เมื่ออาจารย์ขับผีไม่ออก น่าอาย?(2) How to cast out demons

ตอนที่สอง

ในตอนที่ผมเพิ่งเข้าสู่วงการศาสนจักรใหม่ๆ ตอนแรกผมไม่เคยมีความคิดจะทำพันธกิจอะไรกับเขาหรอก ผมไม่เคยคิดว่าชีวิตของคนจะมาถึงจุดนี้ได้ เนื่องจากผมเคยเป็นชาวคริสต์ที่หย่อนยาน และไร้ประสิทธิภาพจนเคยชินแล้ว ผมไม่ค่อยมีจิตใจอยากจะช่วยใครให้ไปถึงความรอดมากนัก เวลาในชีวิตผ่านไปปีแล้วปีเล่า ผมสนใจแต่เรื่องความสนุก การทำงาน การพักผ่อน ความเพลิดเพลิน การอยู่กับครอบครัวและเพื่อนฝูง หรือความสนใจในเรื่องงานอดิเรก เรื่องส่วนตัวของผมเท่านั้น เวลาเกือบทั้งชีวิตผมไม่เคยสามารถนำใครมารับความรอดได้เลยแม้แต่คนเดียว เป็นเวลานับสิบๆ ปีเลยทีเดียว

แต่เมื่อพระเจ้าให้การทรงเรียก ด้วยวิธีการของพระเจ้าหลายอย่าง ทำให้ผมแน่ใจในการเรียกของพระเจ้า ให้ออกมาจากชีวิตเก่าๆ พฤติกรรมที่ไม่แตกต่างจากมนุษย์โลกทั่วไป ที่ดูเหมือนว่าเป็นเพียงสีเทาๆ ขาวก็ไม่ใช่ ดำก็ไม่เชิง เมื่อผมกลับใจแสวงหาพระเจ้าอย่างจริงจัง ผมได้รับพระเมตตา ได้รับการเปิดเผยมากขึ้น ผมมีโอกาสได้พบกับอาจารย์ผู้ชำนาญการด้านการปลดปล่อย ทางโน้นเขาเรียกกิจกรรมแบบนี้ ว่า การเผชิญหน้ากับพระคริสต์ (Encounter with Christ) ต่อมาเขาเปลี่ยนภาษาให้ดูดีขึ้น เขาใช้คำว่า "สู่เสรีีภาพ" ( Living Free) เมื่อผมได้เรียนรู้มากขึ้นผมจึงต้องพยายามหัดทำ เพราะการได้ประสบการณ์กับฤทธิ์อำนาจ และเข้าถึงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าด้วยตัวเองทำให้ชีวิตและท่าทีของผมเปลี่ยนไปมาก แต่ก่อนผมเป็นคริสเตียนที่สภาวะทางจิตใจและวิญญาณ เรียกว่า "ขึ้นๆ ลงๆ" แต่ส่วนใหญ่อ่อน่แอ เนื่องจากผมเคยอยู่ในกลุ่มผู้เชื่อที่ เป็นสายข้าราชการ อยู่ในความเชื่อ และการปฎิบัติแบบสบายๆ หย่อนยานนนนน



พี่น้องคริสเตียนคงเข้าใจดี การเป็นข้าราชการคริสเตียน อาจต้องมีปัญหาลำบากใจหลายอย่าง เพราะต้องเข้าสังคม ต้องเข้าร้านอาหาร ต้องมีการเลี้ยงการสังสรรค์บ่อย ตอนแรกๆ ก็รู้สึกกระดากเวลามีคนชวนดื่มแอลกอฮอล์ เราต้องปฎิเสธไปบ่อยๆ แต่พอนานไปก็ดื่มเพื่อเข้าสังคม หลายครั้งรู้สึกกระดากใจที่จะเอาเหล้าใส่ปาก แต่พอทำบ่อยๆ ความกระดากก็หายไป กลายเป็นความสนุกกับการดื่ม และต่อมาก็กลายเป็นนิสัยนักดื่ม จนติดใจในรสชาดและเลิกดื่มอยางเด็ดขาดไม่ได้

ผมเองไม่อยากเอาเหตุผลข้อนี้มาอ้าง ผมหัดดื่มเหล้าตั้งแต่อายุสิบกว่ามาแล้ว เนื่องจากเราอยู่ในชุมชนที่เยาวชนวัยรุ่นชอบดื่ม ชอบเล่น อีกอย่างนึกคือ ผมเกิดอยู่ในโบสถ์คริสต์ ผมคงเป็นแค่ชื่อว่าเป็นชาวคริสต์ตั้งแต่เกิดเท่านั้น โบสถ์ที่ครอบครัวของเราเป็นสมาชิกอยู่ ไม่ค่อยมีความเข้มแข็งทางความเชื่อ ไม่มีเจ้าอาวาสดูแล สมาชิกอาวุโส และผู้นำก็ไม่ค่อยมีความเข้าใจเรื่องการบริหารคริสตจักร ทำตัวอย่างไม่ดีให้เห็น ผมเห็นผู้นำชาวคริสต์ และพี่น้องในโบสถ์ ตั้งวงเหล้าวันคริสต์มาสเป็นประจำ ตราบจนในปัจจุบันนี้ผมก็ยังได้ข่าวบ่อยๆ ว่า ชาวคริสต์บางกลุ่มยังฉลองคืนคริสต์มาสด้วยการจัดงานเลี้ยง มีเหล้า มียาสนุกสนานกันอยู่

อย่างไรก็ตามผมไม่ได้เอาเรื่องนี้มาประจานนะครับ แท้จริงแล้วพระคัมภีร์ไม่มีศีลที่บอกว่า ห้ามการดื่มแอลกอฮอล์ หรือบอกว่าการดื่มสุราเป็นบาป ในโอกาสนี้ ผมขออนุญาตทะเล้น เอาคำที่อาจารย์ธวัช ชอบเอามาอ้างกับหลายๆ เรื่อง อย่างเดียวกัน คือ “ มันไม่มีในพระคัมภีร์” คนที่สอนว่าการดื่มเหล้า หรือแอลกอฮอล์บาปนี่ ผมขอเรียกพวกเขาว่า พวกสอนเกินพระคัมภีร์ก็แล้วกัน คือพวกฟาริสี ที่เอาวัฒนธรรมการดื่มของแอลกอฮอล์ของไทย ที่ดื่มกันจนเละเทะ มากำหนดเป็นข้อห้ามทางศาสนา หรือจริยธรรมทางศาสนา ทำให้ปิดโอกาสคนไทยอีกมากมาย ไม่สามารถมาเป็นคริสเตียนเพราะยังชอบดื่ม ชอบกินอยู่ ความจริงมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย ไม่เห็นมีศีลข้อใดห้ามเลย

ถึงกระนั้นก็ดี ผมก็ขอให้คำยืนยันว่า การดื่มเหล้าทำให้เสียหายหลายอย่าง และทำให้ชีวิตตกอยู่ในความประมาท หลายคนทำบาปร้ายแรงเพราะคุมสติไม่อยู่ ดื่มจนติด จนตัวเองและครอบครัวพินาศ เกิดอุบัติเหตุ เกิดโรคภัย เจ็บป่วย ถูกวิบัติ และไร้สันติสุขเพราะติดแอลกอฮอล์ ผมยืนยันอย่างมั่นใจว่า “คริสเตียนที่เป็นผู้เชื่อที่เติบโตในความเชื่อแล้ว ไม่มีนิสัยชอบดื่มแอลกอฮอล์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยากมีชีวิตที่เกิดผลนำคนมารับความรอด ปีละหลายคน เขาคงจะไม่มีนิสัยชอบดื่มแอลกอฮอล์อย่างแน่นอน

ที่ผมกล่าวถึงการทำตัวเหลวไหลในด้านพฤติกรรมคริสเตียน เพราะผมต้องการจะสื่อว่า คนที่ดำเนินชีวิตแบบเอาตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ยอมเอาคำสอน และข้อพระธรรม ความรู้จากพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิมาปฏิบัติ เพื่อรับการชำระจริงๆ เขาจะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานแห่งพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ได้

ผู้นำชาวคริสต์หลายคน รวมทั้งนักการศาสนา ผู้ทำหน้าที่เจ้าอธิการในสำนักต่างๆ ของชาวคริสต์ มีความรู้เรื่องพระเจ้าอย่างดี มีวุฒิการศึกษาทางศาสนาสูง หลายคนจบจากสถาบันที่ได้รับการยอมรับ ได้รับศาสนศักดิ์ที่สูงส่ง เป็นที่ยอมรับทั่วไปในเรื่องการเทศนาที่ยอดเยี่ยมและเร้าใจ แต่พอมาเจอเรื่องการปลดปล่อยนี้หลายคนยังมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องนี้เพียงเล็กน้อย บางคนไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึง ไม่เคยมีประสบการณ์ยังไม่พอ กลับคิดและปฏิบัติการต่อต้าน อาจเป็นเพราะได้รับคำสอนที่ไม่ได้เน้นมาทางนี้ อาจารย์ที่อบรมสั่งสอนมาไม่ได้เจาะลึกเรื่องนี้ สอนแต่ทฤษฎีศาสนศาสตร์เชิงระบบ จึงอาจคิดว่าไปว่า การทำหน้าที่อภิบาลผู้เชื่อ หรือสมาชิกให้มีความรู้เรื่องทางศาสนา คือ การสอนให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกิดความเชื่อ จนกลายเป็นสมาชิกที่อ่อนน้อม เชื่อฟังผู้นำ ถวายทรัพย์เข้ามาให้องค์กรให้ครบถ้วนสิบเปอร์เซ็นต์ ก็เพียงพอแล้ว

ที่ผมพยายามเกริ่นนำมาพอสมควร ก็เพื่อสร้างความตระหนักว่า ผู้เชื่อของพระคริสต์ที่เติบโตแล้ว น่าจะสนใจเรื่องการขับผี การปลดปล่อยบ้าง เพราะสิ่งนี้ คือพันธกิจหลักที่พระเยซูทำ พระเยซูมาเพื่อนำคนกลับใจมาหาพระเจ้า เพื่อบอกกับคนในสมัยนั้นว่า เพราะองค์คือทางรอดบาป เป็นแสงสว่างของชีวิต เป็นผู้ถูกเจิมแต่งตั้งให้มีสิทธิอำนาจ เหนืออำนาจบาป วิญญาณร้าย และโรคภัยไข้เจ็บ ดังนั้นพระเยซูไปที่ไหนก็มีการหายโรค มีการขับวิญญาณ มีการปลดปล่อย มีการทำการอัศจรรย์อย่างมากมายในหนังสือพระกิตติคุณทั้งสี่

ผมอยากเสนอข้อคิดว่า จุดประสงค์ของพระเยซูคริสต์นี่ยิ่งใหญ่มาก คือการทำให้คนพ้นทุกข์ รอดจากบาป ได้รับชีวิตที่มีสันติสุข ตายแล้วได้ไปพบกับพระเจ้า วิญญาณได้เข้าสู่เมืองแห่งความสุข ด้วยการเชื่อถือในพระองค์

ผมขอตั้งขอคำถามว่า ศาสดาองค์อื่นๆ หรือศาสนาอื่นๆ เขาไม่สอนหรือว่า ให้มนุษย์ที่ถือศาสนาของเขา หรือเข้าลัทธิของเขาแล้วจะได้รับสิ่งที่มนุษย์ต้องการ ได้พบกับความสุข มีความสำเร็จ วิธีปฏิบัติให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข เมื่อตายแล้วยังได้มีชิวิตทีดีหลังความตาย ทุกศาสนาก็สอนให้มนุษย์เป็นคนดีทั้งนั้น คำๆ อาจนี้เป็นคำพูดที่ ศาสนิกศานาอื่นใช้พูดต่อต้านชาวคริสต์ ตอนที่พวกคริสเตียนพากันไปแจกไปปลิว เพื่อประกาศเรื่องความรอดจากบาปของพระเยซูมิใช่หรือ

ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ถ้าพระเยซูไปที่ไหนพระเยซูไม่ทำการอัศจรรย์ ไม่ขับผี ไม่รักษาคนป่วย พระเยซูคริสต์จะมีคนติดตามพระองค์หรือเปล่า ผมเชื่อว่าการสำแดงพระเดชานุภาพของพระเจ้าด้วยการรักษาคนป่วย การขับผี คือพันธกิจที่ดึงดูดความสนใจของคนที่เป็นผู้นำทางด้านการประกาศข่าวประเสริฐด้วยซ้ำ

แต่น่าเสียดาย ในปัจจุบันชาวคริสต์ทั้งหลายได้สร้างโบสถ์ขึ้นมาหลายแห่งในทุกจังหวัด บางแห่งก็มีความเจริญในระดับหนึ่ง พอมาถึงจุดหนึ่งแทนที่พวกเขาจะสามัคคีกันในการทำการประกาศ พวกเขาต่างพยายามสร้างกำแพงป้องกันไม่ให้ลูกแกะของเขาออกไปกินอาหารนอกคอกแกะ พวกเขาตีกรอบล้อมสมาชิกอย่างเป็นระบบ ผมเข้าใจว่าชาวคริสต์จำนวนมากที่เจริญแล้วในความเชื่อรู้สึกอึดอัดกับระบบการบริหารงาน และการปกครองระบอบนี้อย่างมาก เพราะโบสถ์มีเจตนาดีที่จะสร้างผู้เชื่อให้เข้มแข็ง แต่หลายแห่งยังไม่สามารถค้นพบวิธีการสร้างคนให้เป็นสาวกได้ ผู้เชื่อยังไม่ได้ค้นพบกับฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าในชีวิตของพวกเขา พวกเขาหลายคนจึงพยายามแสวงหาสิ่งที่เขาเรียกว่าฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อเข้าสู่อีกมิติหนึ่งของชีวิตคริสเตียน นั่นคือการก้าวไปสู่ความเชื่อระดับที่สูงกว่า คือความเชื่อในระดับที่ได้รับของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีความสามารถใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณ เพื่อออกไปประกาศพระนามของพระเยซูอย่างเกิดผล

แน่นอนทีเดียวครับ ในเรื่องการขับวิญญาณ เป็นโจทย์ปัญหาที่สำคัญสำหรับผู้นำคริสตจักรจำนวนไม่น้อย เพราะองค์ความรู้ทางด้านนี้ถูกปิดกั้น ถูกขัดขวาง ถูกป้ายสี ว่าเป็นสิ่งที่หมดไปแล้วเมื่อสองพันปีก่อน ผู้นำชาวคริสต์จำนวนมากเข้าใจคลาดเคลื่อน มีความเชื่อว่า การขับผีคือของประทาน ดังนั้นเราจึงได้ยินเสมอๆ เมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้ หลายครั้งเราได้ยินผู้นำหลายคนพูดคำๆ นี้ คือ “ผมไม่มีของประทาน”

ครั้งใดก็ตามเมื่อมีเหตุการณ์สมาชิกถูกผีสิง ผู้นำชาวคริสต์จะเกิดความยุ่งยากใจ หลายคนเสียค่าโทรศัพท์ไปมาก โทรศัพท์ร้อนจนแถบจะไหม้เพราะใช้งานมากเพื่อโทรหาผู้รู้ หรืออาจารย์ใหญ่เพื่อสอบถามวิธีการ เมื่อได้วิธีการแล้วก็เอามาปฏิบัติ แต่น่าแปลกนะครับ เราพบว่า ความรู้และวิธีการที่ถูกต้องที่ได้มา กลับเอามาใช้งานไม่ได้ผล

ทำไมมันถึงไม่ได้ผล นี่คือคำถาม พระเยซูบอกว่า ผี(บาง)ชนิดนี้ ต้องขับออกด้วยการอธิษฐานและอดอาหาร มีบางคนบอกว่า “การขับผีนี่ขับออกง่ายๆ เลยเราไม่ต้องไปพูดคุยกะมัน เราต้องไล่ส่งมันไปโลดเลย” คำตอบนี้ ใช่ได้และใช้ไม่ได้ครับ เพราะผีบางชนิดมันเป็นผีระดับธรรมดา มีฤทธิ์ไม่มาก ไม่มีความแข็งแกร่ง เป็นผีอดอยากไม่มีเรี่ยวแรงมาก แต่หากคนที่ว่าตนแน่ไปเจอผีระดับเทพ ระดับพรหม หรือ เจ้าเมืองที่พวกเขาได้กินเครื่องสังเวย ได้กินเลือดแล้ว บางคนจะต้องหนาวแน่ๆ หากท่านไม่รู้จักวิธีการ ดังนั้นในบทความนี้ ผมจึงใคร่ขอนำเสนอข้อแนะนำ ข้อคิด ข้อควรปฏิบัติ ข้อควรระวังใน ในการเกี่ยวข้องกับเรื่องวิญญาณอื่น ดังนี้ครับ

ความเข้าใจเกี่ยวกับการขับวิญญาณ และความเข้าใจพื้นฐาน

ก. วิญญาณชั่วจะไม่สามารถทำร้ายคนใดที่ไม่ได้ทำบาป หรือไม่เป็นทาสของบาป

ข. กฎของพระเจ้าคือหว่านสิ่งใดได้สิ่งนั้น ยังใช้ได้เสมอ คนที่ทำไม่ดีกับคนอื่น หรือเกลียดคนอื่น ทำสิ่งที่ละเมิดกฎศีลธรรม ทำสิ่งที่ฝืนกับมโนสำนึกที่ดี คือผู้ที่เข้าข่ายตกอยู่ในอิทธิพล และการครอบครองของวิญญาณอื่น

ค. คนที่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์ การสักยัณห์ การถือวิทยาคม การไปรับองค์ รับเจ้า รับเทพ ไปกราบไหว้ หรือมีวัตถุที่เป็นสัญลักษณ์ของวิญญาณ หรือเกี่ยวข้องกับวิญญาณ หรือรูปเคารพ เป็นผู้ที่ได้เปิดโอกาสให้วิญญาณอื่นมามีอิทธิพลต่อชีวิต สุขภาพ ความคิด และพฤติกรรมได้

ง. คนที่เคยเข้าไปร่วมพิธีการทรงเจ้า เข้าผี การไหว้วิญญาณครู หรือไปร่วมสังเกตการในพิธีเหล่านี้ มีสิทธิที่จะได้รับอิทธิพลจากวิญญาณอื่น

จ. คนที่พ่อแม่เป็นผู้เชิญให้วิญญาณอื่น หรือวิญญาณรูปเคารพมาคุ้มครอง หรือมาปกป้องอาจตกเป็นเหยื่อของวิญญาณโดยที่เขาไม่รู้ตัว เพราะพ่อแม่มีสิทธิอำนาจทางวิญญาณที่ปกคลุมอยู่เหนือลูกๆ

ฉ. คนที่ไม่มีพระวิญญาณของพระเจ้าปกป้องแล้วเผลอไปทำลาย หรือบุกรุกเขต อาณาบริเวณการสิงสถิตของวิญญาณ หรือไปเคลื่อนย้ายวัตถุสิ่งของที่มีเจ้าที่สิงสถิตอยู่ โดยไม่ได้บอกกล่าวขออนุญาต (ในข้อนี้ในบางกรณี คริสเตียนจำเป็นต้องรื้อทำลายสัญลักษณ์ทางวิญญาณต่างๆ เราจะไม่มีการขออนุญาต เพราะผู้เชื่อแท้มีสิทธิอำนาจอันชอบธรรมในการรื้อทำลาย หากเจ้าของเขาอนุญาตให้ทำ) หากชาวคริสต์คนใดที่ไม่มีการเจิม ไม่มีการทรงสถิตของพระเจ้าเผลอไปทำอาจได้รับการจู่โจมทางวิญญาณได้ คำว่า "ไม่เชื่ออย่าหลบหลู่ " ยังใช้ได้ดี

ช. การแขวนไม้กางเขนไม่สามารถกันผีได้ เพราะไม้กางเขนไม่ถือว่าเป็นรูปเคารพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่
สามารถมีฤทธิอำนาจในตัวเอง เพื่อต่อสู้กับวิญญาณอื่น

ซ. โปรดติดตามตอนที่สาม

HOME กลับไปหน้าแรก

อ่านการขับผีตอนที่ หนึ่ง คลิก

อ่านการขับวผีตอนที่สอง คลิก

อ่านการขับผีตอนที่ สาม คลิก
'"

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ5/29/2554

    ชอบมากครับอ่านเเล้วเข้าใจดีขึ้น

    ตอบลบ

You may post your comments here.
หากท่านมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมหรือเสนอแนะเชิญออกความเห็นได้
(กรุณาใช้ข้อความสุภาพ และสร้างสรรค์)