การครองคู่ ความสัมพันธ์ที่ผิดเพี้ยน
ฟิล์ม-แอนนี่.."เกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิงในสังคมไทย? "
ในปฐมกาลบทที่ 1:27(อมตะธรรมร่วมสมัย) กล่าวว่า
ดังนั้นพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายของพระองค์
ตามพระฉายของพระเจ้านั้นพระองค์ทรงสร้างพวกเขาขึ้น
พระองค์ทรงสร้างทั้งผู้ชายและผู้หญิง...(บทที่1:31)กล่าวว่า
พระเจ้าทอดพระเนตรทุกสิ่งที่ทรงสร้างขึ้น ทรงเห็นว่า "ดียิ่งนัก"...
บทที่2:20...แต่อาดัมยังไม่พบผู้อุปถัมภ์ที่เหมาะสมเท่าเทียม
สำหรับเขา..(2:22)แล้วพระเจ้าทรงสร้างผู้หญิงขึ้น...
นานมากแล้วที่พระเจ้าได้ทรงสร้างผู้หญิงขึ้นเพื่อเป็น
คู่อุปถัมภ์ที่เหมาะสมกับผู้ชาย
หลังจากที่ได้ทรงสร้างผู้ชายขึ้นก่อน(ปฐมกาล1:19-20)
เราไม่เข้าใจทั้งหมดว่าพระองค์มีเหตุผลหนักแน่นเพียงใดที่ทำเช่นนี้
แต่พระองค์ก็ทรงเห็นว่า "ดียิ่งนัก"
แต่ว่าไม่ทันไรความสัมพันธ์ของชายและหญิง
ก็เริ่มมีปัญหาและนั่นดูเหมือนจะเป็นครั้งแรก
เมื่อความบาปยื่นมือเข้ามามีบทบาทในครอบครัว
ถ้าไม่นับความสัมพันธ์ของมนุษย์กับพระเจ้าแล้ว
ความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง
(โดยเฉพาะในฐานะคู่สมรส)
นับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างสูงเพราะพระเจ้าเองได้
ทรงเป็นผู้กำหนดสิ่งเหล่านี้ขึ้นและทรงคาดหวัง
ให้เกิดผลอันดีตลอดจนอุ้มชูความสัมพันธ์ที่สวยงามนี้เรื่อยมา
แต่มนุษย์ส่วนใหญ่กลับเป็นผู้ที่ทำให้ความหวังใจอันดีของพระเจ้า
ไม่ได้รับการตอบสนองในทุกยุคทุกสมัยจวบจนปัจจุบันนี้
ความสัมพันธ์ที่ผิดเพี้ยนไปของชายและหญิงเป็นปัจจัยหนึ่ง
ที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมที่รุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ
เช่น การฆ่าตัวตาย การทำแท้ง โรคซึมเศร้า โรคจิต
จำนวนโสเภณีที่เพิ่มมากขึ้น การมั่วsex ฟรีsex การเบี่ยงเบนทางเพศ
ปัญหาเด็กเร่ร่อน เด็กกำพร้าพ่อหรือแม่
เด็กทุพลภาพแต่เกิด การทำร้ายร่างกาย
ไปจนถึงการฆาตกรรมคู่สมรสหรือคนรัก
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลิตผลของความบาป
แม้ว่าบางอย่างเกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของมนุษย์เอง
แต่แน่นอนว่ามารซาตานอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้
สังคมไทยในวันนี้ชายหญิงจะใช้ชีวิตร่วมกันแบบ
ไม่มีการแต่งงานไม่ผ่านพิธีการทางสังคมและศาสนามากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นผู้ย้ายถิ่นเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่
ไม่เว้นแม้แต่ย้ายถิ่นเพื่อการศึกษาโดยนักศึกษาจะอยู่กินกัน
ฉันท์สามีภรรยาซึ่งพบได้ทั้งในกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่ๆ
ในขณะที่การแต่งงานมีการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายลดลง
แต่มีจำนวนการหย่าร้างมากขึ้นในปี 2551 หย่าร้าง20%
ในปี2552 เพิ่มเป็น 35% และในปัจจุบันปี2553 ใน100คู่
หย่าร้างถึง40คู่ และมีลักษณะของพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยวเพิ่มมากขึ้น
โดยเฉพาะแม่เลี้ยงเดี่ยว (Single mom) ซึ่งมีสถิติอายุน้อยลง
และจากสถิติสามารถบ่งชี้ได้ว่าสังคมไทยมีเด็กที่เกิด
ในครอบครัวที่มีแนวโน้มไม่สมบูรณ์เพิ่มขึ้นทุกปี
นอกจากนี้ในปัจจุบัน สถานภาพของผู้หญิงไทย
ดีขึ้นกว่าในอดีตมาก มีการศึกษาสูงขึ้น
และมีสถานภาพที่ดีขึ้นกว่าในอดีตซึ่งทำให้ผู้หญิงไทย
มีวิสัยทัศน์เปลี่ยนแปลงไปคือรู้สึกว่ามีอิสรภาพและ
พึ่งพาตนเองได้มากขึ้นผลที่ตามมาคือผู้หญิงไทย
อยู่เป็นโสดมากขึ้น ตั้งแต่ปี2530 เป็นต้นมา
อัตราผู้หญิงไทยเป็นโสดสูงขึ้นด้วยเหตุผลหลายประการ
เช่นต้องการความก้าวหน้าในอาชีพต้องการอิสระโดยไม่มีภาระ
นอกจากนี้ผู้หญิงไทยที่แต่งงานแล้วถ้าไม่พอใจในชีวิตคู่
ก็สามารถตัดสินใจหย่าได้ง่ายกว่าในอดีต
(ภัสสร ลิมานนท์ 2529)
ประกอบกับเทคโนโลยีอย่าง Internet
ทำให้บุคคลมีความสัมพันธ์ในวงกว้างมากขึ้นและเป็นช่องทาง
ที่สามารถใช้ในการตอบสนองเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ในลักษณะต่างๆได้อย่างเต็มที่
หลากหลาย รวดเร็ว ทรงประสิทธิภาพ
และเป็นเหมือนดาบสองคมที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์
ของครอบครัว นอกจากนี้ Internet ยังสามารถช่วยให้บุคคลเลือก
ในการที่จะมีความสัมพันธ์กับใครได้ตามใจชอบ
และสามารถเลือกได้ว่าเขาจะเป็นใครตามจินตนาการในโลก Online
สามารถใช้ค้นหาบุคคลที่ต้องการมีความสัมพันธ์ด้วยในลักษณะต่างๆ
เช่น Love matching, Sex matching
เป็นต้นโดยสามารถแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา
หรือแสดงออกได้อย่างที่ใจต้องการกับผู้คนจำนวนมากมาย
เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อเติมเต็มบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายและ
ไม่สามารถหาได้จากชีวิตจริงและนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้
ผู้คนจำนวนมากหลงใหลอยู่ในโลก Onlineจนเป็นเหตุให้ความสัมพันธ์ในชีวิตจริงบกพร่องและขาดความลึกซึ้งไปอย่างน่าเสียดายเพราะขาดสติในการใช้เทคโนโลยีและไม่ได้เอาใจใส่ในการพัฒนาความรู้ด้านการใช้ชีวิตคู่และนำไปปฏิบัติ
และนั่นก็คืออีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ของชายกับหญิงในวันนี้ สั้น ฉาบฉวย ขาดความอดทน ขาดการเรียนรู้ในการพัฒนาความสัมพันธ์ จนมีคำพูดว่า
"ไม่ดีก็เปลี่ยนใหม่" "ไม่ดีก็หาใหม่"
ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะที่แต่งงานแล้วหรือไม่ก็ตาม
โดยเฉพาะชาย-หญิงที่ยังไม่แต่งงานปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักมองว่า
การมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานเป็นเรื่องปกติ
ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวในปัจจุบันกว่าจะเดินทางเข้าสู่พิธีสมรส
ต่างฝ่ายอาจผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลในอดีตที่ไม่ใช่คู่สมรส
ของตนมาก่อนแล้วทั้งสิ้น(ในทัศนะของผู้เขียน)
ดูได้จากจำนวนโสเภณีไม่ต่ำกว่า 4ล้านคน
และเคยมีกรณีเลวร้ายที่เคยได้ยินกันอย่าง"ผู้หญิงนับแต้ม"
อย่างกรณีของ คุณฟิล์ม รัฐภูมิ กับ คุณแอนนี่ บรู๊ค และคู่กรณีชายอื่นๆ
ก็นับเป็นภาพสะท้อนอย่างดี(ที่ไม่ดี) ให้เห็นถึงความถดถอย
ทางศิลธรรมของสังคม
"เราคบกันแต่ไม่ใช่ฐานะแฟน"
(ไม่ใช่แม้กระทั่งแฟนแต่มีเพศสัมพันธ์กัน)
ถ้าเราไม่หลอกตัวเองจนเกินไปเราจะพบว่า
ความสัมพันธ์ของชายหญิงมากมายในสังคมไทยเป็นเช่นนี้มานานแล้ว
และในปัจจุบันผู้ที่มีส่วนในปัญหานี้เป็นผู้ที่มีอายุลดลงเรื่อยๆในระดับที่เรียกว่า
"เยาวชนของชาติ" และการล่วงประเวณีถูกประดิษฐ์ประดอยให้ดูนุ่มนวลขึ้นด้วยคำว่า"กิ๊ก"หรือชู้นั่นเองวันนี้สังคมไทยเรสนใจใคร่รู้แต่ว่าใครเป็นพ่อของเด็กแต่ไม่ค่อยลงลึกในประเด็นของความสัมพันธ์ที่ผิดเพี้ยนนี้ ตลอดจนผู้มีส่วนรับผิดชอบและเกี่ยวข้องไม่ได้ให้ความสำคัญกับเด็กที่ถือว่าเป็นเหยื่อของความถดถอยนี้เท่าทีควร
ผมไม่ได้มีเจตนาจะประณามคุณฟิล์มหรือคุณแอนนี่แต่กำลังบ่งชี้ถึงพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมที่เกิดขึ้นโดยคนของประชาชนคุณแอนนี่อาจทำไปเพราะยังเด็กและต้องการหารักแท้ของเธอด้วยวิธีการของเธอและฝ่ายชายก็อาจตอบสนองโดยที่เราก็ไม่อาจรู้ความจริง แต่ผลที่เกิดขึ้นก็คือสังคมของเรามีเด็กกำพร้าพ่อเกิดขึ้นอีก 1 คนอยู่กับแม่ซึ่งสังคมตัดสินไปแล้วว่าเป็นผู้หญิงที่คบชายมากหน้าหลายตา และจากนี้ไปไม่แน่ใจว่าเรื่องราวที่ผู้ใหญ่ก่อขึ้นจะส่งผลต่อชีวิตของเด็กในระยะยาว
แค่ไหน? อย่างไร?
สังคมไทยวันนี้เริ่มมีปัญหาคล้ายกับสังคมตะวันตกคือ ปัญหาระหว่าง individualism กับ familism ซึ่งผู้คนจำนวนมากคิดว่าครอบครัวไม่ใช่สิ่งสำคัญ บุคคลสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องมีครอบครัวและเป้าหมายของชีวิตคือการพัฒนาตนเองให้ไปถึงจุดสูงสุด แนวคิดนี้ทำให้คนจำนวนมากดำเนินชีวิตอยู่นอกระบบครอบครัว(Schwab และคณะ1993)
ในสหรัฐอเมริกามีการสำรวจครัวเรือน 91ล้านครัวเรือนพบว่า ครอบครัวที่มี พ่อ-
แม่-ลูกอยู่กันพร้อมหน้ามีเพียง 27% และ 75%ของคนในเมืองใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่คนเดียว (Single person family) นอกจากนี้คนยังเลือกที่จะอยู่เป็นโสดมากขึ้นและแต่งงานช้าลง
และอย่างที่กล่าวไปแล้วว่าปัจจุบันการเน้นความเป็นปัจเจกบุคคลมากเกินไปทำให้มีการมองข้ามความสัมพันธ์ในครอบครัว และเทคโนโลยีสื่อสารทำให้บุคคลมีความสัมพันธ์ในวงกว้างมากขึ้นและอาจทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวมีความเข้มข้นน้อยลง
ในประเทศตะวันตกหลายประเทศระบบครอบครัวกำลังประสบปัญหา ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า 50%ของคู่แต่งงานจะหย่าร้างกัน และ25%ของเด็กที่อาศัยในเมืองใหญ่จะมีพ่อหรือแม่เพียงคนเดียวมีผู้ชายจำนวนมากกำลังถอยหนีจากชีวิตครอบครัว และแม่จำนวนมากเลือกที่จะเลี้ยงลูกโดยปราศจากพ่อ
เป็นเวลากว่า15ปีผ่านมาแล้วที่นักสังคมศาสตร์ในสหรัฐอเมริกากำลังตั้งคำถามว่า "เกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง" และ "ทำไมการอุทิศตนให้กับชีวิตสมรสและครอบครัวจึงลดลง" (Furstenberg และ Harris1990
; Hartman1995)
สถานการณ์ในประเทศไทยวันนี้ก็ไม่ต่างจากในอดีตของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติมากนัก แต่ดูเหมือนว่าจะหนักหนากว่า และเสถียรภาพของสถาบันครอบครัวกำลังสั่นคลอนประกอบกับการอุทิศตนให้กับครอบครัวก็ลดน้อยลงเมื่อเราพิจารณาจากสถิติทางสังคมของประเทศไทยที่บ่งบอกถึงความถดถอยนี้ได้จากอัตราการหย่าร้างที่เพิ่มสูงขึ้นถึงเกือบ 40% จำนวนแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น (ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยรุ่นและวัยเรียนจะเลี้ยงดูลูก 1-2คนซึ่งปัญหาจะเกิดจากการหย่าร้างเป็นอันดับ1) จำนวนเด็กเร่ร่อนกว่า 30,000 คน (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กเร่ร่อนชายและมีการขายบริการทางเพศและมีแนวโน้มเป็นอาชญากรรมเด็ก) จากสถิติดังกล่าวทำให้อดคิดไม่ได้ จนต้องตั้งคำถามเช่นเดียวกันว่า
"เกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง"ในสังคมไทยวันนี้???
เราอาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าบุคคลจะอยู่ในประเทศที่เรียกว่าพัฒนาแล้ว ทั้งศาสนาความเชื่อ และไม่ว่าเชื้อชาติ วัฒนธรรมใด ล้วนเคยผิดพลาดในชีวิตสมรส หรือชีวิตรัก ไม่มากก็น้อย ในฐานะคริสเตียนไทยให้เราเรียนรู้ประเทศที่คนส่วนมากยอมรับว่าเจริญสูงสุดในทุกด้านอย่างสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่า และให้เราก้าวเดินอย่างระมัดระวัง แน่นอนว่าปัจจัยบางอย่างเราไม่สามารถควบคุมได้แต่สำหรับคริสเตียนแล้วเราเชื่อว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พระเจ้าจะทำให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่งกับคนที่รักพระองค์ อยู่ที่ว่าเราต้องทำส่วนของเราตามหน้าที่ให้ดีที่สุดด้วยสติปัญญาและการเชื่อฟัง
ให้เราเป็นเกลือแห่งโลกที่จะช่วยสังคมไทยให้บูดเน่าช้าลง เป็นแสงสว่างให้สังคมไทย และไม่ว่าแนวโน้มสถิติตัวเลขทางสังคมของประเทศไทยจะถดถอย ตกต่ำเพียงใดขอพระเจ้าเมตตาอย่าให้เราซึ่งเป็นลูกของพระองค์เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นต้นเหตุแห่งความเสื่อมนั้นเสียเอง เพื่อเป็นการตอบสนองการทรงสร้างด้วยความรักของพระเจ้า และ "เพื่อให้สมกับ"
ที่พระเจ้าได้ทรงตรัสไว้ ในปฐมกาลบทที่ 1:27 ว่า
....ดังนั้นพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายของพระองค์
ตามพระฉายของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างพวกเขาขึ้น
พระองค์ทรงสร้างทั้งผู้ชายและผู้หญิง...(บทที่1:31)..
พระเจ้าทอดพระเนตรทุกสิ่งที่ทรงสร้างขึ้นทรงเห็นว่า...
"ดียิ่งนัก"...
ขอพระเจ้าอวยพร
บทความจาก ข่าวคริสตชน
8 ตุลาคม ค.ศ. 2010
Key Words: สังคมไทย การครองคู่ การครองรัก ครองเรือน ปัญหาครอบครัว
เฟซบุ๊ค ไร้สาระ หรือมีสาระ
คนที่ติดเฟสบุ๊กมากที่สุดมีสิทธิ์ถูกเพื่อน "ลบทิ้ง" มากที่สุด
เพราะเบื่ออ่านข้อความไร้สาระที่มาบ่อยและซ้ำซาก
งานวิจัยดังกล่าวระบุว่า อาการ "เบื่อ"
เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดสำหรับเฟสบุ๊ก
ซึ่งเป็นสังคมออนไลน์ที่มีสมาชิกมากกว่า 500 ล้านคนทั่วโลก
การ "ลบเพื่อน"
เกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้เฟสบุ๊กคนหนึ่งตัดสินใจว่าจะไม่เป็นเพื่อนกับใครบางคน
อีกต่อไป และจัดการลบบุคคลคนนั้นออกจากรายชื่อเพื่อนของตน
นักวิจัยจากโรงเรียนธุรกิจเดนเวอร์แห่งมหาวิทยาลัยโคโลราโดทำการเก็บ
ข้อมูลจากผู้ใช้เฟสบุ๊ก 1,500 คน
เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจลบเพื่อนบางคนออก
ผลวิจัยพบว่า เหตุผลอันดับต้นๆคือ
ความรู้สึกเบื่อที่จะต้องรับรู้ว่าใครกินข้าวกับอะไร, ชอบดาราคนไหน,
ใช้เวลาเดินทางไปทำงานกี่ชั่วโมง ฯลฯ
การเขียนข้อความบนเฟสบุ๊กบ่อยเกินไป, คุยเรื่องการเมืองและศาสนา,
ถือความคิดของตนเองเป็นหลัก, เหยียดผิวและหยาบคาย
เป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้ถูกเพื่อนลบทิ้งได้
พ่อแม่ที่จู้จี้มักถูกลูกลบออกจากเฟสบุ๊ก
และคู่รักที่เลิกราก็มักตัดสัมพันธ์ออนไลน์ด้วยเช่นกัน
ร้อยละ 57 ของคนที่ลบเพื่อนบนเฟสบุ๊กระบุว่า
สาเหตุมาจากพฤติกรรมออนไลน์ของเพื่อนคนนั้น ส่วนร้อยละ 27
กล่าวว่ามาจากสาเหตุในชีวิตจริง
คริสโตเฟอร์ ซิโบนา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด
แนะนำเคล็ดลับเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตัดเพื่อนดังต่อไปนี้
"ข้อความที่ 100 เกี่ยวกับดาราคนโปรดของคุณ
จะกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อในทันที"
"คนมักจะห้ามไม่ให้คุยเรื่องศาสนาหรือการเมืองในวงสนทนา
สำหรับโลกออนไลน์ก็เช่นกัน"
ดร.ซิโบนา เสริมว่า คนที่ถูกเพื่อนลบมักไม่รู้สึกเสียใจอะไรนัก
และหลายคนกลับเห็นเป็นเรื่องตลกด้วยซ้ำ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 ตุลาคม 2553
จงขอบพระคุณพระเจ้าทุกกรณี
ขอบพระคุณเสมอ
เอเฟซัส 5:20-21 กล่าวว่า
"จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาสำหรับสิ่งสารพัดเสมอ
ในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา
จงยอมฟังกันและกันด้วยความเคารพในพระคริสต์"
ชีวิตคนเรามีอยู่สี่ระดับ
มีคนบางจำพวกที่เอาแต่บ่นต่อว่า คุณเคยเจอคนแบบนี้บ้างไหมครับ?
พวกเขาสามารถทำให้ห้องโล่งได้ทันทีที่ก้าวเข้ามา เรียกว่าเป็นระดับต่ำสุด
ต่อไป เป็นจำพวกที่ดำเนินชีวิตแบบไม่กตัญญูรู้คุณ คนพวกนี้จะไม่บ่น
แต่ก็ไม่เคยขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระพรที่เห็นได้ชัดเจน
จัดอยู่ในระดับดีขึ้นมาหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับดีอะไร
แล้วก็ บางพวกที่ขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระพรที่เห็นได้ชัดเจน
เมื่อมีสิ่งดีๆเกิดขึ้น พวกเขาจะรู้สึกกตัญญู
นับเป็นระดับขั้นที่เรียกว่าดี
ระดับสูงที่สุดคือพวกที่ขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณีและทุกเวลา
นี่คือเคล็ดลับของชีวิตที่มีความสุขและเกิดผล
โดย: Pastor Adrian Rogers
จาก: Daily treasure from the Words
Love worth finding ministries: www.lwf.org
RE: [ข่าวคริสตชน www.KaoChristian.com] HOME:ครอบครัวสุขสันต์ "สัมผัสด้วยใจ สร้างได้ด้วยการกระทำ"
Subject: ครอบครัวสุขสันต์ "สัมผัสด้วยใจ สร้างได้ด้วยการกระทำ"
From: Pattamarot Maksuriwong <pattamarot@hotmail.com
Date: 2010/9/27
HOME:ครอบครัวสุขสันต์ "สัมผัสด้วยใจ สร้างได้ด้วยการกระทำ"
โดยปัทมโรจน์ มากสุริวงศ์ คริสตจักรแห่งพระบัญชา กรุงเทพฯ
ผมได้มีโอกาสไปให้โอวาทในงานแต่งงานของพี่น้องในคริสตจักร
เมื่อวันเสาร์ที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา
มีข้อคิดน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่าน จึงได้นำมาแบ่งปันในวันนี้
ผมคิดว่าปัญหาครอบครัวเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย
ไม่ว่าจะเป็นการหย่าร้าง การนอกใจคู่สมรส
เด็กเกิดมาขาดความรักจากผู้เป็นพ่อแม่ เนื่องจากมีลูกเมื่อยังไม่พร้อม
เพราะมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร หน่วยงานในสังคมพยายามแก้ไขปัญหา
โดยรณรงค์ใช้อุปกรณ์ "คุมกำเนิด" ในความคิดผมคิดว่าเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ
แทนที่จะ "คุมกำเนิด" ผมว่าควรจะ
"คุมกำหนัด"น่าจะดีว่าเพราะเป็นการแก้ไขที่กระบวนความคิด คิดถูก
การกระทำที่ถูกก็ตามมา
ตามหลักการของพระคัมภีร์สอนเราในเรื่องเพศ
ว่าต้องคิดให้ถูกต้อง คิดผิดก็เป็นความบาปทางความคิด
ต้องจัดการควบคุมไม่ส่งผลทำผิดทางการกระทำ เรียกว่า "คุมกำหนัด"
มัทธิว 5:27-28
27 "ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา
28 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า
ผู้ใดมองผู้หญิงเพื่อให้เกิดใจกำหนัดในหญิงนั้น
ผู้นั้นได้ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว
ก่อนที่จะเลือกใครสักคนมาแต่งงานและอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว
ต้องแสวงหาการทรงนำจากพระเจ้า และพัฒนาความสัมพันธ์ จากการเป็นเพื่อน
เป็นคู่รัก คู่หมั้นและคู่สมรส
ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับผู้นำในคริสตจักรที่สอนผม
และให้คำแนะนำตั้งแต่ก่อนแต่งงาน จนมีชีวิตครอบครัว การรู้จักกันดีพอ
ทำให้เกิดความเข้าใจและมาสู่การตัดสินใจร่วมกันในการสร้างครอบครัว
มีบทเพลงจากหนังเรื่องหนึ่ง ร้องว่า "ยินดีที่ไม่รู้จัก ไม่รู้จัก
แค่รู้ว่ารักก็พอใจ แค่คำว่าไม่รู้จัก ไม่รู้จัก
รักเราก็ไม่ได้น้อยลงจริงไหม แค่มีเธอใกล้ๆ มันก็ใช่ ที่สุดแล้ว"
เนื้อหาข้างต้นเป็นท่อนร้องรับของเพลงวัยรุ่นที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้
และเป็นเพลงประกอบภาพยนต์ที่กำลังทำเงินอย่างมากมาย
เนื้อหาของภาพยนต์คือ ชายหนุ่มอกหักคนหนึ่งได้เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ
ต่อมาพลัดหลงกับกลุ่มทัวร์ และได้ไปพบกับนางเอกที่เดินทางไปเที่ยวคนเดียว
และมาโดนแฟนบอกเลิก ทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกัน เป็นเพื่อนกัน
และลงเอยด้วยรักกัน โดยที่ทั้งสองคนไม่รู้จักแม้นแต่ชื่อเสียงเรียงนาม
หนังเรื่องนี้ ชื่อว่า "กวน มึน โฮ" แต่ ผมขอเปลี่ยนเป็น "ชวน มา
โฮม(Home)" ชวนมาอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน สร้างครอบครัวด้วยความรัก
เริ่มต้นจากความรู้จัก จนมั่นใจ และตัดสินใจ ไม่ใช่ความสัมพันธ์ชั่วคืน
เป็นความสัมพันธ์ชั่วคราว แบบเพลง"ไม่รู้จักเธอไม่รู้จักฉัน"
เพลงประกอบหนังเรื่อง "สายลับจับบ้านเล็ก"
ดังนั้นควรจะเลือกใครคนที่ใช่ ไม่ใช่คนที่ชอบ เพราะบางทีคนถูกใจ
บางทีอาจจะไม่ถูกต้อง เพราะเราต้องแสวงหาการทรงนำจากพระเจ้าเพื่อแต่งงาน
กันมาอยู่ในครอบครัวเดียวกัน
ปฐมกาล 2:24 เพราะเหตุนั้นผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา
และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน
ผ มเชื่อว่า พระคริสตธรรมคัมภีร์ (Bible) เป็นคู่มือแห่งชีวิต
เป็นข้อปฏิบัติพื้นฐานในทุกด้านก่อนเราออกจากโลกนี้ (BIBLE : Basic
Instruction Before Leaving Earth) รวมถึงการดำเนินชีวิตครอบครัว
ขอนำหลักการพระคัมภีร์ มาเรียงร้อยเป็นคำภาษาอังกฤษ คือ คำว่า"HOME" คือ
บ้านนี้ต้องพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง สดุดี 127:1
ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงสร้างบ้าน บรรดาผู้ที่สร้างก็เหนื่อยเปล่า
ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงเฝ้าอยู่เหนือนคร คนยามตื่นอยู่ก็เหนื่อยเปล่า
มีบทกวีบทหนึ่งของ Frank Crane กล่าวไว้ว่า ... ความงดงามของบ้าน คือ
ความปรองดองกลมเกลียว ความมั่นคงของบ้าน คือ ความภักดีที่มีต่อกัน
ความยินดีของบ้าน คือ ความรัก ความหลากหลายของบ้าน คือ ลูก ๆ
ที่อยู่ร่วมกันในบ้าน กฎของบ้าน คือ การรับใช้ปรนนิบัติกันและกัน และ
ผู้ค้ำจุนบ้านนี้ ก็คือ "
"ครอบครัวสุขสันต์ สัมผัสด้วยใจ สร้างได้ด้วยการกระทำ"
H-Honor : ครอบครัวที่ให้เกียรติต่อกัน เป็นที่นับถือต่อคนทั้งปวง
ให้ความหมายถึง สิ่งที่ควรค่าแก่การให้เกียรติ ฮีบรู 13:4
จงให้การสมรสเป็นที่นับถือแก่คนทั้งปวง
และให้เตียงสมรสปราศจากความชั่วช้าเพราะคนมีชู้ และคนที่ล่วงประเวณีนั้น
พระเจ้าจะทรงพิพากษาโทษเขา
พระคัมภีร์ให้ความสำคัญในชีวิตสมรสต้องเป็นที่นับถือ
อยู่ในความบริสุทธิ์(Holy)
ภาพงานสมรสในโลกนี้เป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์ในทางที่บริสุทธิ์
ของผู้เชื่อ (คริสตจักร)เป็นเจ้าสาว และพระเจ้าเป็นเจ้าบ่าว (คำว่า Holy
คือการรักษาความบริสุทธิ์ ให้เป็นที่นับถือ แยกไว้สำหรับพระเจ้า)
เอเฟซัส 5:24-28
24 คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ฉันใด ภรรยาก็ควรยอมฟังสามีทุกประการฉันนั้น
25 ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร
และทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร
26 เพื่อจะได้ทรงทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์ โดยการทรงชำระด้วยน้ำและพระวจนะ
27 เพื่อพระองค์จะได้มีคริสตจักรที่มีสง่าราศี ไม่มีตำหนิริ้วรอย
หรือมลทินใดๆเลย แต่บริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ
28 เช่นนั้นแหละ สามีจึงควรจะรักภรรยาของตนเหมือนกับรักกายของตนเอง
ผู้ที่รักภรรยาของตนก็รักตนเอง</em
คำว่า "Honor"ไม่ใช่ Horror"หมายถึงหนังสยองขวัญ
คงจะสยองขวัญแน่ก็ครอบครัวไม่สงบ เหมือนดังบทเพลง "Home" ของคุณธีร์
ไชยเดช เนื้อหาประมาณว่า "ดอกไม้ ประตู แจกัน ดินทราย ต้นไม้ใหญ่ แก้วน้ำ
จานชาม บันได โคมไฟ ที่สวยงาม ...บ้านนี้จะงามอย่างไร ถ้าไม่มีเธอ
ให้ความหมายว่า มีเธอบ้านก็จะงดงาม แต่ถ้าไม่มีความรัก ไม่ให้เกียรติกัน
ข้าวของที่กล่าวมา ก็จะเป็น แก้วน้ำ แจกัน จานบินที่ขว้างไส่กัน
ดังนั้นอยู่ในบ้านเดียวกัน ต้องเอาใจใส่กันให้เกียรติต่อกัน
มีคำเรียกใหม่ ว่า "ที่รัก" หรือ "ฮันนี่ (Honey)"เป็นต้น
มาจากความรักที่ให้เกียรติผู้ที่เป็นสามีหรือภรรยา
เพราะเรียกมาจากความรู้สึกข้างใน และต้องรักษาสิ่งนี้แม้เวลาเปลี่ยนไป
หรือ สังขารจะเปลี่ยนแปลง อย่ามีคำพูดที่เรียกแทนชื่อว่า "ตาแก่ ยายแก่"
จาก "ฮันนี่ ที่รัก" กลาย "หันหนี" หันหนีหายไปจากบ้าน
และครอบครัวจะต้องรักษาความบริสุทธิ์ในทางชอบธรรม ไม่ผิดประเวณี
นอกใจคู่สมรส เป็นแบบอย่างจนเป็นที่นับถือของคนทั้งปวง
O-Offering : ครอบครัวแห่งการให้ ให้ความรักต่อกัน
และแบ่งปันความรักออกไปสู่ผู้อื่น
เราอาจจะให้ได้แม้ไม่ได้รัก แต่ถ้ารักแล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้
ความรักในครอบครัวไม่ใช่ให้แค่กันและกันแต่เป็นการให้ความรักออกไป
มีคำกล่าวว่า "การแบ่งปันความสุขให้ผู้อื่น
เพิ่มความสุขให้กับตนเองเป็นสองเท่า การแบ่งเบาความทุกข์ของผู้อื่น
ลดความทุกข์ของตนเองลงครึ่งหนึ่ง"
การให้ทำให้เกิดสุขทั้งผู้รับและผู้ที่ให้
พระเจ้าจึงสอนคริสตชนให้รักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตนเอง
และแจกจ่ายความรักโดยให้ออกไป
ดังที่พระเจ้าได้สำแดงความรักที่ยิ่งใหญ่แก่คนบาปแบบเราคือ
ให้พระเยซูคริสต์มาตายเพื่อเรา (ยน.3:16)
นั่นเป็นสิ่งที่เมื่อเรามาแต่งงานเป็นครอบครัวแล้ว
ไม่ใช่มองที่คนสองคนเข้ามากันเท่านั้น
แต่มองไปข้างหน้าด้วยกันไปถึงผู้อื่นและให้สิ่งที่ดีที่สุดออกไป คือ
ข่าวประเสริฐ (Gopel) ไปถึงคนสุดปลายแผ่นดิน (กจ.1:8) (GOSPEL คือ God
Offers Sinful People Eternal Life.
พระจ้าทรงประทานชีวิตนิรันดร์ให้กับคนบาป)
เพลงโซโลมอน 8:7 น้ำมากหลายไม่อาจดับความรักให้มอดเสียได้
หรืออุทกธารทั้งหลายไม่อาจท่วมความรักให้สำลักตายเสียได้
แม้ว่าคนใดจะเอาทรัพย์สมบัติในเหย้าเรือนของตนทั้งสิ้นมาแลกกับความรักนั้น
คนนั้นคงได้รับความหมิ่นประมาทจากคนทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง
การให้ด้วยความรักเป็นพลังที่สร้างสรรค์ที่มีอานุภาพมากกว่าพลังที่ทำลายล้าง
ความรักนั้นไม่มีอะไรที่ทำลายล้างได้
โลกนี้จะน่าอยู่หากเราหยิบยื่นความรักให้กัน
ค.ศ.1905 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์(Albert
Einstein)เผยแพร่ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (Special Relativity Theory)
ผลลัพธ์สำคัญอันหนึ่งคือ E = mc2
ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติแต่น่าเสียดายที่ทฤษฎีนี้ถูกนำไปพัฒนาออกมาเป็นระเบิดปรมาณู
ที่มีพลังในการทำลายล้าง
สมการ E = mc2 คือ E(Energy) เป็นพลังงาน เท่ากับ กำลัง 2 เท่าของ M(
Mass) มวล รวมกับ C ความเร็วของแสงในศูนยากาศ (speed of light in a
vacuum)
ผมขออนุญาตเปลี่ยนสมการนี้เป็นทฤษฎีใหม่ จาก "ทฤษฎีสัมพัทธภาพ" เป็น
"ทฤษฎีสัมพันธภาพ (Relationship Theory)"
สมการจะเป็นแบบนี้ครับ E = mc2 คือ Energy of love = Marriage
Covenant 2 to be 1
ความสัมพันธภาพในครอบครัวพันธสัญญาสองคนเป็นหนึ่งเดียว
ด้วยความรักจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ เป็นกำลังสองของคนสองคนไปสู่คนทั้งปวง
ครอบครัวต้องให้ความรักต่อกัน และเพิ่มพูนความรักขึ้นและส่งต่ออกไป
M-Meekness -ครอบครัวที่ถ่อมสุภาพ เรียนรู้จักกันและกัน
คำว่า Meekness ให้ความหมาย : ความนอบน้อม
โคโลสี 3:12 เหตุฉะนั้นในฐานะที่เป็นพวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้
เป็นพวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม
ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน สุภาพอ่อนโยนให้เกียรติต่อกันและกัน
Colosians 3:12 Put on therefore, as the elect of God, holy and
beloved, bowels of mercies, kindness, humbleness of mind, meekness,
longsuffering;
มัทธิว 5:5 "บุคคลผู้ใดมีใจอ่อนโยน ผู้นั้นเป็นสุข
เพราะว่าเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก
Matthew 5:5 Blessed are the meek: for they shall inherit the earth.</em
ความถ่อมใจอ่อนสุภาพจะเป็นเหมือน "แม่เหล็ก" จะเป็นแรงดึงดูดเข้าหากัน
แต่ความโกรธ ฉุนเฉียว เจ้าอารมณ์เป็นอาร์ทตัวพ่อ หรือ เอาแต่ใจตัวแม่
จะเป็น เหล็กไน ที่ทิ่มแทงและเกิดความอักเสบในชีวิตครอบครัว
ดังนั้นความถ่อมสุภาพจะเป็นการทำให้เกิดการเรียนรู้จักกันและกัน
อดทนต่อกันและกัน ไม่ใช้อารณ์แต่ใช้เหตุผลในการพูดคุยกัน
เและความถ่อมสุภาพจะช่วยผ่อนหนักผ่อนเบา
ให้ชีวิตครอบครัวดำเนินไปได้ด้วยดี
และสิ่งสุดท้ายที่จะทำให้ครอบครัว HOME สมบูรณ์ คือ
E-Encouragement ครอบครัวแห่งการหนุนใจให้กำลังใจกัน
ครอบครัวจึงเป็นบ้านที่พักใจแบบSeries หนังเกาหลี เรื่อง Full House
สะดุดรัก...ที่พักใจ ที่พักใจที่เป็นแบบเต็มใจ Full Heart
บ้านจึงเป็นที่พักใจ แม้ไม่ใหญ่โตแต่สบายใจ คับที่อยู่ได้
แต่คับใจอยู่ยาก
กินผักในที่มีความรักก็ดีกว่ากินเนื้อย่างเกาหลีในที่มีความเกลียดชัง
รสชาติอาหารก็ไม่ดีเท่าบรรยากาศ กินอะไรไม่สำคัญเท่ากินกับใคร จริงไหม
แม้เกาหลีจะกลายเป็นเกาเหลา ไม่กินเส้นกัน
สุภาษิต 15:17 กินผักเป็นอาหารในที่ที่มีความรัก
ก็ดีกว่ากินเนื้อวัวอ้วนพร้อมกับความเกลียดชังอยู่ด้วย
ปัญญาจารย์ 4:9-12
9 สองคนดีกว่าคนเดียว เพราะว่าเขาทั้งสองได้รับผลของงานดี
10 ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น
แต่วิบัติแก่คนนั้นที่อยู่คนเดียวเมื่อเขาล้มลง
และไม่มีผู้อื่นพะยุงยกเขาให้ลุกขึ้น
11 อนึ่ง ถ้าสองคนนอนอยู่ด้วยกัน เขาก็อบอุ่น แต่ถ้านอนคนเดียวจะอุ่นอย่างไรได้เล่า
12 แม้คนหนึ่งสู้คนเดียวได้ สองคนคงสู้เขาได้แน่
เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้</em
ครอบครัวต้องสนับสนุนกันในทางที่ดีที่ถูกที่ควร
ความรักที่แท้ต้องสนับสนุนให้ทำความดี
ความรักแท้ต้องสนับสนุนให้มีกำลังใจ
ความรักแท้ต้องสนับสนุนให้คนมีความหวังใจ ไม่ใช่สนับสนุนกันในทุกทาง
แต่ต้องสนับสนุนกันให้ถูกทางของพระเจ้า
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อคิด เรื่อง HOME:ครอบครัวสุขสันต์
"สัมผัสด้วยใจ สร้างได้ด้วยการกระทำ" จะเป็นประโยชน์
สำหรับคนที่มีครอบครัว คนที่วางแผนจะแต่งงานและสร้างครอบครัวในอนาคต
และเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านครับ
ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://pattamarot.blogspot.com/
เข้าไปฟังคำสอนของอ.นิมิต พานิช และอ่านบทความต่างๆได้ที่
http://www.uccfellowship.com/
การเตรียมตัวสำหรับความเจ็บปวด
พร้อมเสมอสำหรับสิ่งเลวร้าย!
"จงหวังในสิ่งที่ดีที่สุด
แต่จงเตรียมรับมือกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด!" (Hope for the best, but prepare for the worst.)
ใช่ครับ โดยปกติใคร ๆ ก็หวังจะประสบพบกับ "สิ่งที่ดีที่สุด!"
มีแต่คนสติไม่ดีล่ะกระมังที่อยากเจอแต่เรื่องร้าย ๆ
คนปกติเขาต้องการจะพบกับสิ่งที่ก่อเกิดความสุข
ไม่ใช่สิ่งที่ต้องตรอมตรมอยู่กับความทุกข์
แต่ความจริงอันโหดร้ายของชีวิตก็คือ "สิ่งดีที่สุด"
ที่คาดหวังจะได้พบกลับไม่เจอะเจอ แต่ "สิ่งเลวร้ายเป็นที่สุด"
กลับมาแวะเยือน โดยไม่ได้รับเชิญ!
ผลก็คือ เราช็อค! เพราะไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ก่อน!
ฉะนั้น จะเป็นการดีและปลอดภัยสำหรับคุณที่จะเตรียมตัวสำหรับ
"สิ่งที่ไม่คาดฝัน" หรือ "ไม่คาดหวัง"
ที่อาจเกิดขึ้นกับคุณหรือคนที่คุณรัก!
ก็เหมือนกับการแต่งงาน ที่ก่อนเข้าสู่พิธีสมรส
คู่บ่าวสาวควรได้เข้ารับการอบรมในหลักสูตร "การให้คำปรึกษาก่อนแต่งงาน"เสียก่อน !
ทำไมน่ะหรือ?
ก็เพราะว่า คนที่กำลังอยู่ในอารมณ์
และบรรยากาศแห่งความรักมักจะไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า
"เซอร์ไพร๊ส!" (Surprise!) และบางครั้งหลังจากแต่งงานไปแล้วไม่นาน
คู่บ่าวสาวบางคนก็อาจช็อคแบบล้มทั้งยืนก็ได้
เมื่อพบความจริงเกี่ยวกับคู่สมรสของตน อาทิ
...บางคู่แต่งงานกันไปไม่นานในขณะที่เพิ่งตั้งครรภ์ หรือเพิ่งคลอดลูก
ก็พบความจริงว่า คู่สมรสของตนไปเริงร่า บ้ากามกับบุคคลที่ 3
อย่างสุขสันต์ ต่อเนื่องยาวนาน!
อย่างนี้จะช็อคหรือไม่?
...บางคู่แต่งงานกันไปไม่นาน หลังจากคลอดบุตรหรือธิดา ก็พบว่า
คู่สมรสของตนไปก่อหนี้สินเอาไว้รุงรังจำนวนมาก
เพราะติดการพนันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น พอไปเครียร์ปัญหาและไปค้ำประกัน
ก็พบว่าหนี้สินกลับเพิ่มทวีขึ้นอีกอย่างมหาศาล จนบ้านช่องถูกยึด
หากเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นกับคุณมันจะทำให้คุณช็อคหรือไม่ครับ?
...บางคู่แต่งงานกันไปหลายปี มีลูกมีเต้าด้วยกันก็หลายคน
แต่วันดีคืนดีพ่อเจ้าประคุณสามีก็มาบอกภรรยาว่า
เขาไม่อยากเป็นผู้ชายแล้วนะ จากนี้เป็นต้นไป เขาขอเป็นผู้หญิงด้วยคน!
จากนั้นก็เขียนคิ้ว ทาเล็บ ทาปาก ใส่ชุดชั้นใน และกระโปรงผู้หญิง
หน้าตาเฉยเลย!
หากเกิดขึ้นกับคุณ คุณจะช็อคไหม? ฯลฯ
ที่ผมยกมาพูดในที่นี้ ล้วนเป็นกรณีที่เกิดขึ้นเป็นจริงมาแล้วทั้งสิ้น
และมิหนำซ้ำบางกรณีเกิดขึ้นกับคู่ที่ไปเข้าหลักสูตรให้คำปรึกษาก่อนแต่งงานแล้วด้วย
เพียงแต่ว่า พวกเขาไม่ทำตามกติกาของหลักสูตร นั่นคือ
ไม่พูดความจริงทั้งหมดต่อกันก่อนแต่งงาน!
...หากทั้งคู่จริงใจที่จะพูดถึงจุดอ่อน หรือความอ่อนแอ
รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำความเจ็บปวดของคู่สมรสออกมาตั้งแต่แรก
บางทีคู่สมรสที่มีความรักมากอาจจะมีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจหรือเตรียมพร้อมที่จะรับสภาพเช่นนั้นไว้ล่วงหน้า
ทำให้สิ่งอันไม่พึงปรารถนานั้นไม่ส่งผลกระทบอะไรรุนแรงนัก
หรือคู่สมรสของเขาอาจทุ่มเทอุตสาหะช่วยเหลือจนแนวโน้มปัญหาหรือความเสี่ยงนั้นหมดไปก่อนหรือหลังจากแต่งงานแล้วก็เป็นได้!
...
ส่วนคนรักหรือคู่หมั้นที่ไม่ได้รักจริงหรือรักมากขนาดพอที่จะยอมแบกรับความเจ็บปวดที่อาจเกิดขึ้นเหล่านั้นก็อาจจะกล่าวคำอำลาจากไปตั้งแต่เนิ่น
ๆ โดยไม่ต้องทุกข์ทรมานอย่างยาวนานด้วยกันทั้งคู่ในภายหลัง!
ดังนั้น ไม่ว่าจะทำอะไร จะเป็นเรื่องความรักครอบครัว หรือเรื่องธุรกิจ
อาชีพการงาน การลงทุนหรือการเรียนหรือในความสัมพันธ์กับผู้อื่น
คุณจงหวังในสิ่งที่ดีที่สุดไว้เสมอ
แต่อย่าลืมแก้ไขและอุดช่องโหว่ทุกช่องที่อาจนำปัญหามาสู่คุณอย่างเต็มกำลัง
พร้อมเตรียมป้องกันสิ่งเลวร้ายไม่คาดหวัง!
จากนั้นขอให้คุณยึดหลักประกันที่มั่นคงที่สุดในการเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
นั่นคือ "องค์พระเจ้า" ผู้ทรงฤทธิ์และทรงรัก เพราะว่า
ไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดในโลกหรือในจักรวาลนี้ที่จะมั่นคงแน่นอนยิ่งไปกว่าพระเจ้าผู้ทรงไม่เปลี่ยนแปลง
ดังนั้น หากว่าคุณรู้จักพระองค์ และติดสนิทอยู่กับพระองค์แล้ว
ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรที่ "เซอร์ไพร๊ส" แบบเลวร้าย สุด ๆ
สักปานใดก็ตาม
คุณก็จะยังคงยืนหยัดอยู่ได้อย่างสง่างามและมั่นคงจนถึงที่สุด!
"พระเยซูคริสต์ยังทรงเหมือนเดิมในเวลาวานนี้ และเวลาวันนี้
และต่อๆไปเป็นนิจกาล" (ฮบ.13:8)
Writer: ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-
นร.ประถมมุสลิมแต่งตัวรอยึด รร.คริสต์ในอังกฤษ
นร.ประถมมุสลิมแต่งตัวรอยึด รร.คริสต์ในอังกฤษ
มุสลิมไทยดอทคอม : 6:17:37
นร.ประถมมุสลิมแต่งตัวรอยึด รร.คริสต์ในอังกฤษ
telegraph.co.uk - โรงเรียนชั้นประถม Sacred Heart ในแบล๊คเบิร์น
อาจจะเป็นโรงเรียนแคธอลิคแห่งแรกในอังกฤษ ที่จะเปลี่ยนเป็นโรงเรียนอิสลาม
เนื่องจากนักเรียนที่นับถือคริสต์ลดน้อยลงอย่างน่าสังเกต
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว นักเรียนกว่า 9 ใน 10 คนในโรงเรียนนี้เป็นชาวแคธอลิค
แต่ในปัจจุบันมีนักเรียนแคธอลิคเพียงร้อยละ 3
แต่เดิมโรงเรียนนี้รับเฉพาะครูที่นับถือคริสต์
โดยฝ่ายบริหารจัดตารางให้นักเรียนเรียนเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ถึงร้อยละ 10
ของเวลาเรียนทั้งหมด
แต่ปัจจุบันโรงเรียนไม่ได้รับใช้ชุมชนตามวัตถุประสงค์เดิมแล้ว
ภายใต้หลักเกณฑ์ปัจจุบัน
สภาท้องถิ่นต้องเปิดรับสมัครผู้บริหารโรงเรียนใหม่
และมัสยิดเตาฮีดุลอิสลาม
ซึ่งดำเนินการบริหารโรงเรียนมัธยมสตรีในแบล๊คเบิร์นอยู่แล้ว
แสดงความสนใจที่จะเข้ามาบริหารโรงเรียนดังกล่าว
ฮามิด พาเทล ครูใหญ่โรงเรียนมัธยมสตรีเตาฮีดุ้ลอิสลาม กล่าวว่า
การที่ปัจจุบันนักเรียนส่วนใหญ่ของโรงเรียนประถมแห่งนี้เป็นมุสลิม
ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะให้กลุ่มมุสลิมเสนอตัวเข้าเป็นผู้บริหารโรงเรียน
แห่งนี้ และหากชุมชน และโรงเรียน Sacred Heart แสดงความต้องการ
พวกเขาก็สนใจที่จะเข้าไปบริหาร
ปัจจุบันความต้องการโรงเรียนรัฐบาลที่สอนนักเรียน
มุสลิมมีเพิ่มมากขึ้นในอังกฤษ
เนื่องจากจำนวนประชากรมุสลิมเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ใน 4 เป็น 2.5 ล้านคน
ในระหว่างปี 2004 - 2006
แต่มีโรงเรียนมุสลิมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพียง 11 แห่งเท่านั้น -
www.muslimthai.com