใจเลย  ถ้าดีหน่อยก็ได้สองสามคน  หรือสิบคน ลงทุนเป็นหมื่นๆ นักเทศน์  ไม่ปล่อยทีเด็ด  ไม่สามารถเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณเลย  มันน่าเสียดายโอกาสไหมล่ะ นั่นเป็นเพราะอะไรหรือ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เป็นคำถามที่คนที่มีสำนึกที่จะรับใช้พระเจ้าให้เกิดผล ต้องนำไปคิดเป็นการบ้านต่อไป

ผมเข้าใจดีถึงข้อจำกัด และขีึดจำกัดของคน  ผมก็เคยเป็นแบบนั้น  มางานคริสต์มาสแล้วคนกลับใจ  เป็นเรื่องอะไรที่หนักหนาสำหรับนักเทศน์บางคนที่ต้องการเกิดผล  บางแห่งลงทุนติดต่อนักเทศน์ดังเป็นปี  ยอมจ่ายค่าตัวสูงๆ ผมขอเอาใจช่วยท่านในเทศนาในเทศกาลนี้ ขอให้ท่านเทศนาด้วยวิญญาณแห่งความเชื่อของท่าน ขอพระเจ้าให้ถ้อยคำแก่ท่านในการเทศนาให้คนกลับใจให้ได้มากๆ  เทศนาประกอบการแสดงพระเดชานุภาพในพระนามพระเยซู  เรียกคนป่วยออกมาวางมือให้เขาหายคาตาไปเลย 

แต่ผมก็ต้องขออภัยที่ข้อเขียนของผมหลายๆ ครั้งมันทำให้คนที่กำลังพัฒนากับพระเจ้าท้อใจ ที่ตัวเองไม่เอาไหนในการประกาศข่าวประเสริฐ แต่สิ่งเหล่านี้มันสามารถปรับปรุงได้  ถ้าเราเลิกพึงพาความรู้และสติปัญญาของมนุษย์ บางทีต้องถึงขั้นฟอร์แมทฮาร์ดดิส สมอง และแนวคิดของท่านเลย เพราะที่เรียนกับอาจารย์พระคัมภีร์จากสถาบันดัง ๆ มา ณ มันบ่มีไกด์จริงๆ  คือได้แต่ความรู้เป็นส่วนใหญ่ 

การเทศนาวันนี้ ผมจึงไม่เป็นการเล่าเรื่องตำนานต้นสน หรือซานต้า ซานเต้อ อะไรๆ สักอย่าง  สำหรับผม  ลุงซานต้าคือเครื่องหมายการค้าของห้างสรรพสินค้ามากกว่าจะเป็นแบบอย่างของการให้ หรืออะไรๆ ที่ส่งเสริมความเชื่อคริสเตียนหรอก  ผมไม่เสียเวลากับลุงซานต้า ต้นสน และกวางป่าอะไรแม้แต่วินาทีเดียว  ผมเทศนาเรื่องของประทานของพระเจ้าที่ให้คนชาวโลกกลับใจมาหาพระเจ้า ผู้ที่ยอมตายเพื่อนำการคืนดีระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าให้กลับมาหากัน  พี่น้องครับ คนจะไม่มีสันติสุข ถ้าหากเขาไม่คืนดีกับพระเจ้า ไม่คืนดีกับตนเอง ไม่คืนดีกับเพื่อนบ้านและแม้แต่คนในครอบครัว คนที่ยังเก็บความเกลียดไว้ในใจ  เป็นคริสเตียนแล้วก็จริง  แต่เที่ยวไปเกลียดใครต่อใคร  ถือว่าคนนั้นก็ไม่ดี คนนี้ก็ไม่ดี มีแต่ฉันคนเดียวที่ดี

ในวันคริสต์มาสผู้ที่ได้รับเชิญมาร่วมงานอาจได้กินอาหารเลิศรส ได้กินขนมอร่อยที่สุดในโลก และได้ฟังเพลงคริสต์มาสที่แสนไพเราะ ได้สนุกสนาน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ว่าไม่ดี  ดีมากครับ แต่สิ่งที่คนเราต้องการที่สุดไม่ใช่ความสุขเพียง 3-4 ชั่วโมงในการร่วมกิจกรรมวันคริสต์มาส การได้รับของขวัญก็ทำให้สุขใจได้บ้าง แต่วัตถุสิ่งของเหล่้านี้มันเสื่อมสลาย  ถ้าเป็นขนม อาหาร ก็กลายเป็นสิ่งเน่าสลายในไม่ช้า  ทำไมเราไม่นำเสนอสิ่งที่ก่อให้เกิดสันติสุขแท้ล่ะ  นั่นคือความสันติสุขแท้คงทนที่เกิดจากการได้คืนดีกับพระเจ้า การหายเจ็บป่วยจากความผิดปกติของร่างกาย  การได้หายแค้น หายเจ็บใจ การได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดไม่ใช่หรือ  ที่สร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นกับคนอย่างถาวร ทั้งในปัจจุบันถึงนิรันดร์

เทศกาลคริสต์มาสนี้ ท่านได้คืนดีกับพระเจ้าหรือยัง  ท่านมีท่าทีอย่างไรกับคริสต์มาสปีนี้ ท่านบอกว่าท่านเป็นคริสเตียน แล้วอะไรอยู่ในมือถือของท่าน  คลิปโป๊มีไหม เมสเสสทายหวยมีไหม บอกดวงและโชคชะตามีไหม  ที่บ้านของท่านชำระหรือยัง ท่านได้ปัดกวาดที่ห้องนอนของท่านให้สะอาด ท่านแอบเก็บเอาสิ่งที่ปิดกั้นพระพร และเป็นคำแช่งสาปไว้หรือเปล่า ท่านมีหนังสือทายหวย หนังสือโป๊ ซีดีโป๊ หนังสือทำนายฝัน โหราจารย์  รูปเคารพที่มือมนุษย์สร้างขึ้นเพื่อเป็นพระเจ้า  และสิ่งของที่บำรุง บำเรอเนื้อหนังของท่านไว้หรือเปล่า

ตลอดปีที่ผ่านไปท่านมีเวลานั่้งอ่านพระคัมภีร์ไหม  ท่านอธิษฐานมากพอหรือยัง  ปีที่จะผ่านไปท่านท่องข้อพระธรรมได้กี่ข้อ หรือท่านดีแต่พูด ใส่หน้ากากคริสเตียน  แสร้งทำเป็นคนธรรมะธรรมโม แต่ในวิญญาณของท่านมีแต่การล่วงประเวณี  นินทา อิจฉา สร้างความแตกแยก สารพัดการอธรรม ปีนี้ท่านผิดใจกับใครมาบ้าง  ท่านให้อภัยคนเป็นหรือเปล่า ท่านยอมถ่อมใจลง ขอโทษคนอื่นก่อนทั้งๆ ที่ท่านไม่ผิดหรือเปล่า  ท่านให้เวลากับคนอื่นที่กำลังอ่อนล้ากับความเชื่อไหม


ถ้าท่านทำดีแล้วก็ขอพระเยซูคริสต์อวยพรให้ท่านจำเริญยิ่งขึ้่น หากท่านสำรวจตัวเองแล้ว ไม่ค่อยพอใจพฤติกรรมตนเอง ผมขอหนุนใจให้ท่าน  ทบทวน และปรับปรุงพฤติกรรมของตนเองให้เข้าสูู่พระพรเถอะ

ใกล้สิ้นปีแล้ว  ได้เวลากลับใจใหม่ ชำระมือถือให้หมดจด ชำระห้องนอน บ้านให้ปราศจากสิ่งอัปมงคล สิ่งที่ปิดกั้นพระพร  สารภาพและกลับใจใหม่  จงไปคืนดีกับคนที่ท่านเกลียด คนที่สร้างความเจ็บใจให้กับท่าน คนที่ด่าท่านว่าโง่เขลา  คนที่เคยละเมิดทางเพศกับท่าน จงยกโทษให้เขาเสีย แล้วจงนำเครื่องบูชาของท่านเข้ามาหาพระเยซูคริสต์ แล้วพระเจ้าที่เป็นพระวิญญาณจะมาอยู่กับท่าน เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ให้ท่านมีสันติสุขอย่างแท้จริง เป็นสันติสุขที่ยืนนานและคงทน ท่านจะมีชีวิตที่ก้าวไปข้างหน้าด้วยพระพร ท่านจะเป็นคริสเตียนที่เกิดผล คือสามารถนำคนเป็นสิบๆ คนมาถึงความรอดและสันติสุขเหมือนกับท่าน

สำหรับท่านที่ต้องการกลับคืนดีกับพระเจ้า ขอให้ตั้งจริง ตั้งสัจจะอธิษฐานตามแบบนี้ดังๆ ด้วยความเชื่อ

***** ขอนมัสการพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ผู้เป็นพระเจ้าเที่ยงแท้สุงสุดแต่เพียงองค์เดียว  พระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง ในวันคริสต์มาสนี้ ลูกขอพระเจ้าอภัยในสิ่งที่เคยล่วงเกินพี่น้อง  ล่วงเกินพ่อแม่ พี่น้อง และคนรอบข้าง ลูกขอยกโทษให้คนเหล่านั้นที่ทำร้าย  หรือล่วงเกินลูกทุกๆ คน ลูกขอพระเจ้าทรงอวยพรเขาลูกขอมอบภาระแห่งการแก้แค้น  ความผิดบาปทั้งหลายไว้ใต้ไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์  ขอเลือดบริสุทธิ์ของพระเยซู ชำระล้างจิตใจของลูกให้หลุดพ้นจากวิญญาณแห่งความเคียดแค้น ชิงชัง วิญญาณริษยา และวิญญาณสกปรก โสโครกทุกชนิดที่ต่อต้านพระเจ้า ลูกขอรับเอาสันติสุขของพระเจ้าทางพระวิญญาณบริสุทธิ์เดี๋ยวนี้ เราขอปฏิเสธและตัดสัมพันธ์กับวิญญาณชั่ว วิญญาณอื่นใด ที่เคยมีอิทธิพล หรือชักนำให้เราคิด พูด และทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับพระประสงค์ของพระเจ้า จงถอยไปจากเราให้หมดและอย่ากลับมาอีกเลย ในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า เอเมน

ขอพระเจ้าอวยพระพร และขอให้สุขสันต์วันคริสต์มาส

จาก RW MU.
http://reewat.blogspot.com

ร้องเพลงวันคริสต์

กล้บไปหน้าแรก



ภายหลังจากเทศนาเราอธิษฐานเผื่อคนป่วย นำคนรับเชื่อหลายคน และเรายังพาพี่น้องที่มีวิญญาณรบกวนออกมา และพาไปห้องเฉพาะ เราเรียกวิญญาณร้ายที่แอบสิ่งสู่ในคน ให้มันออกไปและไม่กลับมาอีก เพื่อให้เขามีสันติสุขอย่างแท้จริง

Some advices to gain the Spiritual Gifts(3)ทำอย่างไรให้มีของประทานฝ่ายวิญญาณ

 
เท่าที่เกริ่นมาถึงสองบท อาจทำให้พี่น้องที่หิวกระหายของประทานของพระเจ้า และพี่น้องที่มีของประทานอยู่แล้ว แต่ยังไม่สามารถนำออกมาใช้ได้อย่างเต็มขนาดความเชื่อ  อยากจะศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้

ผมเองยังไม่ใช่อาจารย์ใหญ่  แต่เท่าที่ผมมีประสบการณ์ ผมเข้าใจว่าพระเจ้าชอบใช้คนใจกล้ามากกว่า คนมีความรู้สูง  มีปัญญาสูง มีความเข้าใจหลักศาสนศาสตร์มากล้น แต่ไม่กล้าอธิษฐานด้วยความเชื่อ  ไม่กล้าทำในสิ่งที่ท้าทายใหม่ๆ ไม่กล้าเทศนาอย่างตรงไปตรงมา  หรือเทศนาเพื่อสร้างสรรค์คนด้านจิตวิญญาณเพื่อนำคนออกจากปลักเลนของความเชื่อเก่าๆ ที่อ่อนล้า  ไร้ทิศทาง  ไร้ตัวชีวัดของชีวิตพระคริสต์ เพราะหวั่นเกรงบางสิ่ง บางอย่าง ทั้งเจ้าพ่อ เจ้าแม่ ในคริสต์จักร

นอกจากนี้ยังมีพวกที่บังอาจอ้างตัวว่าเป็นชาวคริสต์แต่ไม่ใช่คนของพระคริสต์ เป็นพวกมีจิตใจเป็นทาสบาป  กลับกลอก หลอกลวงตนเองและพี่น้องคนอื่นๆ ว่าตัวเองเป็นคนของพระคริสต์   แต่แท้จริงเป็นทาสของกิเลสตัณหา ความไคร่  ความอยาก มากกว่าการดำเนินชีวิตเพื่อถวายเกียรติพระเจ้าให้สมควรกับที่ได้รับการไถ่ด้วยพระโลหิตอันสูงค่าของพระเจ้า คนเหล่านั้นอ้างตัวว่ามีพระเจ้าแต่ดำเนินชีวิตเป็นทาสของวิญญาณร้าย  มีทั้งความโลภ ตัณหา การอิจฉา ไม่ยุติธรรม  ยะโส  การแก่งแย่ง  การโกหก การเสเพล หลงพิธีกรรมและขั้นตอนมากกว่าการเข้าสนิทกับพระคริสต์ ปล่อยตัวไปตามกระแสของโลก หลงสิ่งอื่นมากกว่าพระคำของพระเจ้า การเข้าเฝ้าอธิษฐาน และการร่วมสามัคคีธรรมกับพี่น้องคริสเตียนอื่นๆ 

เท่าที่ผมมีประสบการณ์ในวงการชาวคริสต์มาตั้งแต่เกิด  นี่ก็ห้าสิบปีแล้ว ผมคิดว่า ผมหลงเข้าไปอยู่ในศาสนาเกือบทั้งหมดชีวิตเลยก็ว่าได้ คือผมหลงอยู่ในพิธีกรรมทางศาสนาถึง ๔๕ ปี  ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้จักพระเจ้านะ  ผมรู้จักว่าพระเยซูคือพระเจ้า  เป็นมนุษย์ที่ลงมาเกิดจากหญิงพรหมจารี  มีสาวกกี่คนๆ  ทำอะไรบ้าง พระเยซูสอนอะไรผมก็รู้ดี  รู้มากจนกระทั้งเขาตั้งให้ผมเป็นท่านประธานเลย  แต่ตอนก่อนนั้นผมยังไปไม่ถึงไหนกับพระเจ้า ไม่รู้ว่าอะไรมันมาปิดมาบังตาของผมไม่ให้เห็นแสงสว่างของพระเจ้า ผมไม่รู้จักฤทธานุภาพอันมหัศจรรย์ของพระนามพระเยซู ไม่ประพฤติตัวให้เหมาะสมกับฐานะและฐานันดรศักดิ์ที่พระเจ้ามอบให้ผู้เชื่อในพระองค์คือ ได้ชื่อว่า เป็นบุตรของพระเจ้าองค์สูงสุด

ผมเป็นแค่คริสเตียนไร้ฤทธิ์เดชของพระเจ้า เป็นคริสเตียนอยู่ไปเป็นอาทิตย์ๆ เพื่อรอวันตายเพื่อจะได้ไปสวรรค์ ผมไม่คาดคิดว่าผมมีหน้าที่อะไรต่อพระกิตติคุณแห่งความรอดของพระเยซูคริสต์เมื่อผมได้รับความรอดแล้ว ผมต้องสร้างสาวก ผมต้องออกไปประกาศพระบารมีของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ด้วยการอธิษฐานวางมือ และปลดปล่อยผู้คนออกจากการผูกมัดของวิญญาณร้ายๆ เป็นร้อยๆ ชนิดที่สิ่งสู่อยู่ในวิญญาณ ในความคิด ในร่างกายของคนทั้งที่ไม่รู้จักพระเจ้า และพวกคริสเตียนแต่ปาก เพราะผมได้รับคำสอนจากผู้นำรุ่นก่อนๆ มาอย่างนั้นจริงๆ คำสอนที่มีใจความประมาณนี้แหละคือ

ต้องเป็นคริสต์ที่ดีนะ
ต้องมาโบสถ์ทุกวันอาทิตย์นะ
ต้องมีพระคัมภีร์มาด้วยนะ
ต้องมาให้ตรงเวลานะ
ต้องถวายทรัพย์และต้องถวายสิบเปอร์เซนต์ของรายได้อย่างสัตย์ซื่อนะ
ต้องเข้าร่วมกิจกรรมนะ
ต้องมาเรียนพระคัมภีร์ด้วยนะ
ต้องทำตัวให้เป็นคนดีนะ ถ้าตายจะได้ไปสวรรค์ไง

ผมก็พยายามทำแต่มันก็ตกหล่นอยู่หลายข้อเป็นประจำเลย โดยเฉพาะข้อที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ ผมไม่ค่อยอ่านพระคัมภีร์เพราะอ่านแล้วมันง่วงนอน น่าเบื่อ อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้จะอ่านไปทำไปนักหนา  เพราะเราก็ฟังเทศน์ทุกอาทิตย์จนจำเรื่องราวของฮีโร่ต่างๆ ในพระคัมภีร์ได้เกือบหมดแล้ว
แต่คริสตจักรก็ไม่เห็นจะพาผมไปประกาศข่าวประเสริฐอะไร  จะมีก็เพียงแค่ช่วงคริสต์มาส พวกเราก็จะซื้อใบปลิวแล้วพากันทำหน้าเซ่อร์ๆ แจกใบปลิวไป ให้ถือว่าพวกข้าก็ทำการประกาศข่าวประเสริฐนะ หนึ่งปีเราก็ทำครั้งหนึ่ง  เราไม่ได้คาดหวังว่าใครจะมาเข้าเป็นสมาชิก เพราะเราไม่มีระบบติดตามช่วยเหลือ ไม่มีระบบพี่เลี้ยงดูแลคนเชื่อใหม่ที่เข้มแข็งใดๆ เลย

คริสตจักรที่ผมเคยอยู่ต้องให้เช่าตัวอาคารและพื้นที่โบสถ์ขนาดสามงาน ด้วยราคาค่าเช่่าเพียง สองพันห้าร้อยบาทต่อเดือน อีกอย่างผมสังเกตพวกผู้นำหลายๆ คนที่มีตำแหน่งเป็นผู้ดูแลปกครองคริสต์จักร ยังทำตัวฉุ่ยๆ ไม่ค่อยเข้าร่วมการอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ พวกเขาไม่สามารถนำใครมาเชื่อพระเจ้าได้แม้แต่คนเดียวในเวลาหนึ่งปี  ลูกหลานของคนเหล่านี้ก็ไม่เข้าโบสถ์เป็นประจำ คริสต์จักรมีแต่คนเจ็บคนป่วย
เวลาผมนัดหมายเรียกพวกผู้นำมาประชุมอธิษฐานรณรงค์เรื่องต่างๆ พวกเขาจะอิดออด มาสาย อ้างสาเหตุสารพัน  ไม่สามารถมาได้ตรงเวลา บางคนมาในเวลาที่การประชุมเกือบจะเลิกแล้ว  แต่ถ้าผมโทรศัพท์ไปเรียกให้พวกนี้มากินลาบ หรืออาหารอร่อยๆ พวกนี้จะปรากฎตัวภายในเวลาไม่เกิน ๕-๑๐ นาที  พฤติกรรมมันบอกถึงความล้มเหลวของชุมชนของพระเจ้าที่ผมเคยอยู่  มันเป็นแบบนี้จริงๆ

หากผมบอกว่าผมตายแล้วได้ไปอยู่สวรรค์กับพระเยซู  เอ้...แต่ผมคิดว่า ผมน่าจะบอกว่า  ผมคงไม่ได้ไปสวรรค์น่าจะถูกกว่า เพราะสิ่งที่ผมคิด พูด  ปฎิบัติมันไม่สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้าเลย ผมทำตัวเป็นคริสเตียนเฉพาะเช้าวันอาทิตย์เท่านั้น  ใจผมไม่ได้เป็นของพระเยซูคริสต์ ผมเป็นทาสบาปอย่างแรง  แล้วผมจะเป็นคนที่รอดพ้นบาปได้อย่างไร  พระคัมภีร์บอกว่าคนบาปจะถูกตัดขาดออกจากชุมชนของพระเจ้า เหมือนกับการแยกฝูงสัตว์สะอาด ออกจากฝูงสัตว์สกปรก

ผมสังเกตดูการใช้เวลาของผม  ผมเป็นแค่คริสเตียนวันอาทิตย์ตอนเช้าจริงๆ

เวลาอื่นผมคิดว่าผมไม่ใช่คนของพระคริสต์หรอก เพราะผมยังเปิดให้ลูกน้องทำงานวันอาทิตย์ตอนบ่าย  ผมใช้เวลาหมกหมุ่นกับสิ่งที่ผมสนใจ  ตั้งแต่การปลูกผัก เลี้ยงหมา ตกปลา  การทำไม้แคระ  การนั่งในวงสุรา จิบเบียร์สังสรรค์กับเพื่อน อินเตอร์เนท  ความบังเทิงส่วนตัว  ผมชอบพาภรรยาไปนั่งร้องเพลงคาราโอเกะในตอนสุดสัปดาห์  วันเสาร์ผมไปตีสนุกเกอร์  ประมาณ ๓ ชั่วโมง ก่อนนั่นผมไปหัดตีสนุ๊กเกอร์วันละสามเวลาเลย คือเช้า  เที่ยงและ ตอนเย็น ใช้เวลาประมาณ ๓ ปีกว่า  ผมตีสนุ๊กจนเพื่อนๆ สู้ผมไม่ได้  และไม่อยากเล่นกับผม  ผมเลยไม่สนุกกับการเล่นสนุ๊กเกอร์อีกแล้ว

ผมก็ยังเล่นสนุ๊กเกอร์ไปเรื่อยๆ เพราะอยากจะเก่งให้สุดๆ  ขอบคุณพระเจ้ามีวันหนึ่งลูกสาวคนกลางของผมตอนนั้นเขาอายุประมาณ ๔-๕ ขวบกำลังพูดเก่ง  เขาพูดกับพี่ชายของเขาแบบเด็กๆ ว่า "พี่ๆ อยากให้พ่อตายเน๊าะ, มันจะไม่ไปเล่นสนุ๊กเกอร์ไม่ได้"  "เพราะพ่อไม่เล่นกับเรา มัวแต่ไปเล่นสนุ๊กเกอร์"  คำพูดคำนั้นของลูกเป็นคำที่ประทับใจผมจริงๆ  มันเป็นเหมือนการสื่อสารของพระเจ้า  เป็นคำพูดที่เตือนสติผมมาก  ต่อมาเป็นคำที่ทำให้ผมเลิกเล่นสนุ๊กเกอร์ได้  แม้ว่าตอนนั้นผมยังไม่เอามาคิดมากนัก  ผมยังทำตามอำเภอใจ  ตามธรรมชาติของมนุษย์ผู้ชายทีบาปหนา  ยังมีอุปนิสัยเหมือนๆ กับชายบาปหนาทั่วไปจริงๆ 

หากผมพูดไปมากกว่านี้ก็เหมือนสาวใส้ให้กากิน  แต่พี่น้องทราบไหมว่า สัจจะจะทำให้เราเป็นไท  เราต้องยอมรับความบกพร่องของเรา  พิจารณาพฤติกรรมของตนเอง หากเราไม่ยอมให้พระวจนะของพระเจ้าวินิจฉัยชีวิตของเรา ใครจะช่วยเราได้  ไม่มีทาง  พระเยซูคริสต์จะไม่ยอมให้เราเข้าสู่ระดับความเชื่อที่สูงขึั้นหากเราไม่ยอมรับความผิดพลาดในพฤติกรรมซ่อนเร้น  ความชั่วร้ายและสิ่งที่เรากำลังดิ้นรนอยู่

ที่เล่าเรื่องเหล่านี้มาให้ผู้อ่านทราบ  ผมยอมให้ผู้อ่านด่าผมเลย  เพราะผมอยากจะเล่าสิ่งเหล่านี้ให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับลูกศิษย์ลูกหาของผมทุกๆ คน ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ระดับการเจิมที่สูงขึ้น  รับการเปลี่ยนแปลงแห่งชีวิตพระคริสต์อย่างแท้จริง จนกลายเป็นสาวกพระคริสต์ที่มีฤทธฺ์อำนาจของพระเจ้าในตัว ไม่ใช่เป็นแค่ผู้เชื่อระดับต้นเท่านั้นที่ทำอะไรไม่ได้เลย ดีแต่แกล้งทำตัวเป็นนักการศาสนา  สั่งสอนเรื่องพระเจ้า แต่ตัวเองอยู่ปลายแถว แค่อธิษฐานให้คนหายปวดหัวยังไม่ได้  เป็นงูไซไร้พิษ  เป็นแค่คนใส่หน้ากากคริสเตียน  ไม่กล้าเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงต่อพี่น้องและพระเจ้า เป็นคนมีรากขมขื่น เป็นพวกมือถือสาวปากถือศีล แท้จริงเป็นคนล้มเหลวเรื่องเพศ เรื่องเงิน  เรื่องครอบครัว และมีสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจย่ำแย่

ต่อหน้าพี่น้องคริสเตียนผมแกล้งทำเป็นนักการศาสนา เป็นคริสเตียนที่ดี แต่ตัวตนที่แท้จริงผมเป็นคริสเตียนที่พ่ายแพ้ต่อบาป การล่อลวง การยั่วยวนของโลกนานาประการ ผมชอบดูรูปโป๊  ยิ่งตอนอินเตอร์เนทมาใหม่ๆ  เวลาคนมาเรียนคอมพิวเตอร์กับผม  ถ้ามีคนถามผมเกี่ยวกับเรื่องเว็บโป้  การดาวโหลดรูปโป้  การดาวโหลดคลิปหนังลามก  ผมสามารถบอกเขาได้  และยังแอบเก็บคลิปโป้ต่างๆ ไว้ในฮาร์ดิสคอมพิวเตอร์

ผมไม่เคยคิดเลยว่า การเก็บสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปเขามองดูแล้ว คิดว่าเป็นเรื่องธรรมชาติเป็นสิ่งไม่น่ารังเกียจ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ผมชอบเก็บรวบรวมรูปสาวสวยนานาชาติที่ใส่ชุดนุ่งน้อยห่มน้อยว่า เป็นเรื่องสวยๆ งาม  ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งปิดกั้นพระพรนานาประการที่พระเจ้าอยากจะอวยพรผมและครอบครัว

ตอนนั้นความรู้เรื่องพระคัมภีร์ผมยังไปไม่ถึงไหน แต่ผมกลับคิดว่าผมรู้ดี รู้มาก ผมชอบโต้แย้งเรื่องความรู้ในพระคัมภีร์กับผู้รู้ และคนที่มีจิตชอบอวดเก่งเรื่องพระคัมภีร์อยู่เสมอ

ภายหลังผมได้ศึกษาพระคัมภีร์มากขึ้น  จึงได้รู้ว่า ตัวผมเองเป็นแค่กบในกะลาเท่านั้น  ผมไม่ทราบว่าการเก็บสะสมสิ่งที่ส่งเสริมการล่่วงประเวณี และสิ่งที่กระตุ้นตัณหา และการมอมเมาตัณหาของตนเองจะเป็นเรื่องเสียหาย หรือทำให้ผมตกต่ำอะไร  แต่แท้ที่จริง พอผมไปอ่านในพระธรรม เฉลยธรรมบัญญัติในบทที่ ๗ ข้อที่ ๒๖ และเรื่อง เปโอร์ (พระธรรมกันดารวิถีบทที่ 25 และบทที่ 31.16 ) ผมต้องกลับใจใหม่เลย  เพราะการเก็บสิ่งที่พระเจ้าถือว่าเป็นสิ่งน่าสะอิดสะเอียนเหล่านั้นไว้ และความผิดเรื่องเพศ ทำให้พระพรของพระเจ้าไม่สามารถลงมาที่ตัวผมและครอบครัวได้  แต่กลับเป็นการเปิดโอกาส เปิดช่องทางให้ความวิบัติเกิดขึ้นต่อตนเองและครอบครัว  เพราะพระเจ้าองค์บริสุทธฺ์ไม่ชอบสุงสิงกับพวกสกปรก และมีจิตใจฟุ้งซ่านกับสิ่งที่เป็นเนื้อหนัง  ตัณหาของตา ความทะนงในลาภยศ และสารพัดการอธรรมเหล่านี้

ความกลัวที่ทุกคนรู้แต่ไม่คิดถึงมันเลย คือความตาย  ผมกลัวว่าตายแล้วจะไม่ได้ไปอยู่ที่ดี คือสวรรค์ เพราะได้ยินว่า นรกเป็นที่ทรมานมากสำหรับวิญญาณที่ไม่เชื่อพระเยซู  ผมจึงมีความเชื่อว่าการเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าจะสามารถทำให้ผมได้ไปสวรรค์ได้  ไม่ต้องรักษาตัวให้บริสุทธฺ์หรือรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ และอุปนิสัยใดๆ ผมก็จะได้ไปสวรรค์แล้ว  ดังนั้นผมไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงความคิดและจิตใจภายในแต่อย่างใด

แท้จริงตามความเข้าใจของผมในตอนนั้น  ผมเชื่อว่ามีคนจำนวนมาก ที่มาหาพระเยซูเพราะกลัวว่าจะไม่ได้ไปสวรรค์หลังจากที่วิญญาณเขาออกจากร่างเท่านั้น  ผมเป็นตั้งแต่แรกเกิด  เพราะอยู่ในครอบครัวชาวคริสต์  พ่อแม่บังคับให้ไปโบสถ์  ทั้งๆ ที่โบสถ์บางแห่งก็ไม่ได้สนใจจะสอนเด็กๆ อย่างเป็นจริงเป็นจัง  น่าเบื่อ และไม่มีชีวิตชีวาเลย ผมจำได้ว่าคริสต์จักรไม่ได้ให้บัพติสมาตอนที่ผมกลับใจเชื่อพระเจ้าเลย  เขาให้ผมรับบัพติสมาเพื่อจะถ่ายรูปผมไปทำเพื่อผลประโยชน์บางอย่างมากกว่า ผมเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ตอนที่อาจารย์เรียกให้ผมไปทำพิธีบัพติสมานั้นผมยังไม่รู้จักพระเยซูคริสต์เป็นการส่วนตัวแน่นอน

ผมไม่ได้เข้าใจว่า การมาเป็นคริสเตียนต้องรับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยใหม่ เพื่อจะเป็นมนุษย์ที่มีความสุข มีสิทธิด้านวิญญาณ  มีฤทธิอำนาจของพระเจ้า มีชีวิตที่มั่งมีศรีสุข มีความเจริญ  มีสุขภาพดีในชีวิตนี้ก่อน แล้วพอหมดอายุขัย ก็จะได้รับโอกาสเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ที่พระเยซูเจ้าเป็นผู้ครอบครอง   

โบสถ์ศาสนาคริสต์ที่ผมเคยไปร่วม  ตั้งแต่เด็กจนผมเติบโตเป็นหนุ่ม  อาจารย์และผู้ปกครองพร่ำสอนเสมอว่า  เชื่อพระเยซูแล้ว ถ้าตายไปแล้วจะได้ไปสวรรค์  ไม่ต้องตกนรก  ผมก็ฟังมาจนจำได้ดีแล้ว แต่ผมไม่เคยได้คิดว่า มาเชื่อพระเยซูแล้วจะได้พบพระพรนานาประการ ในชีวิตปัจจุบัน เป็นชีวิตที่มีชัยชนะเหนือมารซาตาน  โรคภัยไข้เจ็บ  และมีชีวิตที่เป็นพระพรต่อคนอื่นอย่างในขณะนี้   ผมไม่เคยเห็นผู้ปกครองหรืออาจารย์อธิษฐานวางมือคนให้หายป่วยในโบสถ์ที่ผมอยู่เลย ผมเชื่อว่าเขาก็ไม่รู้จักสิทธิอำนาจของผู้เชื่อเหมือนกัน  เพราะตอนนั้นโบสถ์คริสต์ส่วนใหญ่เป็นแค่สถานพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น

ดูเหมือนพวกชาวคริสต์ก็ไม่รู้ตัวว่า คนที่มีพระวิญญาณของพระเจ้าอยู่ด้วยนะ ต้องมีอะไรพิเศษ มีฤทธิ์อำนาจในการวางมือรักษาคนป่วย และสามารถขับไล่วิญญาณชั่วร้ายต่างๆ ที่แอบแฝงในร่างกายของคนได้  ผมได้รับทราบเนืองๆ ว่า พวกคริสเตียนชอบทะเลาะกันในโบสถ์หลังเลิกประชุมบ่อยๆ  ในคราวที่พวกเขาประชุมหารือเรื่องกิจกรรมต่างๆ ของโบสถ์ด้วย ถ้าเป็นเรื่องเงินเรื่องผลประโยชน์ยิ่งต้องเถียงกันนาน หลังจากทะเลาะกันแล้วบางคนก็ไม่ญาติดีกันเลย คริสเตียนเจ็บป่วยมันจะแสวงหาความช่วยเหลือจากยาก่อน ผมเคยได้ยินพวกคริสเตียนมีอายุเคยพูดว่า ยาคือสติปัญญาที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์  ถ้าเราป่วยเราต้องกินยาก่อน  ถ้ากินยาไม่หายก็จะไปหาหมอ  ถ้าหมอรักษาไม่หายถึงจะมาอธิษฐานขอให้หายป่วย

ตอนที่ผมเป็นเด็กน้อยที่มาโบสถ์ในวันอาทิตย์  ผู้ใหญ่ในคริสตจักรบางคนชอบใช้วาจากดขี่ และดูถูกพวกผมและน้องๆ เสมอ ด้วยการเรียกชื่อพวกเราแถมท้าย ด้วยคำหยาบที่เป็นชื่อพ่อของพวกเราด้วย  ตอนเด็กๆ ผมและน้องๆ เคยพูดว่า ขอให้กรูโตขึ้นมาอีกหน่อยเถอะจะต่อยปากคนพวกนี้  ขอบคุณพระเจ้าที่ผมไม่ได้เก็บความแค้นนั้นไว้เลย เพราะเข้าใจแล้วว่าทำไมคริสเตียนมีอายุพวกนั้นถึงได้ทำกับพวกเราอย่างนั้น  อย่างไรก็ตามขอบพระคุณพระเจ้าที่ตอนนี้ผมได้กลับมาอยู่ร่องในรอยกับพระเจ้าแล้ว

แม้ว่าบัดนี้ผมได้เริ่มไปอธิษฐานเผื่อผู้คนมาได้พักใหญ่ๆ แล้ว ปรากฎว่าผู้คนหายป่วยกันอย่างมากมาย  แต่เสียงสะท้อนที่ผมได้รับจากนักการศาสนา และคริสเตียนหัวนก เขามักจะเบรกผมเสมอว่า สิ่งที่ผมและลูกศิษย์ลูกหาทำไม่มีในพระคัมภีร์  การเจิมไม่มี  การรักษาให้หายโรคไม่มี  การเอาน้ำมันทาไม่มี  บางคนบอกว่า การวางมือและอธิษฐานแบบที่ผมทำอยู่ไม่ใช่ความเชื่อของเขา ผมและลูกศิษย์น่ะ กำลังแย่งเกียรติของพระเยซูโดยการบอกว่า การอธิษฐานในนามพระเยซูเพื่อการรักษาความป่วยใข้น่ะ ผมทำไม่ถูก คนเหล่านี้พยายามบอกผมหลายครั้งหลายหน ว่า

"คุณไม่สามารถทำการรักษาได้นะ  
คุณจะต้องอธิษฐานว่า ขอให้พระเยซูรักษาเท่านั้น
เพราะคนรักษาคือพระเยซูไม่ใช่คุณ"

เรื่องนี้มันพูดง่ายแต่เข้าใจยากมาก  คือมันพูดถูกเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งมันไม่ถูก คือคนพวกที่มันไม่สามารถใช้ฤทธิ์เดชของพระเจ้าเนี้ย  มันเข้าใจว่า ตัวเขาเองไม่มีฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า  เวลาเราจะอธิษฐานขับผีหรืออะไร ต้องขอให้พระเยซูช่วยไล่ผี หรือรักษาความป่วยใข้ไปเท่านั้น เราไม่สามารถไล่ผี หรือรักษาคนป่วยได้ด้วยการกระทำของเราเองในพระนามพระเยซู  พวกนักวิจารณ์เหล่านี้นะ  มันพยายามจะบอกว่ามันน่ะ รู้ดีกว่าผม ผมได้ยินมาหลายครั้งมาก  แต่ผมไม่สามารถที่จะเชื่อคำพูดเหล่านี้  เพราะอะไรหรือ ก็พวกนี้มันดีแต่พูด  ตัวมันเองมันยังทำไม่ได้  มันอธิษฐานขับผีที่แอบแฝงในร่างกายมนุษย์ออกไม่ได้  คนป่วยก็ไม่หาย  แต่มาชอบสอนคนที่เขาทำเป็นแล้ว  แล้วแบบนี้จะให้ผมเชื่อคำพูดของพวกเขาได้อย่างไร

เวลาคนพวกนี้จะไล่ผี หรือจะอธิษฐานทำให้คนป่วยหายจากการป่วย พวกเขาบอกว่าให้อธิษฐานขอให้พระเยซูทำ  ด้วยบอกว่าขอพระเยซูช่วยขับผีนี้ออกไป  ถ้าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าขอให้คนหายป่วย  พวกเขาไม่ต้องทำอะไรเลย  พวกเขาเอาแต่หลับตาแล้วอธิษฐาน  เพราะเขาเชื่อว่าไม่มีฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าในตัวของเขาเอง

ที่คนมันพูดแบบนี้  มันว่าก็ถูกของมัน มันอ้างมันไม่มีของประทาน ไม่มีฤทธิ์เดชของผู้เชื่อ คือคนประเภทนี้มันทำไม่ได้อยู่แล้ว  แล้วมันก็พยายามจะยัดเยียด และสั่งสอนให้ผมทำตามแบบที่มันเคยทำแล้วไม่ได้ผล  เพื่อจะให้ผมหลงเข้าไปในหลักศาสนศาสตร์ที่ไร้เรี่ยวแรงและน่าเบื่อของพวกเขา   แล้วพี่น้องคิดดูซิ  ทำไมคนพวกนี้ทำไมไม่เจียมตัวบ้าง  ในเมื่อพวกเขาอธิษฐานคนหายป่วยไม่ได้ ไล่ผีไม่เคยออก ไม่เคยเจอผีในคน ไม่เคยคาดคิดว่า ภายในตัวคนเราดีๆ นี่น่ะจะมีวิญญาณอื่นมาแอบแฝงอยู่ด้วย  ไม่มีความรู้เรื่องการปลดปล่อย  ตัวเองทำยังไม่เป็น  พวกเขาก็ไม่น่าจะพูดมากแสดงภูมิรู้ทางศาสนาสั่งสอนในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้นะผมว่า

คนประเภทนี้เราอาจเรียกพวกเขา พวกธรรมาจารย์  คือเป็นเก่งแต่ทางพระคัมภีร์  ถ้าไปถามปัญหาพระคัมภีร์กับคนพวกนี้ล่ะก็ ดีไม่ดี  อาจได้ทะเลาะกัน เพราะพวกเขาเก่งมาก ชอบอ้างว่าไม่มีในพระคัมภีร์  คนแบบนี้ผมเจอมาเยอะมาก  มันอ้างพระคัมภีร์มั่วๆ เก่งแต่ทฤษฎี ปฎิบัติไม่ได้ เวลาออกไปเทศนาสั่งสอนคนชอบแปลพระคัมภีร์ตามภาษากรีกบ้าง ฮีบรูบ้าง เวลาเทศนาจะขยายความเรื่องถ้อยคำ ถกถ้อยคำ ยกตัวอย่างการอัศจรรย์ของพระเยซูสารพัด  เยาะด้วยข่าวล่า ข่าวดัง  เทศนาเหมือนกับการอ่านรายงานของนักเรียนชั้นประถม คือ ยกข้อพระธรรมภีร์มาสักตอนหนึ่ง  แล้วก็จะอ่านให้จบไปก่อน ๑ เที่ยว แล้วก็จะต่อด้วยคำนำของบทเทศน์  แล้วก็ยกตัวอย่างประกอบไป ประการที่ ๑, ๒, ๓ แล้วก็จะมาถึงตอนสรุป เพื่อเน้นย่ำให้ผู้ฟังเข้าใจสาระคำเทศน์มากขึ้น  แล้วก็จบการเทศนา  แต่คนประเภทรู้มากทางพระคัมภีร์เหล่านี้หลายๆ คนไม่เคยคิดอธิษฐานเผื่อใครสักคน คนป่วยมาโบสถ์ก็ป่วยอยู่อย่างนั้น  ปวดหัวข้างเดียวมาโบสถ์ ปวดเอว ปวดท้องออกจากโบสถ์ไปก็ยังเป็นเหมือนเดิม คือดีแต่สอนความรุ้น่ะ เป็นอย่างนั้นเลย

แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการปลดปล่อยนักการศาสนาส่วนใหญ่อาจยังไม่เคยได้ยิน  หากได้ยิน แต่ตัวเองไม่เคยเรียน ไม่มีอาจารย์สอน  ทำไม่ได้ ก็จะคิดว่า  ส่งที่พวกผมและลูกศิษย์กำลังทำอยู่นี้ เป็นลัทธิใหม่ เป็นพวกลัทธิเทียมเท็จ  ไม่มีในระบอบของเขา เราไม่เอา ในชุมชนชาวคริสต์ของพวกเขาพี่น้องป่วยเกือบหมดโบสถ์ก็ช่างมัน  พวกเขาอาจคิดไปว่า ไม่นานก็จะตายไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว การป่วยเป็นเรื่องธรรมชาติ  โรคหัวใจ โรคความดัน โรคเบาหวาน มะเร็ง ฯลฯ สำหรับคริสเตียนเป็นเรื่องธรรมชาติ

แท้จริงมีตัวอย่างในพระคัมภีร์มากมาย ในเรื่องการปลดปล่อย การขับผี  พระเยซูทำการอัศจรรย์ สาวกทำการอัศจรรย์  แต่แปลกไหมครับพี่น้อง  คนที่อ้างตัวเป็นสาวกพระคริสต์ในปัจจุบัน  หลายๆๆๆๆ และหลายคน ไม่สนใจเรื่องการใช้ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าในผู้เชื่อ อาจเนื่องจากการศึกษาวิเคราะห์ความรู้ทางพระคัมภีร์ พวกเขาทำด้วยมันสมองมากเกินไป ไม่มีอาจารย์คอยสอนคอยชี้แนะ ปัญหาหลักก็คือมันยะโสน่ะ  ไม่ฟังใคร คิดว่าตัวเองยอดแล้ว เลยไม่รู้อะไร มันจึงไม่ถึงบางอ้อสักที่ ก็น่าเสียใจสำหรับคนประเภทนี้ ไม่รู้ ไม่ศึกษา ไม่มีประสบการณ์ ปิดหูปิดตาตนเอง แถมไม่พอปิดกั้นพระพรสู่คนอื่นด้วย ชอบตัดสินคนอื่นง่ายๆ ด้วยคำพูดสั้นๆ เหมือนกำปั้นทุบดินว่า...."ไม่มีในพระคัมภีร์ " ผมคิดว่าคนที่ชอบอ้างอย่างนี้ คงได้ศึกษาพระคัมภีร์จนทะลุปลุโปร่งแล้วล่ะซิ

ข้อแก้ตัวของนักการศาสนาที่ถูกอะไรบางอย่างปิดเบ้าตาไว้ไม่ให้เห็นความจริงของพระเจ้า ไม่ให้เข้าถึงฤทธิ์อำนาจของผู้เชื่อ คือข้อแก้ตัวที่ว่า  "ผมไม่มีของประทาน"  หรือบอกว่า "ของประทานมีต่างกัน"  คือข้ออ้างที่เขาพูดน่ะ มันไม่ผิดพระคัมภีร์นะ แต่ว่ามันไม่ใช่อย่างที่บางคนพูด  ความเป็นจริงเป็นอย่างนี้ คือว่าเกือบจะทุกโบสถ์   นักการศาสนาสอนและพูดอย่างเดียวกันโดยไม่นัดหมาย คือ  "ผมไม่มีของประทานแห่งฤทธิ์เดช"

แล้วถ้าทุกคริสตจักรเป็นอย่างนี้ ถ้าหากคนหมดหวังกับการรักษาของแพทย์พวกเขาจะไปหาใครล่ะ  ไปหาโบสถ์คริสต์โบสถ์ไหนล่ะ เพราะทุกโบสถ์อาจารย์บอกเหมือนกัน

"คือผมทำไม่ได้"
"ผมไม่มีฤทธิ์เดช" 
"ฉันไม่มีของประทาน" 

แล้วคริสตจักรคือคำตอบอะไร ชาวคริสต์กับผู้ศรัทธาในศาสนาอื่น ไม่มีอะไรแตกต่างกันมาก  บางครั้งพวกไม่เชื่อพระเยซูยังมีที่พึ่งดีกว่าการไปหานักการศาสนาไร้ฤทธิ์เดชที่อ้างว่ามีพระเจ้าสถิตอยู่ในตัวอีกด้วย  เพราะเวลาเขาไม่สบายเขาก็ไปถามพวกหมอดู  คนทรงเจ้า พวกนั้นมันมีวิญญาณอื่นช่วย  ชาวบ้านจึงแห่ไปหา ไปกราบไหว้  แล้วพวกอาจารย์ดังๆ ชาวคริสต์ที่เดินสายเทศนาทำอะไรได้ นอกจากไปแจกความรู้ และกระตุ้นต่อมสนุกให้คนหัวเราะเท่านั้นแล้วก็กลับบ้าน งั้นหรือ แล้วพระเจ้าที่เขาอ้างว่าทุกคนมีวิญญาณของพระเจ้าอยู่ในตัว  ในเมื่ออ้างว่ามีสิงศักดิ์สิทธิอยู่ในตัวทำไมทำอะไรไม่ได้เลย  ลองไปถามคนที่เล่นของ และเกจิของลัทธิต่างๆ ซิเขาเสกอะไรได้สารพัด รักษาคนก็หาย ฟันแทงไม่เข้า แล้วพวกที่อ้างว่ามีพระเจ้าอยู่ในตัวทำอะไรได้บ้าง ไม่อายผีบ้างหรือ  ที่น่าเจ็บปวดใจมากคือว่า นักการศาสนาไม่น้อยที่เขาและภรรยากลัวผีเอามากๆ  ไม่กล้าไล่ผี ไม่กล้าทำอะไรกับวิญญาณระดับเทพ เพราะกลัว

เชื่อไหมครับ  มีคนเคยเล่าให้ผมฟังว่า ดังนี้
 
มีนักเทศน์บางคนพูดว่าอย่างนี้  เรื่องการอธิษฐานวางมือให้คนหายโรคผมไม่ทำหรอก  เดี๋ยวพี่น้องจะมานับถือผมมากกว่าพระเยซู   และถ้าการอธิษฐานวางมือคนหายป่วยได้เกิดขึ้นจริงนะ  เราก็ไม่จำเป็นต้องมีแพทย์ มีโรงพยาบาล  คนก็ไม่ต้องป่วย ไม่ต้องตายนะซิ 

เออ มันช่างคิด ช่างสรรหาคำพูดนะผมว่า

คนแบบนี้จะทำอย่างไร ถ้าเขาเป็นศิษยาภิบาลที่อยู่ในเขตกันดารและไม่มีถนนหนทาง  ไม่มีแพทย์  ที่นักการศาสนาไปสอนความรู้เรื่องพระเจ้าเป็นที่ในป่าเขา  แล้วสมาชิกของเขาป่วยเขาจะทำอย่างไร  พวกนี้คิดและมองแค่ประเทศไทย มองไปที่ประเทศอื่นบางซิ ในดินแดนอื่นๆ คนที่ขาดแคลนทุกสิ่งทุกอย่าง  ยังมีอีกมาก บางคนป่วยแต่ไม่กล้าไปหาหมอ เพราะค่ารักษามันแพงมาก  ไปหาหมอมาแล้วก็เป็นอีก  เป็นโรคแทรกซ้อนเรื่อยๆ ไม่หายสักที ถ้าการรักษาของหมอไม่สามารถทำให้หายขาด มีสุขภาพดีได้  เป็นโรคที่เกินความสามารถของแพทย์ และความรู้ทางแพทย์ในปัจจุบัน เขาจะทำอย่างไร

สำหรับ คนพวกนี้อาจเปรียบเป็นพวกนักรบโบราณ  คงใช้แต่อาวุธโบราณที่ล้าสมัยในการรบ  ถ้าไปสงคราม เจ๊งแน่ๆ คงถูกจับถูกฆ่า ลูกสาว และเมียของเขาถูกจับไปเป็นเชลย ไปเป็นนางบำเรอของศัตรู

มาถึงตรงนี้พี่น้องครับ ผมอดคิดถึงตอนไทยรบกับทหารประเทศฝรั่งในยุคล่าอาณานิคม ช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นไม่ได้  ประเทศไทยต้องยอมเสียแผ่นดินให้กับ อังกฤษและฝรั่งเศษ เสียสิบสองปันนา เสียเมือง เสียมราช สีโสพน ที่เขมร เสียเมืองอื่นๆ และที่ดินไปอีกไม่รู้เท่าไหร่ เพราะคนไทยเราในสมัยก่อนยังมีการส่งเสริมวิธีการใหม่ๆ ความคิดใหม่ๆ ที่เขาเรียกว่า "นวัตกรรม" ไม่มากเท่าที่ควร อาวุธของเราล้าสมัยกว่าของศํตรู  เราจึงต้องพ่ายแพ้  ต้องจำยอมทำสัญญาทาส  เสียเปรียบประเทศมหาอำนาจหลายๆ ครั้ง อาจเป็นเพราะความคิดที่ไม่เปลี่ยนแปลง  ไม่รับของใหม่  ไม่เปิดใจนี่แหละเราจึงไม่รู้วิธีการใหม่ๆ ในการดำเนินกลยุทธในการบริหารจัดการในหลายๆ เรื่อง

เรื่องการใช้สิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชของพระเจ้าผ่านทางผู้เชื่อเป็นเรื่องที่เราต้องรีบศึกษา ต้องรับเอามาไว้ในคริสตจักร  เพราะนี้คือแหล่งพลังงานเดียวที่เราจะประกาศว่า พระเยซูคือพระเจ้าที่เหนือกว่าผี

ผมขอยกข้อพระธรรมมาตอนหนึ่งในพระธรรมลูกา บทที่ ๙  ข้อที่ ๑-๒, ๖ เขียนว่าดังนี้

"พระองค์ทรงเรียกสาวกสิบสองคนมาพร้อมกัน แล้วก็ประทานให้เขามีอำนาจเหนือผีทั้งปวง  และ (สามารถ) รักษาโรคต่างๆให้หาย แล้วพระองค์ทรงใช้เขาไปประกาศแผ่นดินของพระเจ้า และรักษาคนป่วยเจ็บให้หาย

(๖) ”เหล่าสาวกจึงออกไปตามหมู่บ้าน ประกาศข่าวประเสริฐ
และรักษาคนป่วยเจ็บทุกแห่งให้หาย"

และในพระธรรมลูกาเหมือนกัน ได้เขียนว่าดังนี้

"และจงรักษาคนป่วยในเมืองนั้นให้หาย   และแจ้งแก่เขาว่า   'แผ่นดินของพระเจ้ามาใกล้ท่านทั้งหลายแล้ว" (พระธรรมลูกา บทที่ ๑๐ ข้อที่ ๙)

ในพระธรรม มัทธิว บทที่ ๑๐ ข้อที ๑
 
"พระองค์ทรงเรียกสาวกสิบสองคนของพระองค์มา
แล้วก็ประทานอำนาจให้เขาขับผีร้ายออกได้
และให้รักษาโรคและความเจ็บไข้ทุกอย่างให้หายได้"

นอกจากนี้พระธรรมมัทธิว บทที่ ๑๗ ข้อ ๑๙ ได้กล่าวว่า

"ภายหลังเหล่าสาวกของพระเยซูมาหาพระองค์เป็นส่วนตัวทูลถามว่า
“เหตุไฉนพวกข้าพระองค์ขับผีนั้นออกไม่ได้"

พระเยซูตอบว่า

"แต่ผีชนิดนี้ไม่เคยถูกขับออก เว้นไว้โดยการอธิษฐานและการอดอาหาร"

มาถึงตรงนี้พี่น้องคงพอเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าผ่านผู้เชื่อแล้ว

จากพระธรรมข้างบนยังเห็นอีกว่า การเป็นผู้เชื่อในพระเยซูไม่เพียงแต่ อธิษฐานเท่านั้น ยังต้องมีการฝึกวินัยฝ่ายวิญญาณด้วยการถืออดอาหารด้วย  แล้วมีนักการศาสนคนใด ผู้เชื่อคนใดที่ถืออดอาหารเป็นประจำ

ผมเคยสอนเรื่องการถืออดอาหารให้คริสตจักรแห่งหนึ่ง พอสอนเสร็จก็ให้ผู้เชื่อไปฝึกการอธิษฐานถืออด ในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า  พออาทิตย์ต่อมา  ผมก็ถามว่า "ใครไปถืออดอาหารตามที่ผมบอกบ้าง"
น่าแปลกใจไหม  สมาชิกใหม่ๆ เขาถืออดกันคนละวันสองวัน วันละสองมือ คือ มื้อเช้ากับมื้อเที่ยง แต่ผู้ปกครองหลายคน ไม่ได้ถือ มีคนหนึ่งบอกว่า ถือมาหนึ่งมื้อ คือมื้อเช้า

ผมอดขำไม่ได้ ไม่อยากดูแคลนเลยนะ  แต่ผมคิดว่า คนพวกนี้น่าสงสารมาก  เขาอยู่ในศาสนาโบราณมานาน  คนกลายเป็นศาสนิกที่ทำตัวตามสบาย  มีชีวิตคริสเตียนที่ล้มลุกคลุกคลาน บางคนเป็นคริสเตียนมาเกือบสามสิบปี  ยังไม่คุ้นเคยกับการถืออด  แล้วจะไปขับผี  อธิษฐานเฟื่อคนป่วยได้อย่างไร ตัวเองยังพ่ายแพ้ต่อกระเพาะอาหารของตนเองอยู่เลย  อาจารย์เปาโลบอกว่า "พระของเขาคือกระเพาะอาหาร"
(ฟิลิปปี ๓.๑๙)

แต่การที่เราจะได้รับของประทาน มีฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า และสามารถใช้สิทธิอำนาจที่เราได้รับอย่างเกิดผลนั้น มันอาจต้องมีวิธีการและ ขั้นตอนในการพัฒนาของประทานด้วย และต้องมีอาจารย์คอยสอน แนะนำ ไม่งั้นอาจใช้ไม่ถูก อาจเข้าทำนอง การมีความรู้มากทำให้ยะโส  ถือดี คิดว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น สุดท้ายเรือล่ม

ในพระธรรม ๒ ทิโมธี บที่ ๑ ข้อที่ ๖

"อันของประทานของพระเจ้าซึ่งมีอยู่ในท่าน   โดยที่ข้าพเจ้าได้เอามือวางบนท่านนั้น   ขอเตือนว่าท่านจงกระทำให้รุ่งเรืองขึ้น "

อันนี้แปลว่า อะไรหรือ ก็หมายความว่า "ของประทานของพระเจ้านั้นสามารถส่งต่อกันได้หมู่ผู้เชื่อ"
ภาษาอังกฤษ เขาใชัคำว่า IMPARTATION ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่า  ถ้าผมจะแปลว่า "การส่งต่อ" กับคำว่า "การถ่ายทอด" ของประทาน   เราควรจะใช้คำไหนแน่ หรืออาจมีคำอื่นที่ให้ความหมายตรง หรือดีกว่านี้

คือว่าของประทานของพระเจ้า  มักจะเกิดกับผู้ที่มีความสนิทสนม หรือมีความสัมพันธ์ที่คงเส้นคงวากับพระเจ้า  คนจำพวก สามอาทิตย์ดี สี่อาทิตย์ใข้ ผมว่าไม่น่าจะมีนะ เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ หากคนที่ความสัมพันธ์กับพระเจ้าไม่คงเส้นคงว่า การมีของประทานอย่างนี้ อาจนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือไม่ถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรม  อาจทำไปเพื่อประโยชน์ของตนเอง

นักการศาสนาอาจทำตัวเป็นเหมือนคนทรงเจ้า หมอดู  เป็นเจ้าสำนักที่ใช้ของประทานเพื่อสร้างผลกำไรให้กับตัวเองและพรรคพวก   อาจทำให้คริสตจักรเสียหายได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องที่เคยดูการสอนของอาจารย์ชาวต่างประเทศหลายๆ คนที่ดังมาก  สิ่งที่เขาทำคือ การขายคำสอนและวิธีการต่างๆ ในการพัฒนาชีวิตคริสเตียน หรือจัดสัมมนาการปลดปล่อยแล้วพวกเขาเก็บค่าลงทะเบียนแพงๆ  หลายคนกลายเป็นเศรษฐีได้ในพริบตาเพราะเอาของที่พระเจ้าเปิดเผยให้ไปทำเป็นธุรกิจมากเกินไป

ไม่แน่นะวันหนึ่งข้างหน้าผมและทีมงานอาจจะต้องทำให้มันเกิดรายได้บ้างก็ได้ เพื่อเราจะสามารถไปปรนนิบัติพี่น้องและคนไม่เชื่อที่เจ็บป่วยในต่างประเทศที่อยู่ห่างไกลไปมากๆ ได้ด้วย  เพราะค่าใช้จ่ายมันสูง  ดังนั้นพันธกิจนี้อาจไม่ไปเพียงแค่ประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ไปถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลกเลย


เท่าที่เราทำอยู่นี้  เนื่องจากว่าเรายังไม่ดัง  หรือเรียกว่ายังไม่มีใครรู้จักก็ว่าได้  เพราะสิ่งที่เราทำนี้ คริสตจักรในประเทศไทยมีเพียงไม่กี่แห่งที่ทำอย่างนี้ที่เป็นคริสตจักรที่มีอาจารย์ชำนาญทางด้านการปลดปล่อย  หรือมีของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้งยังส่งเสริมพี่น้องให้แสวงหา   โบสถ์หรือนักการศาสนาส่วนมาก เป็นเพียงผู้เปิดให้ฝรั่งหรือเกาหลี หรือชาวสิงคโปร์ เข้ามาทำการรักษาพี่น้องในคริสตจักรเท่านั้น  ยังไม่ถึงขั้นสั่งสอนหรือเสริมสร้างให้ผู้เชื่อประกอบด้วยสิทธิอำนาจและประกาศด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้า

ผมก็ประหลาดใจว่า ทำไมโบสถ์บางแห่ง ไม่เคยเปิดให้คนไทยต่างคณะเข้าไปเทศนา หรือปลดปล่อยพี่น้องเลย อ้างไม่เชื่อ  อ้างว่าในหลักข้อเชื่อของเราไม่มีอย่างนี้  อาจารย์ใหญ่ของเราไม่ทำ หน่วยเหนือเราไม่รับ แต่ทำไมพอคนต่างชาติมาอย่างเดียวกันสามารถทำได้  ผมเลยมาถึงบางอ้อว่า  เงินน่ะมันง้างประตูโบสถ์ได้ด้วยน่ะซิ  พอเงินหมดประตูก็ปิด ประชาชีก็กลับไปทำพฤติกรรมเหมือนเดิม  คือขึ้นๆ ลงๆ ไม่เอาจริงเอาจังกับการประกาศข่าวประเสริฐ เปิดโบสถ์เพื่อเป็นสถานประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น ไม่ได้เป็นที่แห่งการปลดปล่อย  การฟื้นฟูจิตวิญญาณ การเยียวยา ไม่เป็นที่การอัศจรรย์เกิดขึ้นใดๆ เลย

ผมมีข้อสังเกตสำหรับคนไทยอีกข้อหนึ่งคือ  หลายๆ ครั้งเราพบว่า คริสเตียนชอบของนอกนะ  เหมือนชาวโลกเลย คือชอบคนดัง  ชอบฝรั่ง ชอบอาจารย์ดังๆ น่ะ ถ้าเป็นของไทยก็ต้องเป็นระดับนักการศาสนาที่รับใช้โบสถ์ใหญ่ ๆ ต้องมี คำนำหน้าดังๆ พรรษามากๆ ถ้าเป็นคริสเตียนนักธุรกิจยิ่งดีนะ  เพราะไม่ต้องจ่ายค่าเทศนา เพราะเขาไม่เอาอยู่แล้ว หากผู้เทศนามาจากต่างประเทศ  เป็นของนอกก็ต้องระดับเวิร์ดคลาส อย่างเช่น อาจารย์มัทธิว อาจารย์  ซินดี เจคอปส์  เวลาประกาศอัศจรรย์ต้องไปเชิญฝรั่งเมืองนอกมาทำ  ไม่มีความคิดว่าคนไทยก็ทำได้หรือไงไม่รู้ ไม่อายเขาบ้างหรือจ๊ะ

สิ่งที่คือข้อสังเกตของเรา เมื่อเราไปปรนนิบัติในคริสตจักรต่างถิ่นครั้งแรก เรามักจะพบว่า คนจะไม่มามาก เพราะคนเบื่อกับคำว่าฟื้นฟูแล้ว เพราะมันไม่มีอะไรจริงๆ  นักเทศน์เทศนาเพื่อความสนุก  เล่าเรื่องตลก สอนความรู้เรื่องพระเจ้าแล้วก็จบ คนเลยเข็ดไม่อยากมาร่วม  แต่พอเขาได้รับทราบจากคนป่วยที่หายจากการอธิาฐานของทีมเรา  ตอนไปครั้งที่สองพี่น้องจะมากันมาก และให้ความนับถือเราอย่างมาก อันนี้ก็ขอบพระคุณพระเจ้าที่  นักเทศน์ไม่ดังอย่างทีมของเราสามารถปลดปล่อยคนได้หลายร้อยคนแล้วในปีนี้

พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในตัวอาจารย์มัทธิว อาจารย์ซินดี้  กับองค์ที่อยู่ในตัวผู้เชื่อคนไทย เป็นพระเจ้าองค์เดียวกันไม่ใช่หรือ  เขาทำได้ เราทำไมทำไมได้ล่ะ มีอาจารย์ชาวคริสต์คนไทย เคยคิดทำครูเสดใหญ่ๆ ไหมล่ะ  ที่เขาทำไม่ได้ไม่ใช่ เขาไม่มีฤทธิ์เดชของพระเจ้า ผมเชื่อว่า เพราะนักเทศน์ปลดปล่อยเหล่านั้นไม่ได้รับการส่งเสริมจากพวกคริสเตียนด้วยกันมากกว่า  เพราะนิสัยคนคนไทยบางพวกนิยมคำว่า  เงินมา งานเดิน เงินไม่เพลิน งานหยุด

เหตุผลอีกอย่างหนึ่งที่คนไทยชอบของนอก  อาจเป็นเพราะว่า เวลาฝรั่งมา  เขาไม่ได้มาแต่ตัว เขาเอาเงินมาแจกเป็นถุงเป็นถังก็เป็นได้  เพราะผมเคยเห็นคริสตจักรบางคณะร่วมมือกันจัดงานฟื้นฟู หลายๆ โบสถ์ร่วมมือกันจัดสัมมนาฟื้นฟูในภาคเหนือ   พองานเลิกก็ทะเลาะและผิดใจกัน  เนื่องจากการมาประกาศฟื้นฟูของคณะฝรั่งโบสถ์รวยๆ จากโบสถ์เมืองนอกคณะนั้น  พองานสัมมนาเสร็จ  เขาทิ้งรถยนต์ไว้ให้คณะผู้จัดการอบรมเพื่อเอาไปแบ่งกันหลายคัน   แต่คนแบ่งดันแบ่งไม่ลงตัว

ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ  คนที่ไม่พอใจผลการแบ่งสมบัติอ้างว่า เขาแบ่งไม่ยุติธรรม  มอบให้แต่พวกใกล้ชิด ให้แต่คนในสังกัด ใกล้ชิดสนิทสนมตัวเอง  ไม่แบ่งให้เหมาะสม พวกของข้าทำไมไม่ได้  จึงเกิดเรื่องทะเลาะกัน  ไม่มองหน้ากัน   บางคนตายไปแล้วยังไม่ยอมอภัยให้กับคนๆ นั้่นที่เป็นผู้จัดการมรดกฝรั่งในครั้งนั้น และนี่คือเรื่องเศร้าที่ผมจำได้ และควรจะบันทึกไว้เป็นอุทาหรณ์แก่ พี่น้องคริสเตียน ว่าต้องทำใจ  ให้พี่น้องจงระลึกเสมอว่า  ศาสนามันมีผลประโยชน์

ผมขอหนุนใจผู้เชื่อพระเยซูว่า จงแยกพระเยซูคริสต์ออกจากศาสนาคริสต์  คำสอนและการกระทำของผู้นำทางศาสนา บางครั้งมันสวนทางกันมาก ระหว่างสิ่งที่เขาสอน เขาพูด กับสิ่งที่เขาปฎิบัติ ถ้าเราติดตามคนพวกนี้ ความเชื่อของเราก็จบ เราไม่สามารถติดตามพระเจ้าเพราะคำสอนของคนพวกนี้ได้ ไม่สามารถเชื่อพระเยซูคริสต์ได้  เพราะหลายๆ คนแม้จะเรียกพระเยซูเป็นพระเจ้ามันยังอายปากเลย  มันเรียกพระเยซูด้วยคำว่า "พระเจ้า" เหมือนพระเจ้าทั่วๆ ไป ที่ชาวโลกเขานับถือ พระ หรือเทพทุกองค์ เป็นพระเจ้านั่นเอง

น่าเสียดายสำหรับกลุ่มคริสเตียน ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์แบ่งมรดกฝรั่งไม่ลงตัวในครั้งนั้น  คริสตจักรในจังหวัดนี้  เลยต่างคนต่างอยู่  ไม่สนใจกัน ไม่สามารถมาร่วมอธิษฐานด้วยกัน บรรยากาศการประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์ในจังหวัด  เงียบไปหลายปีเลยทีเดียว ตอนนี้เริ่มกลับมาจับมือกันบ้างแล้ว  แต่ก็ยังไม่ค่อยสนิทใจ บางแห่งถ้าได้รับเชิญให้มาร่วมงานอธิษฐาน หรือกิจกรรมร่วมมืออะไรก็มาอย่างเสียไม่ได้  มาสายๆ แบบไม่มีภาระใจอะไรต่อกันอีกต่อไป มาเพราะมารยาท มาสายกลับไปก่อน  มาแค่ให้เห็นหน้า  เพราะเหตุความเจ็บใจในอดีตหลายๆ เรื่อง ความบาดหมางต่างๆ มันน่าให้อภัยง่ายๆ ไม่ค่อยได้

คนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ๆ ในวงการคริสเตียนอาจสดุดนะ แต่นี่คือความจริง ศาสนาอาจมีผลประโยชน์แอบแฝง  ไม่งั้นพระเยซูคงไม่ถูกพวกนักการศาสนาที่หากินกับศาสนายูดายในสมัยพระเยซู คือ พวกฟาริสี และพวกธรรมาจารย์ ตามไปจับผิดทุกที่ทุกแห่ง  กล่าวหา ฟ้องและกีดกันต่างๆ นานา จนในที่สุดวางแผนจับพระเยซูไปตรึงที่กางเขน  เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นตลอดทุกยุคทุกสมัย เพราะผลประโยชน์จากความเชื่อศรัทธานี่แหละ

เบื้องหลังของความขัดแย้งเหล่านี้  ถ้าคิดตื้นๆ เป็นเรื่องผลประโยชน์ของศาสนา  แต่ถ้าคิดให้ลึกๆ มันคือยุทธอุบายในการถ่วงเวลาตายของพญามารและสมุนของมันครับ  เพราะมารจะหมดอิสระภาพทันที ที่พระเยซูคริสต์เสด็จกลับมาครั้งที่สอง  เนื่องจากในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้บอกเกี่ยวกับวันสิ้นโลก หรือมีข้อแม้ของวันสิ้นโลกว่า ดังนี้ คือ ข่าวประเสริฐของพระเยซูต้องทำให้้สำเร็จ ต้องได้ประกาศออกไปถึงทุกชาติทั่วโลกก่อน พระเยซูคริสต์จึงจะกลับมาพิพากษามนุษย์โลก

ในวันที่พระเยซูกลับมาพิพากษาโลก  เวลานั้นคือเวลาที่พญามารและสมุนของมันหมดเวลาสนุก  พวกมันจะถูกลงโทษ เวลาการประกาศข่าวประเสริฐยิ่งล่าช้าออกไป คือเวลาทียืดขยายออกของชีวิตอันสุโข ของเหล่าวิญญาณผีร้ายต่างๆ ที่แอบแฝงอยู่ในทุกแห่ง ทุกพื้นที่ในโลกที่อ้างตัวเป็นเทพ เป็นพระเจ้าองค์ต่างๆ มีหลายมือ หลายหน้า ถืออาวุธนานาชนิด รูปปั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ เป็นเจ้าพ่อ เจ้าแม่ตามต้นไม้ต่างๆ ในเทวสถานทั่วโลก  ซาตานและวิญญาณร้าย มันเหมือนนักโทษที่ทำผิดมหันต์ ฝากขังไว้รอวันตัดสินประหารชีวิตเท่านั้น



กลับมาเล่าเรื่อง ของประทานกันต่อดีกว่า

เรื่องการมีของประทานนี้ คนไทยเราก็ไม่ส่งเสริมกัน  ชอบตามก้นฝรั่ง  พวกด๊อกเตอร์คริสเตียนบางคนในเมืองไทยยิ่งไปใหญ่  มีดีเพียงแค่ไปเป็นล่ามแปลให้พวกฝรั่ง  ชอบยกก้นฝรั่ง ดีแต่แปลคำเทศนาฝรั่งมาสอนในโบสถ์  ผู้รับใช้คนไทยด้วยกัน มองไม่เห็นหัว  ตัวเองทำการอัศจรรย์ไม่ได้เลย ไม่สนใจพัฒนาของประทานของตนเอง ไม่แสวงหา  ดีแต่แปลคำสอนฝรั่งมาขาย  นักการศาสนาคนไทยด้วยกันไม่สนใจ ไม่ส่งเสริมกัน แต่กีดกัน  ปกป้องไม่ให้ใครไปยุ่งในอาณาจักรของตน  การหนุนใจ การถามข่าวคราว การอธิษฐานเผื่อกันแทบไม่มีให้เห็น ต่างคนต่างอยู่ ตัวใครตัวมัน พฤติการณ์แบบนี้ซาตานชอบมาก เพราะยิ่งคริสเตียนแตกแยกกันมากเท่าไร การประกาศข่าวประเสริฐก็ยิ่งไร้ประสิทธิภาพมากเท่านั้น

คนที่มีพฤติกรรมแปลกแยกพวกนี้อาจกลัวว่าลูกแกะจะพลัดหลงไปกับคริสตจักรต่างคณะ ที่ดีกว่า  ก็แน่ละ ใครจะติดตามคนไม่ดีจริงล่ะ  ถ้าเป็นผมนะ  ผมก็ไม่ไปหรอกคริสตจักรที่เน้นแต่การถวายสิบลด  แล้วให้เงินเดือนผู้รับใช้ถูกๆ  โครงการของหน่วยงานมุ่งแต่เก็บเงินสร้างถาวรวัตถุ  ทำในสิ่งที่มูลนิธิต่างๆ ของชาวโลกเขาทำคือ การช่วยเหลือด้านร่างกาย การศึกษา ด้านสังคมและวัตถุ

คริสตจักรไม่มีแผนพัฒนาส่งเสริมผู้เชื่อให้เรียนรู้จนกลายเป็นสาวก  โบสถ์ไม่มีแผนการประกาศข่าวประเสริฐอย่างจริงจัง  ปีๆ หนึ่งเพียงแค่จัดงานเทกระจาดงานวันคริสต์มาสเพียงวันเดียว  จัดแล้วก็ไม่ได้อะไร เสียเงินไปไม่รู้เท่าไหร่ กี่ปี กี่ชาติก็เหมือนเดิม   หากผมเจอโบสถ์แบบนี้ ผมคิดว่าเรื่องอะไรผมจะเสียเวลาในชีวิตกับพวกที่เป็นแค่นักสอนศาสนาล่ะ  ทำไมผมต้องเอาเงินไปถวายโบสถ์ที่รวยแล้วแต่ไม่คิดทำการประกาศอย่างเกิดผล  ผมไปหาคริสตจักรที่เขาทำการประกาศด้วยความรักและมีการปลดปล่อยดีกว่า - เรื่องนี้ผมจะว่าอย่างนี้แหละเพราะมันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมากกับพฤติกรรมของโบสถ์ที่มุ่งสร้างอาณาจักรของตนเองมากกว่า การมุ่งสร้างความร่วมมือกันเพื่อขยายอาณาจักรของพระเยซูเจ้า

แต่อย่างไรก็ตาม ลองกวาดสายตามองไปรอบๆ ตัวเราซิ มีคริสตจักรไทย อันใดบ้างที่มีการปลดปล่อย มีการอธิษฐานวางมือคนเจ็บป่วยให้หายภายหลังจากการนมัสการพระเจ้าเสร็จแล้ว  แทบไม่มีเลยใช่ไหม
เพราะการอธิษฐานวางมือคนป่วย ได้ถูกตัดออกไปจากระเบียบวาระการนมัสการพระเจ้ามานานกว่าพันปีแล้ว  วาระที่เปิดโอกาสให้เป็นพยานชีวิต  การอนุญาตให้พี่น้องที่มีประสบการณ์เป็นพยานกล่าวถึงการได้รับช่วยเหลือจากพระเจ้าก็ได้ถูกตัดออกไปจากวาระการประชุมนมัสการเช่นเดียวกัน  ในปัจจุบันมีคริสตจักรหลายแห่งกำหนดระเบียบว่าด้วยการเป็นพยานชีวิตด้วยว่า

หากใครต้องการเป็นพยานชีวิต ต้องเขียนรายละเอียดส่งให้ผู้ปกครองตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับอนุญาต  และที่น่าเสียใจกว่านี้อีก คือ  ในปัจจุบันถ้าหากมีการเปิดโอกาสให้เป็นพยาน ก็ไม่มีคริสเตียนคนใดอยากเป็นพยานชีวิต  เพราะว่าพวกเขายังไม่ได้พบพระเยซูด้วยตนเอง  ร้อยละเก้าสิบเก้า พบกับพระเยซูในหนังสือพระคัมภีร์เท่านั้น  คือเชื่อพระเยซูจากคำสอนของนักการศาสนาเท่านั้น ไม่มีประสบการณ์ตรงกับพระเยซูเลย  การเป็นผู้เชื่อพระเยซู  กับการนับถือคำสอนของลัทธิอื่น ไม่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นมากนัก  เจ็บๆ ป่วยๆ ยากจน ขาดสันติสุข ลูกหลานเสียคน แล้วจะเอาคำพยานที่ไหนมาพูดขอบคุณพระเจ้า

และนี่คือภาระใจของผมและทีมงาน และผู้รับใช้พระเจ้าที่เติบโตกับพระเจ้าอีกส่วนหนึ่งที่ต้องการเห็น
คริสตจักรของพระเยซูคริสต์ เป็นคริสตจักรแห่งการปลด่ปล่อยและเยียวยา  ไม่ต้องการให้ผู้เชื่อเป็นเพียงแค่สมาชิกนั่งฟังทุกอาทิตย์จนป่วยตายเท่านั้น แต่เป็นคริสตจักรที่สอนผู้เชื่อของพระเยซูให้ไปที่ไหน  สำแดงพระเดชานุภาพของพระเจ้า ประกาศพระบารมีของพระเยซูคริสต์ด้วยการ  ปลดปล่อยผู้คนออกจาก ความป่วยใข้ และการถูกวิญญาณร้ายครอบงำ ครอบครอง ให้เป็นไทยอย่างแท้จริง


โปรดติดตาม ตอนสุดท้ายเร็วๆ นี้
ในบทสุดท้ายเราจะกล่าวถึง วิธีการรับของประทาน และการพัฒนาของประทานฝ่ายวิญญาณ

โปรดติดตาม

ดูบทความตอนที่ 1 คลิก

HOME กลับไปหน้าแรก