แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รวีวารศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รวีวารศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

ความเป็นมาของรวีวารศึกษา-ตอนที่ 4

การจัดการหลักสูตรรวีวารศึกษา

คำจำกัดความของหลักสูตรมาจากคำว่า “ลู่แข่งขัน”หลักสูตรเป็นแนวทางที่จะทำให้การทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ สำหรับอุปกรณ์ประกอบหลักสูตรเช่น หนังสือครูหนังสือนักเรียน รูปภาพเกมท่องจำ ซึ่งในแต่ละอย่างนั้นก็จะมีวิธีใช้ที่แตกต่างกัน หลักสูตรที่วางแผนสำหรับผู้ใหญ่ ส่วนมากแล้ววัยหนุ่มสาวจะรู้สึกว่าเขาไม่ต้องการบทเรียนที่สอนทั่วไปเพราะพวกเขาได้ยินมาตลอด แต่บทเรียนนั้นต้องเป็นบทเรียนที่เฉพาะเจาะจงตรงกับสิ่งที่เขาสนใจ หรือการท้าทายการถวายตัวรับใช้ เช่นหลักสูตรการศึกษาพระคัมภีร์ จะเป็น การศึกษาพระคัมภีร์ทั้งเล่มหรือการหาความหมายสำหรับชีวิตของพวกเขา สำหรับหลักสูตรเลือกก็เป็นอีกแนวทางที่จะช่วยให้ผู้เรียนกับนักเรียนไปด้วยกันได้ และตรงตามความต้องการของผู้เรียนการจัดอบรมผู้นำ เป็นแนวทางที่จะทำให้มีคนหนุ่มสาวได้เริ่มในการรับใช้ช่วยให้คริสตจักรเข้มแข็งขึ้นอีกด้วย การเน้นหลักสูตรก็จะอยู่ใน 3 ด้าน คือ

1. พระคริสต์เป็นศูนย์กลาง
2. พระคัมภีร์เป็นรากฐาน
3. สัมพันธ์กับนักเรียน

การเลือกบทเรียนในการสอนจะอยู่ในบรรทัดฐานของเนื้อหาทาง
ศาสนศาสตร์ เนื้อหาบทเรียน รูปลักษณ์ของบทเรียน ความช่วยเหลือของครูและความช่วยเหลือของนักเรียนด้วย

วิธีการสอน

การสอนโดยการอธิบายพระคำของพระเจ้า ครูผู้บรรยายจะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจบทเรียนที่ตนสอนและต้องเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีโดยคำนึงอยู่เสมอว่า ครูเป็นผู้เลี้ยงที่ต้องนำแกะไปยังทุ่งหญ้าเขียวสด การเกี่ยวข้องกับนักเรียน ครูนอกจากจะอภิปรายแล้วยังต้องเปิดโอกาสให้กับนักเรียนได้ถาม/ตอบด้วย และในการสอนนั้นต้องมีกิจกรรม เพราะสำหรับเด็กการเรียนรู้ไม่ใช่เป็นการนั่งเรียนในชั้นเรียนเท่านั้นเพราะการนั่งฟังไม่ใช่นิสัยของเด็ก การเรียนรู้ของเขาต้องครอบคลุมไม่จำเจ เด็กต้องการทักษะสิ่งใหม่ ๆ ที่เขาจะได้แสดงออกอยู่เสมอ ๆ กิจกรรมสามารถช่วยให้เด็กได้พัฒนาในด้านการแสดงออก เป็นการจินตนาการที่เขาตั้งใจไม่ว่าจะเป็น การวาดรูประบายสี หรืองานฝีมือต่าง ๆ การจัดห้องเรียนก็เป็นการเรียนบทเรียนไปในตัวเช่นการติดรูปที่เล่าเรื่องต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ตามผนังห้องเรียน การสอนเด็กที่ดีครูต้องรู้จักให้กำลังใจแก่เด็กชมเขา สร้างวินัยให้แก่เขาให้กลายเป็นนิสัยส่วนตัวของเขา

การสร้างสาวกผ่านทางรวีวารศึกษา
เมื่อนักเรียนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาระดับหนึ่ง ครูรวีต้องมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่องจนเขาสามารถหากินอาหารเองได้ การปลุกเร้าระดมให้ผู้เรียนได้อุทิศชีวิตของพวกเขาแด่พระเยซูคริสต์ อีกด้านหนึ่งคือ ครูเป็นแบบอย่างแก่แก่ผู้เรียนในการประกาศก็จะช่วยให้พวกเขาได้มีความกล้าหาญในการประกาศ โดยการมุ่งเน้นเป้าหมายมาที่ผู้เรียนจะช่วยให้เขาพัฒนาของประทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ครูผู้สอนไม่ควรมองข้ามอีกอย่างคือ การชมเชยในสิ่งที่ผู้เรียนได้ทำ จะเป็นการกระตุ้นให้เขามุ่งมั่นต่อไปที่จะทำดีเพราะเขารู้ว่าครูเห็นในสิ่งที่เขาทำ

กฎแห่งการเติบโตของงานรวีวารศึกษา
พระเจ้าทรงคาดหวังให้การเจริญเติบโตในด้านจำนวน (กจ.6.7) ขบวนการของรวีวารศึกษาคือการเจริญเติบโตและการเห็นผลของพระวิญญาณเกิดขึ้นในผู้เรียนด้วย ส่วนด้านความรู้เป็นสิ่งที่ควบคู่กันกับการเติบโตตัวอย่างจาก กจ.2.41-42 คนทั้งหลายได้ขะมักเขม้นฟังคำสอนของพวกอัครทูต

พื้นฐานการเจริญเติบโตของรวีวารศึกษาแบ่งออกเป็น 4 อย่างคือ
1. กฎแห่งการขยายออกไป
2. กฎแห่งวินัย
3. กฎแห่งการบริหารและการจัดองค์กร
4. กฎแห่งการเป็นผู้นำ ซึ่งกฎทั้งสี่นี้เป็นกุญแจแห่งการเจริญเติบโต

องค์ประกอบของการสร้างสาวก เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่ใช้เทคนิคช่วยหรือการนำกิจกรรมเข้ามาช่วยหรือในการสอนมีกิจกรรมที่น่าสนใจ และสามารถนำคำสอนไปใช้ได้จริง การเป็นผู้นำที่ดีควรเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ดี เรียนรู้จักการใช้เทคนิคต่าง ๆ ส่วนฝ่ายวิญญาณต้องได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้ามีความเข้าใจในพระคัมภีร์และสามารถะนำมาประยุกต์ใช้ได้

อนาคตของงานรวีวารศึกษา

งานรวีวารศึกษาเกิดขึ้นจากบุคคลที่มีความห่วงใยในชีวิตของคนที่ไม่มีใครสนใจจากบุคคลที่เป็นภาระของสังคมเป็นอันตรายต่อคนทั่ว ๆ ไปเป็นอันพาล กระจกส่องหลังที่เปี่ยมไปด้วยพลังที่เกิดผล หลังจากสงครามกลางเมืองสงบลง ปี 1866 จอห์น เอช วินเซนต์ ได้จัดทำหนังสือ ซันเดย์สคูล ทีเชอร์ ซึ่งเป็นระบบใหม่ของรวีวารศึกษา ในปี 1872 บทเรียนนี้ก็เป็นที่รู้จักกันในทุกคณะ แม้แต่ในแคนาดาก็ได้นำบทเรียนนี้ไปใช้ด้วย

สรุป

งานรวีวารศึกษา เป็นงานที่เริ่มต้นมาอย่างมีหลักการ และมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง การศึกษาและพัฒนาด้านจิตวิญญาณของผู้เชื่อเป็นสิ่งจำเป็น และสำคัญอย่างยิ่งยวด การสอนพระวจนะของพระเจ้าคือวิธีการที่จะช่วยให้ผู้เชื่อทุกระดับอายุ ทุกระดับความเชื่อมีการพัฒนาขึ้นไปสู่ความเจริญงอกงามทางด้านจิตวิญญาณ ความเชื่อ ความรัก และเป็นคริสเตียนที่เกิดผลอย่างแน่นอน

ความเป็นมาของรวีวารศึกษา-ตอนที่ 3

แนวคิดการจัดการสอนรวีวารศึกษา สำหรับคริสตจักรในประเทศไทย

รวีวารศึกษา เป็นการตอบสนองพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์ ใน วลีที่บอกว่า “สอนให้พวกเขาถือสิ่งสารพัด” ในการจัดรวีวารศีกษา จะช่วยในการสอนอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมากต่อสมาชิกผู้เชื่อในคริสตจักร ที่จะได้เรียนรู้พระคำของพระเจ้าอย่างเป็นระบบ จะช่วยทั้งในด้านหลักข้อเชื่อและการเจริญเติบโตในฝ่ายวิญญาณอย่างสมบูรณ์ ซึ่งรวีวารศึกษา เป็นมากกว่าบทเรียนที่นำมาขั้นเวลาในเช้าวันอาทิตย์เท่านั้น แต่รวีวารศึกษาเป็นเหมือนแขนที่เป็นอวัยวะที่สำคัญส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือเป็นอวัยวะที่สำคัญส่วนหนึ่งในคริสตจักรเช่นกัน รวีวารศึกษาไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะในคริสตจักรเท่านั้น แต่ยังเป็นแขนที่เอื้อมออกไป สู่สังคมข้างนอก นอกจากนี้เมื่อเราได้มีโอกาส ลงในพื้นที่ รวีวารศึกษายังช่วยให้ผู้หลงหายได้มีโอกาสเข้ามาร่วมสามัคคีธรรมกันในชั้นเรียนอีกด้วย ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือจากการสร้างคนผ่านทางรวีวารศึกษา มีคนหนุ่มสาวมากมายที่ถวายตัว รับใช้เพระเจ้าโดยการเป็นมิชชั่นนารี ออกไปประกาศต่างประเทศมากมายอีกด้วย

การจัดองค์กรรวีวารศึกษา
ในตอนเริ่มแรกการจัดระบบรวีวารศึกษายังไม่มีการปรับปรุงเท่าใดนัก เพราะขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในการจัดระบบ เมื่อคริสตจักรมีการเจริญเติบโต และมีผู้เชื่อหลายวัยอยู่ร่วมกัน การแบ่งการจัดการในลักษณะการวางแผนเป็นองค์กรรวีวารศึกษา จึงจำเป็นต่อการสอนตามวัย และขนาดความเชื่อ ซึ่งจัดแบ่งเป็นรวีชั้นต่าง ๆ ดังนี้

1. ชั้นรวีฯ เด็ก
2. รวีฯ ยุวชน
3. รวีฯ อนุชน
4. รวีฯ ผู้ใหญ่

ผู้สอนมีบทบาทและหน้าที่ช่วยให้นักเรียนเข้าสู่ความจริงของพระคัมภีร์ เปิดโอกาสให้เขาได้ถาม อภิปราย ตอบคำถามและที่สำคัญคือ ต้องไวต่อการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วย เพื่อผู้เรียนจะได้รับความรู้และเติบโตในฝ่ายวิญญาณอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามรวีวารศึกษาต้องไปเคียงข้างกับคริสตจักรเป็นแขนที่เสริมสร้างให้คริสตจักรเจริญขึ้น

การบริหารงานรวีวารศึกษา
การบริหารรวีวารศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพราะเมื่อคริสตจักรเติบโตขึ้น ศิษยาภิบาลเพียงคนเดียวไม่สามารถที่จะดูแลผู้เชื่อทั้งคริสตจักรได้ทั้งหมด ในการตั้งคณะกรรมการรวีวารศึกษานั้นผู้ที่เข้ามาต้องมีเป้าหมายเดียวกันคือ การสร้างสาวกของพระเยซูคริสต์ ต้องช่วยกันระดมความคิด จัดทำหลักสูตร อุปกรณ์และรายการต่าง ๆ ตามพระคำของพระเจ้าพระเจ้าทรงห่วงใยคนทุกชนชาติ เราจะเห็นได้จากหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 31.11-12 “จงเรียกประชาชนให้มาชุมนุมกัน ทั้งชายหญิงและเด็กและคนต่างด้าว” นำพระคัมภีร์ใหม่ พระเยซูเองก็เป็นผู้ที่ต้องการให้ทุกคนได้รับความรอด ในพระมหาบัญชาพระองค์ได้สั่งให้ออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องของพระเจ้าหรือผู้ที่หลงหายที่คนเหล่านี้จะได้กลับอยู่ในทางของเจ้าอีกครั้ง การจัดรีวารระศึกษายังทำให้คนโตเร็วและเข้มแข็งในความเชื่อ

การจัดการ ทำให้เราสามารถมองเห็นกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนทำให้เรารู้ว่าเราควรจะติดตามกลุ่มเป้าหมายกลุ่มไหน การทำศาสโนประชากร หารายชื่อผู้ที่ไม่ได้มาคริสตจักรประจำ คนที่เราพามาคริสตจักร เพื่อนบ้านของเรา หรือการจัดกิจกรรม เช่น การเล่นบัดดี้ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การทุ่มเทของผู้นำที่ต้องขยันทุ่มเทพัฒนาบทเรียน สามารถแก้ไขสถานการเฉพาะหน้าได้ และเป็นผู้ที่ทุ่มเททั้งด้านร่างกายเวลา และด้านฝ่ายวิญญาณเป็นอย่างมาก

ความจำเป็นและหน้าที่ของผู้สอนรวีวารศึกษา

ความรับผิดชอบในการอภิบาลที่ทำหน้าที่การอภิบาลซึ่งครูรวีมีส่วนช่วยมาก เพราะศิษยาภิบาลคนเดียวไม่สามารถสอนทีเดียวหลายชั้นได้

ครูรวี จึงมีหน้าที่สำคัญอยู่สามอย่างด้วยกันคือ

1. นำฝูงแกะ
2. เลี้ยงฝูงแกะ
3. ป้องกันฝูงแกะ

คุณสมบัติของครูรวีคือ ต้องเป็นครูฝ่ายวิญญาณ ชีวิตส่วนตัวของครูต้องมีเวลาเฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้า ในด้านการพัฒนาต้องได้รับการอบรมฝึกฝน มีการสร้างวินัยในตัวชีวิตของครูต้องสอดคล้องกับสิ่งที่เขาสอนด้วย


เป้าหมายหลัก 3 ประการในการสอนรวีวารศึกษา
1. เกี่ยวกับนักเรียน ครูผู้สอนต้องนำวิญญาณของนักเรียนทุกคนเข้ามาถึงพระเยซูคริสต์

2. เกี่ยวกับหลักสูตร ครูนำพระคำของพระเจ้าไปถึงผู้เรียน ในการเรียนครูต้องเตรียมอุปกรณ์สื่อการ สอนอย่างดีเยี่ยม

3. เกี่ยวกับงาน ในชั้นเรียนเราต้องรู้จักนักเรียนในชั้นเรียนของเราเป็นอย่างดีและนอกชั้นเรียนเราก็ควรติดต่อกับเขาอยู่เรื่อย ๆ


การพัฒนาบุคลากรด้านการจัดการเรียนการสอนรวีวารศึกษา

ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเป็นครูรวีวารศึกษาที่ดีได้ ดังนั้นการจัดอบรมครูรวีจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับคนที่พระเจ้าเรียกให้รับใช้ การอบรมครูรวีจะช่วยเสริมทักษะใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นเรียนรู้จักการใช้สื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบข้างให้เป็นประโยชน์ รู้จักการผลิตสื่อการสอนปรับปรุงเทคนิคแนวคิดให้กว้างขึ้น นอกจากการฝึกอบรมพิเศษแล้ว ครูรวียังสามารถเรียนรู้ได้จากตารางของคริสตจักรท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย

มาตรฐานสำหรับงานรวีวารศึกษา


ขั้นตอนในการปรับปรุงรวีวารศึกษา มาตรฐานงานรวีวารศึกษา รวีวารศึกษาสอนเรื่องพันธสัญญา เป็นข้อตกลงระหว่างครูรวีกับฝ่ายรวีวารศึกษาซึ่งเป็นการตกลงกันเพื่อเป็นประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายครูต้องทำข้อตกลงเป็นลายลักอักษร หนึ่งปี บางที่ก็ใช้พันธสัญญาโดยคำพูดเท่านั้น เพื่อเป็นการรับรองการทำงาน

- กำหนดมาตรฐาน นโยบายต่าง ๆ

- กำหนดความต้องการ บุคลากร (ครูรวี)

- วิจัยความต้องการ การวางแผน

- ค้นหาจุดแข็ง ความก้าวหน้า

- ศึกษาบันทึกต่าง ๆ การออกไป

- การประเมินโดยการสังเกตการณ์ อุปกรณ์ต่าง ๆ

- ยุทธวิธีสำหรับการปรับปรุง

ความเป็นมาของรวีวารศึกษา-ตอนที่ 2



ตอนที่ 2 โดย RW MU.

เนื่องจากการเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ และนักหนังสือพิมพ์ โรเบิร์ท ไรเคส ได้ตีพิมพ์บทบรรณาธิการเกี่ยวกับการสอนรวีวารศึกษาในปี ค.ศ. 1983 เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ของเขาเป็นผลให้ การสอนรวีวารศึกษา แพร่หลายออกไปอย่างมาก ในปี ค.ศ.1985 มีการรวมตัวขององค์กรต่างๆ โดยไม่จำกัดคณะนิกายเพื่อจัดการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการจัดการสอนรวีวารศึกษา ต่อมาได้จัดตั้งเป็นสมาคมรวีวารศึกษา เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือ และพัฒนางาน ด้านนี้ โรเบิร์ท ใช้โรงพิมพ์ของเขาจัดพิมพ์เอกสารประกอบการสอนมากมาย ซึ่งได้แก่ หนังสือหัดอ่าน การสะกดคำ คู่มือการเรียนพระคัมภีร์ ข้อพระคัมภีร์สำหรับชั้นรวีวารศึกษา ซึ่งคัดลอกจากพระคัมภีร์

ในประเทศอังกฤษในเขต North of England ใน เวลส์ (Wales) และพบว่ามีทั้งผู้ใหญ่และเด็กเข้าชั้นเรียนรวีวารศึกษาประมาณ 1800 คน ต่อมามีหนังสือพิมพ์ที่มีอิทธิพลสูง อีก 2 ฉบับ คือ “The Gentleman’s Magzine” และ “Armenian Magazine” ได้ตีพิมพ์แนวคิด การจัดชั้นรวีวารศึกษาของ โรเบิร์ท ไรเคส จนทำให้แนวคิดการสอนรวีวารศึกษาเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขว้าง

ผลจากการจัดการสอนรวีวารศึกษา ทำให้สถิติอาชญากรรมในพื้นที่เมือง ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เด็กๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถอ่านออกเขียนได้ ได้รับการอบรมบ่มนิสัยให้ดีขึ้น และมีความรู้พื้นฐานในความเชื่อทางศาสนา

แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการสอนรวีวารศึกษา เป็นที่สนใจของโบสถ์ต่างๆ และคริสเตียนกลุ่มต่างๆ ร่วมทั้งกลุ่มของ ฮันนา มอร์ (Hannah More) แ ละน้องสาวของเธอร่วมกันจัดทำหลักสูตร และ กิจกรรมต่างๆ ฮันนา มอร์และน้องสาว ได้คิดวิธีการสอนแบบต่างๆ ในชั้นเรียนรวีวารศึกษาให้น่าสนใจ และมีกิจกรรมที่สนุกสนาน มีโครงการสอนที่เหมาะสมกับระดับของผู้เรียนในช่วงอายุและวัยที่แตกต่างกันของผู้เข้าชั้นเรียน การสอนเน้นความหลากหลายตาม เพศ วัย ของผู้เรียนชั้นเรียน เน้นกิจกรรมที่น่ารื่นรมย์ มีการร้องเพลงเพื่อดึงดูดความสนใจของเด็กๆ

การสอนรวีวารศึกษาตอบสนองต่อความต้องการของ พ่อแม่ที่อยู่ในชนชั้น
กรรมาชีพ ที่ต้องการให้ลูกได้เรียนรู้ และเป็นการถ่ายทอดค่านิยม ที่ว่า ทุกคนต้องเป็นคนจริงจัง ทำงานหนัก มีวินัย ขยัน อดทน พัฒนาตนเอง และลัทธิที่เชื่อว่า ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน(Egalitarianism) และการอยู่ในระบอบคอมมูน (Communalism) การสอนรวีวารศึกษาในระยะนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสอนเพื่อพัฒนาการทางด้านการอ่านออกเขียนได้ และความรู้ทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดวัฒนธรรม ของคนในชนชั้นกรรมาชีพด้วย

ในปี ค.ศ. 1831 การสอนรวีวารศึกษาในประเทศอังกฤษ เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นอย่างมาก มีเด็กเข้าชั้นเรียนในแต่ละอาทิตย์ประมาณถึง 1,250,000 คน ซึ่งเป็นค่าทางสถิติประมาณ ร้อยละ 25 ของประชากรขณะนั้น การสอนรวีวารศึกษาถือเป็นงานที่บุกเบิกด้านการสอน ในระบบโรงเรียน หรือโรงเรียนรัฐบาล

ความเป็นมาของรวีวารศึกษา-ตอนที่ 1

รวีวารศึกษา
โดยRW MU.

ความหมาย
1. การศึกษาหรือโรงเรียนโดยทั่วไปที่มีความเกี่ยวข้องกับโบสถ์ หรือศาลาธรรมของชาวยิว ที่ให้การศึกษาอบรมทางด้านศาสนาสำหรับเด็กในวันอาทิตย์
2. ครูหรือ นักเรียนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาอบรมทางด้านศาสนาในวันอาทิตย์

ประวัติและความเป็นมา

โรเบิร์ท ไรเคส เกิดเมื่อวันที่ 14 กันยายน ค.ศ. 1736 เสียชีวิต เมื่อ 5 เมษายน ค.ศ. 1811 (Robert Rikes of Gloucester 1735-1811 A.D.) เขาเป็นนักสังคมสงเคราะห์ และเป็นฆราวาส ในคณะ แองกลิกัน เกิดที่เมือง Gloucester เป็นบุตรคนโต ของ นาง Mary Drew และ นาย Robert Raikes ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์ โรเบิร์ท ไรเคส มีภรรยาชื่อ นาง Anne Trigge มีบุตร 3 คน และธิดา 7 คน โรเบิร์ท ไรเคส มีบุคลิกร่าเริง ช่างพูด และเป็นคนใจดี เขาเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ และเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ Gloucester Journal
แรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ทำให้โรเบิร์ท จัดชั้นเรียนรวีวารศึกษา คือการที่เขาได้ไปเยี่ยมย่านสลัม หรือย่านเสื่อมโทรมของเมือง เขารู้สึกหดหู่ที่ได้เห็นความเสื่อมโทรมต่างๆ ที่เด็กได้รับ จากสภาพความเป็นอยู่ของเด็กที่รับจ้างทำงานในสถานที่เสื่อมโทรมขาด สวัสดิการ ไร้การศึกษา เขาจึงนำเรื่องไปปรึกษากับ ศาสนาจารย์ โทมัส สต๊อก (Thomas Stock) แห่งหมู่บ้าน Ashbury, Berkshire พวกเขาได้แนวคิดว่า เวลาที่ดีที่สุดที่จะสอนเด็กๆ คือวันอาทิตย์เพราะเป็นวันหยุดทางศาสนาคริสต์อยู่แล้ว และโรเบิร์ทเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างในการจัดชั้นเรียนรวีวารศึกษา

ในครั้งแรกที่เขาจัดการสอนชั้นรวีวารศึกษา มีผู้เข้าเรียนเป็นเด็กชายเพียง 1 คน แรงบันดาลใจด้านการจัดการเรียนการสอนอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาจัดชั้นเรียนเกิดขึ้นเมื่อเขาบังเอิญไปเห็นเด็กโตกำลังสอนเด็กเล็ก ต่อมาในชั้นเรียนก็มีเด็กหญิงเข้ามาเรียนด้วย ภายใน 2 ปี ชั้นเรียน มีโรงเรียนหลายแห่งเปิดสอนรอบๆ เมือง Gloucester ในการจัดการเรียนการสอน โรเบิร์ท ให้เด็กๆ อายุระหว่าง 6-14 ปี มาเรียนเวลาประมาณ 10.00 นาฬิกา ร่วมชั้นเรียนจนถึงเที่ยงวัน แล้วให้กลับไปบ้าน แล้วมาใหม่ในเวลา 13.00 นาฬิกา หลังจากหัดอ่านหัดเขียนแล้ว เด็กๆ จะถูกพาไปโบสถ์ และสอน และจ้างให้ท่องข้อเชื่อต่างๆ จนถึงเวลา 17.00 น. เขาก็จะปล่อยเด็กให้กลับบ้าน โดยให้เด็กสัญญาว่าจะกลับไปบ้านอย่างเงียบๆ และไม่ทำเสียงดังวุ่นวาย เด็กๆที่มาเข้าชั้นเรียนในตอนแรกส่วนใหญ่เป็นเด็กมาจากครอบครัวยากจนมาก ขาดแคลนทุกอย่าง ตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า พ่อแม่ พ่อแม่ของพวกเขามักถูกจำคุก หรือตายจากไปแล้ว ขาดคนเลี้ยงดู บางครั้งเด็กๆ เหล่านี้ก็ถูกคุมขัง เจ็บป่วย เพราะทำงานหนักมากเกินกำลัง อยู่ในที่อาศัยที่คับแคบ สกปรก เด็กๆ ใส่เสื้อผ้าเก่า และขาด ไม่หวีผม มักจะมีการทะเลาะวิวาทกันบ่อย กับเด็กๆ ด้วยกัน

ในตอนแรกชั้นรวีวารศึกษาของ โรเบิร์ทถูกต่อต้านเนื่องจากมีคนคิดว่า การจัดการเรียนแบบนี้เป็น โรงเรียนรุ่งหริ่ง มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าการจัดชั้นเรียนของเขาเป็นการบ่อนทำลายระบบการศึกษาทางศาสนา และทำให้ความศักดิ์สิทธิของวันสะบาโต เสื่อมถอย และคริสเตียนไม่ควรรับจ้างในวันสะบาโต ในช่วงปี ค.ศ.1970 โรงเรียนหลายแห่งได้หยุดสอนการเขียน

โรเบิร์ท ไรเคส เป็นผู้จัดตั้งสมาพันธ์รวีวารศึกษา เริ่มตั้งแต่ ปี ค.ศ.1782 มีการจัดตั้งชั้นเรียน ซึ่งในตอนแรกมีการจัดกิจกรรมทั้งในวันเสาร์ หรือวันอาทิตย์ สำหรับเด็กยากจนที่รับจ้างทำความสะอาดปล่องไฟตามโรงงาน และตามบ้าน ในเขต Sooty Alley, แห่งเมือง Gloucester ในปี ค.ศ. 1980 (Kelly 1970: 75)

แท้ที่จริงมีการจัดการเรียนการสอนให้อ่านพระคัมภีร์ และทักษะพื้นฐานต่างๆ ในวันอาทิตย์มาก่อนบ้าง ในกลุ่มคณะพิวริทัน(Putiran) และ พวก อีเวนเจลิคอล (Evangelical Congregations) ในเขตแคว้น เวลส์ (Wales) แต่โรเบิร์ทกลับได้รับการยอมรับ และยกย่องให้เป็นผู้บุกเบิก และทำให้การสอนรวีวารศึกษาวันอาทิตย์แพร่หลาย และขยายไปอย่างมากมาย ถึงประมาณ 400 แห่ง ในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศอังกฤษ