ความเข้าใจเกี่ยวกับการปลดปล่อย


การอธิษฐานด้วยการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์
เป็นสิ่งสำคัญ มาก รูปแบบนั้น ไม่สำคัญ เท่ากับ การฟังเสียงพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะนำ บ่อยครั้งที่มีผู้มาขอให้ผู้เขียนอธิษฐานอวยพร แต่พระองค์ กลับตรัส ทรงเตือน ให้ผู้รับอธิษฐาน ในบางเรื่องแล้วก็ค่อยอวยพร ครั้งหนึ่ง มีคน มาขอให้อธิษฐานเผื่อสามีของเธอ แต่พระเจ้ากลับ ตรัสให้ผมอธิษฐานอวยพร(ให้เธอกลับใจ)เแทน ครับ ให้เชื่อฟังให้เกียรติ สามีของเธอที่ เพราะเธอรู้สึกว่า สามีของเธอไม่รักพระเจ้า ไม่รักเธอ แต่แท้จริงเธอกำลังเป้นผู้ที่ควบคุมสามี ทุกอย่าง บ่นชอบตำหนิ สามี ของเธอให้เป็นอย่างที่เธอเป็น(วิธีการดำเนินชีวิต) แต่เธอไม่ยอมจำนนต่อ สิทธิอำนาจสามีของเธอ ม่ยอมให้สามีรักพระจรับใช้ตามที่สามีของเธอภนัด เห็นหรือยังว่า การฟังเสียงพระเจ้าในการอธิษฐาน แก่ผู้อื่น จึงเป็นพันธกิจหนึ่ง ที่เสริมสร้างได้ดีมากทีเดียว เพราะเป็นการสั่งสอนการเตือนจริงๆครับ
การอธิษฐานวางมือ เป็นงานรับใช้พื้นฐาน ของพวกเราผู้เชื่อทุกคน และทำได้ง่าย ทุกที่ ไม่ต้องมีตำแหน่ง ในคริสตจักร แต่เป็นอาวุธสำคัญ ที่จะปกป้องตัวเราเองหรือ ช่วยเหลือผู้อื่น อีกทั้ง ใช้เป็นยุทธวิธีในการประกาศได้ดีเยี่ยม เพราะก่อนที่พระเยซูคริสต์สั่งก่อนเสด็จสู่ สวรรค พระองค์ทรงตรัสสั่ง ให้ออกไปอธิษฐาน วางมือ ขับผี บัพติศมา ในพระวิญญาณบริสุทธิ์ ภาษาแปลกๆ และในพระธรรมฮิบรูก็สอนเราว่า การวางมือ เป็นพื้นฐานหลักข้อเชื่อ อันหนึ่งด่วยเช่นกัน แต่เราจะเห็นว่า คริสเตียนสมัยนี้ จะเห็นประสพการณ์ ในการ อธิษฐานวางมือ ขาดไป หรือน้อยลง หรือจะเรียกว่า เราเน้นการกลับใจ การประกาศ หลักข้อเชื่อ อื่นๆ แต่เลี่ยงการวางมือไปเสียแล้ว เราจะทำกันเพื่อการอวยพร เท่าที่จะทำ แต่ไม่ได้เป็นพันธกิจหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราที่จะช่วยเราได้อย่างมาก มหาศาล

(มก16: 15-19 ฝ่ายพระองค์จึงตรัสสั่งพวกสาวกว่า "เจ้าทั้งหลายจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน ผู้ใดเชื่อและรับบัพติศมาแล้วผู้นั้นจะรอด แต่ผู้ใดไม่เชื่อจะต้องปรับโทษ มีคนเชื่อที่ไหนหมายสำคัญเหล่านี้จะบังเกิดขึ้นที่นั้น คือเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา เขาจะพูดภาษาแปลกๆ เขาจะจับงูได้ ถ้าเขากินยาพิษอย่างใด จะไม่เป็นอันตรายแก่เขา และเขาจะวางมือบนคนไข้คนป่วย แล้วคนเหล่านั้นจะหายโรค"ครั้นพระเยซูเจ้าตรัสสั่งเขาแล้ว พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ให้ขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า) พระธรรมฮิบรูเอง ก็ กล่าวถึง หลักข้อเชื่อพท้นฐานของคริสตชน ฮีบรู 6:1-2 เหตุฉะนั้นขอให้เราผ่านหลักธรรมเบื้องต้นแห่งคริสตศาสนา ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ไม่วางรากฐานซ้ำอีก คือเรื่องการกลับใจจากการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย เรื่องความเชื่อในพระเจ้า และคำสอนว่าด้วยพิธีล้างชำระ และพิธีวางมือ และการเป็นขึ้นมาจากตาย และการพิพากษาลงโทษเป็นนิตย์นั้น แต่เราจะเห็นว่า คริสเตียนสมัยนี้ จะเห็นประสพการณ์ ในการ อธิษฐานวางมือ ขาดไป หรือน้อยลง หรือจะเรียกว่า เราเน้นการกลับใจ การประกาศ หลักข้อเชื่อ อื่นๆ แต่เลี่ยงการวางมือป)

รูปแบบ กับความชอบ ไม่ใช่คำตอบในการอธิษฐานวางมือ แต่การทรงนำ การสั่ง จากพระวิญญาณสำคัญกว่า เราจึงอย่า สร้างกำหนดรูปขึ่นมา แบบเดียว ในการอธิษฐานเผื่อผู้อื่น พระเยซูคริสต์เอง บางครั้งพระองค์ก็ใช้วิธี แปลกๆ เช่น สั่ง ขับผี พูด ปกติธรรมดา หรือ รักษาโรคโดย เอาโคลนป้ายตา หรือ แต่ตอนนี้ผมอยากจะพูดหลักการเบื้อง ต้น ในการทำพันธกิจนี้ ก่อน เพื่อท่านจะได้รับการยอมรับ และ ทำพันธกิจในมิติที่ได้กว้าง ขวางขึ่นไปอีก อีกทั้งสามารถช่วยเหลือคนได้หลายด้านด้วย หากท่านค่อยๆฝึกจนชำนาญ แล้ว และได้ยินเสียงพระเจ้าชัด พันธกิจของท่าน จะช่วยคนได้มาก และเห็นผลชัดเจนมาก ครับ ทำไมผมจึงเขียนเรื่องนี้ขึ่นมา ? เพราะจาก การสัมนา อบรม หรือร่วมทำพันธกิจ การสร้างผู้นำ ในพันธกิจวางมือ ให้กับ ผู้รับใช้ที่กำลังฝึกไหม่ หรือรุ่นน้องที่กำลังร้อนรน ผมเห็นสิ่งหนึ่ง คือ การกำหนดรูปแบบ ที่เคยทำสำเร็จแล้วก็นำกลับมาทำอีก หรือ ทำแต่สิ่งที่ตนเองชอบ หรือ ทำแต่รูปแบบที่ตัวเองอยากทำ ทั้งที่พวกเขาเหง่านั้น กำลัง เคลื้อนในพระกาย ที่หลากหลาย และมากด้วย ความต้องการ ของที่ประชุม หรือ ผู้นำบนธรรมมาส วิทยากรหรือศิษยาภีบาลกำลัง บอกมห้ทำบางอย่างเช่น บางรายการ ผมได้รับการทรงนำให้ ที่ประชุม อธิษฐานอวยพรซึ่งกันและกัน หรือ ปลดปล่อย ถ้อยคำแห่งชับชนะ แห่งความเชื่อ แต่ก็จะมีบางท่าน ก็จะเริ่ม เอามือวางที่ศรีษะ คู่อธิษฐาน(ผู้รับการอธิษฐาน อาจเป็นผู้เชื่อไหม่ หรือ ผู้เชื่อเก่าที่ไม่เข้าใจ) จากนั้น น้องท่านนี้ เริ่ม เจิม ด้วยๆฟบ้าง ปลดปล่อยถ้อยคำ การเจิม ใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษบ้าง ไทยบ้างที่เลียนแบบ จากอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ผมกับที่ประชุม ต้องก็รอคนคู่นี้อธิษฐานเสร็จ ก็กินเวลาในการสอน ทำพันธกิจอย่างอื่นต่อไป ไปนานเลยครับ

เรื่อง ไม่จบเท่านั้น คาบต่อไป ผมสอน และ เริ่ม เรียนในหัวข้อ การอธิษฐาน ตัดความสัมพันธิ์บ้าง หรือ ประกาศการยกโทษ หรือ ปลดปล่อย จากการผูกมัด หรือ ประกาศ พระสัญญาของพระเจ้า แต่ พี่น้องท่านนี้ยังคง ทำเหมือนเดิม คือ จะเริ่มเจิม ดังที่เล่า กับคู่ต่อไป ทำแบบเดิม ไป เรื่องที่น่า เศร้าคือ น้องผู้รับใช้ท่านนี้ผมชมว่า มีหัวใจที่ดี ในการรักพระเจ้า แต่ ว่า เขาขาด การเชื่อฟัง หากเป็นทหาร เข้าสู้รบ สู่สงคราม กองร้อยนั้น แพ้ราบคาบแน่นอน ครับ หรือหากเป็นทีมฟุตบอล ก็คือ จะทำให้ด็ชปวด หัว เพราะคำสั่งให้วิ่ง สลับ ชา เตะลูกบอล หรือ ฝึกโหม่ง คนๆหน่งไม่สนใจ จะเตะเข้าโก อย่างเดียว ลองคิดว่า ทั้งทีมจะได้รับการพัฒนาไปได้มากแค่ไหนครับ หรือออกสู้รบ บางครั้งในความเงียบ ในป่า อาจใช้มีด บางสถานการณ์อาจใช้ปืน บางโอกาส ต้องใช้ธนู แต่คนนหนึ่ง จะโยนระเบิดอย่างเดียวทุกสถานการณ์ เพราะใช้อาวุธผิดประเภท ผิดกาละเทศะสิครับ จนสุดท้าย เสียงสะท้อน กลับมาถึงผมคือ คนส่วนไหญ่ ไม่อยากจับคู่ อธิษฐานกับ ท่นผู้นี้ เพราะ ไม่ได้ฝึกตามขบวนการหลากหลาย ที่เข้ามาร่วมสัมนนา เพราะต้องมารับรูปแบบเดียว กับน้องผู้รับใช้ จากคนๆนี้ น่าเสียดายครับ เขามีหัวใจดี แต่ขาดการเชื่อฟัง คำสั่ง ใช้ สิทธิอำนาจ ในทางที่ผิด เป็นคนมีหัวใจดี แต่ไม่มีใครยอมรับในความร้อนรนของน้องผู้รับใช้ท่านนี้ น่าเสียดาย ที่ผมได้มีโอกาสสอนเตือน วันนี้เขายังคง เชื่อในรูปแบบของเขาว่า เจิม เท่านั้น เป็นคำตอบทุกสิ่ง แต่อย่าลืมว่า การเจิม จะมาพร้อมกับการเชื่อฟัง ความเป็นหนึ่งเดียวกัน และเสียงของพระวิญญาณที่บอกเรา ไม่ใช่ สิ่งที่เราชอบที่จะทำเท่านั้น วอชแมนนี กล่าวว่า “ท่านจะมีสิทธิอำนาจ ได้นั้นท่านต้องอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจครับ”

หนึ่ง สิ่งที่ต้องคำนึง คือ กาละเทศะ ในการอธิษฐานอวยพร อยากหนุนใจ คือ การวางมืออธิษฐานแบบอวย พร ซึงกันและกัน ใน คริสตจักรมากๆ พระเยซู ทรงอวยพร เด็กๆ ทรงสั่งให้ไปตามบ้านใดก็อวยพรบ้านนั้น เรา ทำได้กับทุกคน ไม่เครียด สนุก สบายๆ อบอุ่น ไม่ว่า เด็กหรือผู้ไหญ่ ผู้เชื่อไหม่หรือเชื่อมานาน ทำได้เท่าที่ทำ ความสำคัญ อยู่ที่ฤทธอำนาจของพระวิญญาณ ทรงสัมผัส และสถิตอยู่ด้วย ฤทธิอำนาจ ไม่ใช่ที่มือเรา แม้เป็นผู้เชื่อเก่าหรือไหม่ เก่งไม่เก่งมีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่ง มือและหัวใจอันเต็มด้วยความรัก เป็นเครื่องมือ สัญญักษณ์ ที่จะให้พระพรของพระเจ้า ไหล ผ่านพวกเราไปสู่ ซึ่งกันและกัน แต่การอธิษฐาน ควรให้เกรียติผิอื่น เช่น ขออนุญาติ บางท่าน เพราะบางทีเขาอาจไม่พร้อมจะรับคำอธิษฐานจากท่าน มีเหตุผลมากมาย หรือการอธิษฐานแก่ ผู้ที่อาวุโสกว่า หรือแก่สตรี ท่าทาง หรือการ แตะเนื้อต้องตัว ควรที่จะเหมาะสมครับ เราทำได้ทุกที่ แม้การเปิดตาอวยพร ตามข้างถนน ขับรถไปเปิดตาอธิษฐานอวยพรแก่กันในรถ เห็นไหมครับว่าผ่อนคลาย (ยกเว้น พระวิญญาณจะสั่งชัด และมีการเยี่ยมเยียนจากพระองค์ หรือมีการเทของพระวิญญาณ เสด็จมา ตอนนี้ท่านตามเคลื่อนไปเลยครับ) แต่หากยังไม่มีอะไรพิเศษ ก็สนุกกับการรับพระพร ในการ อวยพรแก่กัน ดีกว่า ครับ

สอง ทักษะบางเรื่อง การอธิษฐานเพื่อเยียวยา บำบัดปลดปล่อย สำหรับผม การอธิษฐาน ทำพันธกิจแบบนี้ หากเป็นไปได้ การเผยวจนะ การเยียวยา การปลดปล่อย การขับผี การนำสารภาพบาป ตัดความสัมพันธิ์ ควรเปิดตาจะดีกว่า เพราะเราไม่รู้ล่วงหน้าว่า ผู้ที่รับการอธิษฐาน รับทำพันธกิจจากเรา มีบาดแผล จะสำแดงอาการ อะไรออกมา ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนได้อธิษฐานเผื่อท่านหนึ่ง สักครู่ เธอเริ่มมีอาการสั่น ร้องให้กรีดร้อง ดึงผม ของตัวเอง เอามือชกขึ่น บนฟ้า ไปโดน บางท่าน เห็นหรือยังว่า การอธิษฐานปลดปล่อยเยียวยา จะเกี่ยวกับ วิญญาณและบาดแผล อารมย์ที่บาดเจ็บ ที่ปะทะกับฤทธิอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หากท่านอ่านพระคัมภีร์ จะเห็นว่าพระธรรมยอห์น 17พระเยซู อธิษฐานเปิดตา และ ออกเสียง จน ยอห์นบันทึกคำอธิษฐานนั้นได้ การอธิษฐานพันธกิจแบบนี้ หากเราหลับตา เรอาจรับบาดเจ็บโดยไม่ได้ตั้งใจได้ครับ และหากแก้สถานการรณ์ไม่ทัน ก็จะทำให้เกิดการเสียหายมาก อีกรายหนึ่ง ขณะอธิษฐาน โดยปกติเธอเป็นคนเรียบร้อยมาก พอผ่านไปสักครู่ เธอยืนขึ่นและวิ่งไปที่หน้าต่าง เพื่อะกระโดด ฆ่าตัวตาย ดีนะครับที่ทีม เราฝึกเปิดตา วิ่วจับเธอไว้ และปิดหน้าต่างทัน ซึ่งเราจะคุยกันในหัวข้อ การวางมืออธิษฐาน ในการทำพันธกิจ บำบัดปลดปล่อย ในอนาคต ครับ

ตอน นี้มาเข้าเรื่องอีกที แล้วเราลองสิครับว่า ผู้รับอธิษฐาน กำลังการต้องการการปลดปล่อย เรื่องเสพติดบางเรื่อง แต่มีบางคน ก็เริ่มเจิมด้วยๆไฟ ส่งต่อไฟ ดังรูปแบบที่ผมกล่าวตั้งแต่ต้นให้ฟัง แทนที่จะนำผู้รับการอธิษฐาน ประกาศการให้อภัย สารภาพบาป กลับใจไหม่ ปลดปล่อย จะดีกว่าไหมครับแล้วค่อยเจิม เพื่ออฤทธิอำนาจ ของพระเจ้าจะได้เยียวยารักษา ฟื้นฟูชีวิตผู้รับคำอธิษฐานไหม่ ซึ่งเรื่องนี้ เราต้องฟังเสียงพระวิญญาณ ด้วยว่า เราจะเจิมก่อนหรือนำการสารภาพ ปลดปล่อย เยียวยาก่อน(เรื่องนี้ยืดหยุ่นได้ และต้องฟังเสียงพระวิญญาณในตอนนั้น) เพราะ บางครั้ง คนเรายังไม่สามารถสารภาพบาป กลับใจไหม่จากความบาปบางเรื่อง และยังพึงพอใจกับบาปนั้นอยู่ เขาเข้ามาเพื่อจะจัดการตามขบวนการ ดรียนรู้และ เข้าใจ แต่กลับมีบางคน เริ่มมาเจมอีกแล้ว จะเกิดผลหรอครับ ?ทำไม? เพราะผู้นั้นยังรักจะเก็บความบาปนั้นอยู่ สำหรับผม อธิษฐานปลดปล่อย นำสารภาพก่อนเจิมดีกว่าครับ ส่วนเรื่องการเจิมนั้น ท่านสามารถอ่าน ในเรื่อง เมื่อรับการอธิษฐาน และพันธกิจในการอธิษฐาน และผมเชื่อ และ รัก เน้นเรื่องการเจิม ล้านเปอร์เซ็นครับ แล้วจะเขียนในเรื่อง นี้เช่นกันในอนาคต

สาม กุญแจ และ ข้อคิด ในการอธิษฐาน เพื่อส่งต่อการเจิม
อัน นี้ ผมอยากไห้เราพิจารณาดีๆครับ เพราะมีหลายคน เมื่อเข้าไปตามงานสัมนา หรือการประชุม ในคริสตจักร เที่ยววางมือ อธิษฐาน เจิมส่งต่อการเจิม หรือเรา จะใช้อีกคำว่า Impartation เป็นศัพท์ ใน พระคัมภีร์ คือการส่งต่อ มีหลายความหมายนะครับ เช่น ส่งต่อ สิทธิอำนาจ ส่งต่อหน้าที่ เช่น โมเสส ส่งต่อหน้าที่ ภาระให้แก่โยชูวา มันรวมถึงภาระหน้าที่ เอลียาห์ ส่งต่อให้เอลีชา เปาโลส่งต่อให้ ทิโมธี นั่นย่อมแสดงว่า โมเสส เอลียาห์ เปาโล เป็นเจ้าของๆประทานการเจิมนั้น ท่าน เหล่านั้น ปล้ำสู้ ปฎิบัติ ศึกษา เรียนรู้กับพระเจ้า ชั่วโมงบินสูงมาก ทำจนเป็นสิทธิอำนาจ เป็นเจ้าของๆประทานนั้น เป็นชีวิต ที่ทำในพันธกิจ รู้วิธีรับการเจิม จากการเชื่อฟังเสียงพระวิญญาณบริสุทธิ์ และ ใช้เวลาความสัมพันธิ์กับพระวิญญาณในการทำ พันธกิจ และรู้วิธีการรักษา และรู้ว่าควรจะส่งต่อให้ใคร เพราะในพระคัมภีร์สอนว่า อย่ารีบด่วน วางมือใครเจิมใครด้วยเช่นกัน และคนที่เรา จะวางมือส่งต่อ มอบสิทธิอำนาจนั้น

การ เจิม นี่แหละที่เรากล่าวถึง มันรวมไปถึงการเยียวยา ปลดปล่อย รื้อฟื้นความรักจากพระเจ้า แลปลดปล่อยของประทาน แล้วแต่พระวิญญาณจะนำ และที่สำคัญในคริสตจักร เป็นการางมือเจิมเพือรับกำลัง ด้วย การส่งต่อไฟ ของประทาน แต่ควร มีหลักการสำคัญ คือ เราควรเจิม วางมือ คนประเภทแรกคือ ควรวางมือให้กับผู้ที่ประกอบด้วยพระวิญญาณ(กดว.27:18 และพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า "จงนำโยชูวาบุตรนูนผู้มีพระวิญญาณอยู่ภายในเขามา จงเอามือของเจ้าวางบนเขา) คนประเภทที่สอง ซึ่งอ.เปาโลเตือนเราไม่ให้ด่วนวางมือ จนกว่าเราจะพิสูจน์ คนเหล่านั้นก่อน (1ทธ.5:22 อย่าด่วนเอามือวางเจิมผู้ใด และอย่ามีส่วนร่วมในการกระทำบาปเลย จงรักษาตัวให้บริสุทธิ์ )

ปัจจุบัน มีการประชุมสัมนาพิเศษ มีการวางมือ เพื่อรับการเจิม ผมเข้าใจว่าเป็นการอธิษฐาน เพื่อเยียวยา ปลดปล่อย และระเบิดของประทาน หรือแล้วแต่น้ำพระทัยของพระวิญญาณ ที่จะสัมผัส สำแดงในเวลานั้น เป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะผมก็ชอบที่จะรับการอวยพรการเจิมด้วยไฟ จากผู้รับใช้เหล่านี้ ที่พระองค์ทรงโปรดให้มาอวยพรเรา แต่ผมกำลังเตือน น้องๆผู้รับใช้รุ่นไหม่ว่า เราควรทำ ให้ถูกต้อ วาระ กาะเทสะ จะดีแสวยงามที่สุด ในการประชุมแต่ละครั้ง

พวกเรา ที่กำลังพัฒนาเรียนรู้ ฝึกฝนในคริสตจักร ในการทำพันธกิจกับผู้เชื่อ เพราะพวกเรา เมื่อไปร่วมสัมนา หรือเมื่อศิษยาภิบาล นำการสอนการประชุม หลายคนไม่ทำตามคำสั่ง หรือเคลื่อนไปด้วยกัน ทำไมบางคนเที่ยวไปเจิม ส่งต่อส่งไฟ เขาน่าจะรับ เรียนรู้จะแช่ในการทรงสถิต หรือ ฟัง คำสอน ดู เรียนรู้ เพราะวิทยากรก็อยู่ที่นั่นแล้วในวันนั้น เมื่อเขามาเรียน รู้ จับคู่อธิษฐาน วิทยากร สั่ง บอกให้ ทำพันธกิจใน แบบต่างๆเพื่อการพัฒนาทั้งคู่ที่เขาได้จับคู่ และตัวเขาเอง จะได้รับการพัฒนาทั้งคู่ แต่ห่กเขายังคงเน้นจุดเรื่องที่เขาจะทำคือ เจิมอีก ผมเกรงว่า การพัฒนานั้น จะไม่เกิดทั้งคู่ เพราะ สองคนไม่ได้ฝึกในขณะที่มีวิทยากรอยู่ด้วย ผมไม่ได้ตำหนิว่าใครส่วนตัวนะครับ แต่มันเป็นปัญหา ของผู้ที่เคลื่อนในการเรียนรู้ที่จะทำพันธกิจ ในการอธิษฐาน อยากหนุนใจว่า พระเยซูคริสต์เอง ขณะทำพันธกิจ พระองค์ทรง มีการอวยพรเด็กๆ มีการสอน มีการขับผี มีการ รักษาโรค และมีหลายรูปแบบ เช่น สัมผัส เรียก ลาซาลัส ให้ฟื้น เรียกเด็กที่ตายให้ฟื้น พระองค์ไม่ใช่ เจิมๆตลอดเวลา

ผม กล่าวเช่นนี้ เพื่อ ท่านจะได้ทำพันธกิจ ได้กว้างขึ่น มากขึ่น และตรงประเด็น ครับ เมื่อมีคนเชิญท่านไป ทำพันธกิจ หรือ ในคริสตจักร เมื่อมีการให้อธิษฐานเผื่อกัน คนในห้องประชุม มีปัญหา ความต้องการหลากหลาย บางคนตอนนี้ ต้องการการหนุนใจ บางคนต้องการ การเจิมด้วยเช่นกัน บางคน มีบาดแผล ต้องการเยียวยา บางคนต้องการระบาย ความในใจ หรือ หาคู่ที่อยากปลอบใจเขา เราควรทำตามนั้นดีกว่า แต่ที่สำคัญ เราต้องให้เกียรติ ผุ้ที่จัดประชุม ว่า วันนั้น เขาต้องการเน้นเรื่องอะไร ครับ

หากเป็นเช่นนี้ ใครๆก็อยากไห้ท่านอธิษฐานเผื่อ ท่านไม่ต้องวิ่งไปหาใคร คนทั้งหลายจะเสาะหาท่านเอง เพราะคำอธิษฐานของท่าน เจาะจง ตรงประเด็น ตามการทรงนำ และ เห็นผลพิสูทน์ได้ครับ

ที่มา: http://www.james7.org/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

You may post your comments here.
หากท่านมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมหรือเสนอแนะเชิญออกความเห็นได้
(กรุณาใช้ข้อความสุภาพ และสร้างสรรค์)