แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Forward Mail Impression- จดหมายส่งต่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Forward Mail Impression- จดหมายส่งต่อ แสดงบทความทั้งหมด

อยากมีของประทานทั้งห้า Five Fold Ministries







ของประทานของพระองค์ ก็คือ

ให้บางคน เป็นอัครทูต  

บางคน  เป็นผู้เผยพระวจนะ  

บางคน  เป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ  

บางคน เป็นศิษยาภิบาล

และอาจารย์

เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้   เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ   และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า   จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่  คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์

เพื่อเราจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป ถูกซัดไปซัดมาและหันไปเหมาด้วยลมปากแห่งคำสั่งสอนทุกอย่าง   และด้วยเล่ห์กลของมนุษย์ตามอุบายฉลาดอันเป็นการล่อลวง แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก   เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ  คือพระคริสต์ คือเนื่องจากพระองค์นั้น  

สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต The Most Important Things in Life



มีพวกนักคิดเขาพยายามสรุปรวมว่าในชีวิตของมุนษย์มีหลายสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ในบทความนี้ได้นำเสนอข้อคิดเห็นที่นักคิดหลายท่านได้ตั้งไว้ถึง 14 สิ่งที่ยิ่งใหญ่  สิ่งเหล่านี้คงเป็นสิ่งที่น่าจะถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  สิ่งสำคัญหล่านี้แต่ละข้ออาจแตกต่างกันไปบ้าง ตามความเห็นของนักคิดแต่ละลัทธิ แต่โดยรวมแล้วก็จะมีสิ่งที่คล้ายๆ กันผนวกเข้าไปด้วย  แต่ผมเชื่อว่าสิบสี่สิ่งที่ใครๆ เห็นว่ายิ่งใหญ่สำคัญที่สุด  ยังไม่ยิ่งใหญ่  สำคัญ หรือส่งผลร้ายแรงมากจนได้กลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์  

ทำไมผมจึงไม่เห็นด้วยกับนักคิดคนอื่นๆ  ทำไมเป็นเช่นนั้น ลองพิจารณาดูนะครับ

นักคิดนักเขียนหลายๆ คน แม้แต่นักบวชในหลายศาสนาเขาเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นจริง  พวกเขาคิดว่า  14 สิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคือ สิ่งเหล่านี้ แต่ผมก็ขอเสนอความเห็นสิบสี่ข้อที่ สวนกระแสหน่อย  เพราะข้อเสนอของผมมีคนผู้รับรอง และมีพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ได้กล่าวสนับสนุนไว้ด้วย ดังนั้นข้อเสนอของผมจึงไม่ได้เป็นเพียงความเห็นที่กล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆ  ผมขอเชิญชวนให้ท่านลองพิจารณาดูว่ามีเหตุผลหรือเปล่า


การพัฒนาคริสตจักรเพื่อสร้างอาณาจักร(เทียมหรือแท้้)

มีคนหนึ่งเขาเขียนประสบการณ์การรับใช้ไว้น่าฟังทีเดียว ผมเลยเอามาฝาก

บทความและข้อคิดเห็นนี่น่าจะเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นอะไรบางอย่างที่คริสเตียนได้ทำ สมควรทำ และบางสิ่งที่สมควรปรับปรุง  แน่นอนที่เดียว  เราไม่สามารถจะหาคริสตจักรที่สมบูรณ์แบบได้  แต่พวกเรากำลังพยายามก้าวไปข้างหน้ากับพระเจ้า  การเลือกอยู่คริสตจักรใด ย่อมเป็นสิทธิอันชอบที่บุคคลพึ่งมีสิทธิในการเลือก  มันขึ้นอยู่กับว่า  ผู้เชื่อคนนั้นอยากจะเป็นคริสเตียนแบบไหน สำหรับคริสเตียนหย่อนยาน หรืออ่อนแอ  คงไม่สนใจที่จะเลือกหรอกเพราะ การไปโบสถ์มันขึ้นอยู่กับอารมณ์และทรงผม

อาจารย์และคณะกรรมการจะทำอะไร  จะสอนอะไรเขาก็คงไม่สนใจอะไร  บางคนอยู่ไปอย่างนั้นแบบไม่รู้ว่า แท้จริงพระเจ้าต้องการให้เขาทำอะไร ต้องพัฒนาชีวิต และความเชื่อไปถึงตรงไหน  บ้างเป็นคนในศาสนาเพื่อให้แน่ใจว่า ตายแล้วจะมีที่ฝัีงศพ  บ้างไม่ได้ไปโบสถ์หลายปี  แต่ไม่ยอมลาออก  เพราะยังอยากมีสิทธิฝังศพในสุสานคริสเตียนใกล้ๆ ญาติี่พี่น้องที่เป็นคนในศาสนาคริสต์

ชายคนหนึ่งได้เขียนเล่าประสบการณ์ของตัวเองกับคริสตจักรแห่งหนึ่ง  พอสังเขปเพื่อสะท้อนประสบการณ์เกี่ยวกับชีวิตการเป็นคริสเตียนของเขา ดังนี้

ชีวิตการรับใช้กับคจ.X ของข้าพเจ้า

(เรื่องจริงเขียนโดยคุณ กศ.
)
เมื่อข้าพเจ้ารับเชื่อที่คจ.X ได้ 3 เดือน ข้าพเจ้าได้ถูกมอบหมายให้เป็นพี่เลี้ยง และได้ประกาศนำคนมารับเชื่อ แล้วก็ได้เลี้ยงดูผู้เชื่อใหม่ ในปีถัดมา ผมก็ถูกผู้นำแต่งตั้งเป็นหัวหน้าเซลล์


Do you know who you are in Christ?


A Chicken or An Eagle?

They will fly high on wings like eagles (Isaiah 40:31, NLT).


Dear friends, God wants His people to "mount up with wings as eagles" (Isaiah 40:31). Unfortunately, too many Christians live as chickens.

The following interesting story is quoted in the Multnomah Message, Spring, 1993:

While walking through the forest one day, a man found a young eagle which had fallen out of his nest. He took it home and put it in his barnyard where it soon learned to eat and behave like the chickens. One day a naturalist passed by the farm and asked why it was that the king of all birds should be confined to live in the barnyard with the chickens. The farmer replied that since he had trained it to be a chicken, it had never learned to fly. The eagle thought it was a chicken.

Many Christians think that they are like chicken; lowly and impossible to fly high


But praise the Lord Jesus by his true promises and scriptures, we are eagles.

"Still it has the heart of an eagle," replied the naturalist, "and can surely be taught to fly." He lifted the eagle toward the sky and said, "You belong to the sky and not to the earth. Stretch forth your wings and fly."

The eagle, however, was confused. He did not know who he was, and seeing the chickens eating their food, he jumped down to be with them again.

The naturalist took the bird to the roof of the house and urged him again, saying, "You are an eagle. Stretch forth your wings and fly."

But the eagle was afraid of his unknown self and world and jumped down once more for the chicken food. Finally the naturalist took the eagle out of the barnyard to a high mountain. There he held the king of the birds high above him and encouraged him again, saying, "You are an eagle. You belong to the sky. Stretch forth your wings and fly."

The eagle looked around, back towards the barnyard and up to the sky. Then the naturalist lifted him straight towards the sun and it happened that the eagle began to tremble. Slowly he stretched his wings, and with a triumphant cry, soared away into the heavens, never to return to the barnyard.

May God help us to see the Son on high, better understand the eagles He wants us to be in His strength, and may we never return to the life of a spiritual chicken.

Yours for helping to fulfill the Great Commission
each year until our Lord returns,

กลับไปหน้าแรกของบล๊อคนี้  HOME

Source: from Bill Bright

รับใช้พระเจ้าแล้วจะได้อะไร

พวกข้าพระองค์จะได้อะไรบ้าง ?

...แล้วเปโตรทูลพระองค์ว่า
"ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สละสิ่งสารพัดและได้ติดตามพระองค์มา
พวกข้าพระองค์จะได้อะไรบ้าง" พระเยซูตรัสกับเขาว่า
"เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า
ในโลกใหม่คราวเมื่อบุตรมนุษย์จะนั่งบนพระที่นั่งอันรุ่งเรืองนั้น
พวกท่านที่ได้ติดตามเรามาจะได้นั่งบนบัลลังก์สิบสองที่
พิพากษาชนอิสราเอลสิบสองเผ่า  ผู้ใดได้สละบ้าน
หรือพี่น้องชายหญิงหรือบิดามารดา
หรือลูกหรือไร่นาเพราะเห็นแก่นามของเรา
ผู้นั้นจะได้ผลร้อยเท่าและจะได้ชีวิตนิรันดร์ด้วย
แต่มีหลายคนที่เป็นคนต้น   จะต้องกลับไปเป็นคนสุดท้าย
และที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนต้น ( Matthew 19:27-30)

หลังจากที่พระเยซูแนะนำให้เศรษฐีหนุ่มคนนั้นขายทุกสิ่งแล้วแจกให้คนอื่น
เพื่อจะเป็นสาวกและตามพระองค์ไปได้
แต่เขาเป็นทุกข์เพราะห่วงทรัพย์สมบัติที่มีอยู่มาก
และพระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าหลังจากนั้นเขาทำอย่างไรต่อไปหรือไม่
แต่เหตุการณ์นั้นทำให้สาวกของพระเยซูมีคำถามขึ้นมาทันที
แล้วเปโตรทูลพระองค์ว่า
"ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สละสิ่งสารพัดและได้ติดตามพระองค์มา
พวกข้าพระองค์จะได้อะไรบ้าง"  พระเยซูมีคำตอบชัดเจนว่า
พวกเขาจะได้อย่างแน่นอน ทั้งสิทธิในการนั่งบัลลังก์
พิพากษาร่วมกับพระองค์และพระพรจากการที่ต้อง
เสียสละสิ่งสารพัดต่างๆถึงร้อยเท่าทั้งยังได้ชีวิตนิรันดร์ด้วย
ซึ่งนับว่าเกินคุ้มกว่าที่ลงทุน
แต่ถึงกระนั้นยังมีความเสี่ยงสำหรับบางคนที่ไม่เอาจริงเอาจัง
ที่อาจพลาดจากลำดับต้นกลายเป็นสุดท้าย
ขณะเดียวกันเป็นโอกาสที่บางคนจะกลายเป็นลำดับต้น
อย่างฉับพลันได้ด้วย

คำถามของสาวกที่ว่า   "พวกข้าพระองค์จะได้อะไรบ้าง"
ทำให้คิดถึงความรู้สึกของคนที่ทุ่มเทชีวิตในการรับใช้พระเจ้าว่า
จะได้อะไรบ้างจากการออกไปรับใช้ ?
จากการที่ได้เสียสละสิ่งสารพัดเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า เพื่อคริสตจักร
ดูแลคนของพระเจ้า ประกาศข่าวประเสริฐ ถวายทรัพย์
ถวายแรงกายและอาสาสมัครทำงานต่างๆ

จากประสบการณ์และการสังเกตในการประสานงานและนำทีม
อาสามัครทั้งจากในและต่างประเทศพบว่าการที่คนใดคนหนึ่ง
ออกไปรับใช้ต่างคริสตจักรต่างสถานที่ โดยร่วมมือ
กับคริสเตียนคนอื่นที่มีเป้าหมายคล้ายกันนั้น
มีประโยชน์เกิดขึ้นอย่างน้อย 4  ด้าน  ได้แก่

1)  ประโยชน์ต่อชีวิตของตนเอง
กล่าวคือชีวิตของคนนั้นจะรับประสบการณ์ใหม่ที่ดีและช่วยพัฒนาการรับใช้ให้มีโอกาส
มีความกล้ามากขึ้น ทำให้เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น
รู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น

2)  ประโยชน์ต่อชีวิตของผู้อื่น
คนอื่นๆที่อยู่ในทีมด้วยกันต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และต่างเสริมสร้าง
พัฒนาชีวิตมากขึ้น
รวมทั้งคนทั่วไปยังรับสิ่งดีผ่านทางชีวิตของอาสาสมัครด้วย

3)  ประโยชน์ต่อคริสตจักรหรือท้องถิ่นที่มีผู้ไปช่วย
ต่างรู้สึกซาบซึ้งถึงน้ำใจจากพี่น้องที่มาจากที่อื่น
ซึ่งช่วยกระตุ้นให้พวกเขากระตือรือร้นในการรับใช้พระเจ้ามากขึ้น
และยังช่วยให้งานสำเร็จได้มากกว่าที่พวกเขาจะสามารถทำเองในเวลาอันสั้นได้

4)  ประโยชน์ต่อคริสตจักรที่ส่งอาสาสมัคร  นอกจากที่ผู้รับจะได้พรแล้ว
ผู้ให้ยิ่งมีพระพรที่มากล้นเช่นกัน
เชื่อว่าอาสาสมัครคนนั้นเมื่อกลับไปยังคริสตจักรของตนแล้ว
จะเป็นผู้ที่เข้มแข็ง
เติบโตและพร้อมที่เป็นพระพรต่อคริสตจักรของตนเองมากกว่าที่ผ่านมาแน่นอน

ประโยชน์ทั้ง 4 ด้าน ที่กล่าวมา
เป็นผลส่วนหนึ่งจากการที่คนใดคนหนึ่งได้ออกไปร่วมมือกับผู้เชื่อคนอื่น ๆ
ในสถานที่อื่น ๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดผลที่เป็นพระพรหลายเท่า
นับเป็นกระบวนการสร้างชีวิต สร้างสาวก สร้างผู้นำ สร้างผู้รับใช้
และสร้างคริสตจักรอย่างเกิดผลดี  โดยผ่านทางการทำงานในสนามฝึกจริง
ในรูปแบบ Leaning by Doing
และเราต่างเชื่อว่ายังมีพระพรอีกมากที่จะเกิดขึ้นจากการร่วมมือซึ่งกันและกัน
ดังพระวจนะที่สอนว่า  "...จงฝึกตนในทางธรรม
8เพราะถ้าการฝึกทางกายนั้นมีประโยชน์อยู่บ้าง
ทางของพระเจ้าก็มีประโยชน์ในทุกทาง
เพราะทรงไว้ซึ่งประโยชน์สำหรับชีวิตปัจจุบันและชีวิตอนาคตด้วย" ( I
Timothy 4:8)   "จริงอยู่   เราได้รับประโยชน์มากมายจากทางของพระเจ้า
พร้อมทั้งความสุขใจ" (I Timothy 6:6)

การที่เราทำงานรับใช้
ไม่ใช่เพราะเราสามารถทำอะไรได้มากกว่าหรือดีกว่าคนอื่น  แต่ที่สำคัญคือ
เรามีพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของชีวิต เจ้าของงานรับใช้ เจ้าของทุกสรรพสิ่ง
ที่เป็นต้นแบบแห่งการให้ การรับใช้อย่างสุดชีวิตของพระองค์เพื่อผู้อื่น
และเพื่อตัวเรามาก่อนแล้ว (Mark 10.45)
สิ่งที่เราทำนั้นเป็นการเดินตามรอยพระบาทของพระองค์
เพื่อแสดงว่าเรารักและต้องการตอบสนองต่อพระคุณของพระองค์เท่าที่จะสามารถกระทำได้
และด้วยความเชื่อว่างานทุกอย่างที่กระทำนั้นจะไม่สูญเปล่า (I
Corinthians 15.58)

คุณพร้อมจะออกไปรับใช้โดยร่วมมือกับคนอื่นมากขึ้นหรือไม่ ?
From: bandhit dawaen 
Date: 2010/10/19
Subject: พวกข้าพระองค์จะได้อะไรบ้าง ? โดย บัณฑิต  ดาแว่น
คิดอย่างบัณฑิต  โดย บัณฑิต  ดาแว่น

www.KaoChristian.com

สงครามล้างเผ่าพันธ์ใน..ราวันดา..(อย่าให้มันต้องเกิดในสยามเลย)รึว่าบางคนอยากให้เกิด

ทำไมรวันดา? ในปี ค.ศ. 1994 เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ขึ้นในรวันดา ประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา ภายในช่วงเวลาเพียง 2 เดือน ชาวทุตซี่ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในรวันดา (15 % ของประชากร) ถูกฆ่าตายไปทั้งสิ้น 800,000 คน (มากกว่า 80% ของประชากรทุตซี่) นับเป็นการสังหารหมู่ที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ นักสังเกตการณ์หลายคนเรียกมันว่า โฮโลคอสต์ ภาค 2 (Holocaust คือ ชื่อเรียกการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวโดยระบอบนาซีในช่วงสงครามโกลครั้งที่ สอง)
รวันดา "ประเทศเล็ก ๆ ในทวีปแอฟริกา มีประชากรประมาณ 8 ล้านคนเศษ  เคยเป็นอาณานิคมของ เบลเยียมมาก่อน ภาษาที่ใช้คือ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษ และภาษากินยาร์วันดา ประชาชนของรวันดา ประกอบด้วยคนสองเผ่าคือ เผ่าตุ๊ดชี่ (Tutsi) ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ มีประมาณร้อยละ 15 แต่กลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี มีการศึกษาดีและส่วนใหญ่เป็นพวกนักรบ อีกเผ่าหนึ่งซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศคือ เผ่าฮูตู (Hutu)
ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะยากจน มีอาชีพทางด้านกสิกรรมเป็นส่วนใหญ่


เผ่าฮูตู และตุด
ซี่


ต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นบริหารประเทศ แล้วแต่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง    
รวันดา เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ประชาชนยากจน 
อัตราการศึกษาของคนในชาติต่ำ การแบ่งปันทรัพยากรไม่เป็นธรรม
สังคมขาดความยุติธรรม ความขัดแย้งจึงมีขึ้นเป็นระยะ
พอมีความขัดแย้งกันก็มักใช้ความรุนแรงตอบโต้กันไปมา
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งนั้น เกิดขึ้นในช่วง
6 เมษายน -กลางกรกฎาคม 2537 (100 วัน) เมื่อเผ่าฮูตู  
ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศขึ้นเป็นรัฐบาล
มีการปล่อยให้ ทหารบ้านชาวฮูตูสะสมอาวุธ และปล่อยให้วิทยุ 
โทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อสำคัญของรัฐที่เป็นชาวฮูตู
โหมกระพือความขัดแย้ง

    
มีการรังแกชาวตุดซี่จากความได้เปรียบที่ฝ่ายตนเป็นรัฐบาล
ชาวตุดซี่นำโดย นาย พอล คามากา ได้ตั้งกลุ่มชาวตุดซี่
ขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล "เรียกว่ากฎบตุดซี่

มี การใช้สื่อเพื่อปลุกระดม รวบรวมชาวตุดซี่ให้ลุกขึ้น
ต่อต้าน รัฐบาลชาวฮูตูเห็นว่าชักจะคุมชาวตุดซี่ไม่ได้จึง
มีการใช้มาตรการรุนแรง ให้ทหารรัฐ และ
ทหารบ้านชาวฮูตู คัดแยกชาวฮูตู ออกจากชาวตุดซี่  

มีการ ประกาศปลุกระดมว่าชาวตุดซี่เป็นกบฎ
ถ้าไม่เห็นด้วยกับฮู ตูก็ให้ถือเป็นพวกตุดซี่ทั้งหมด
และเริ่มเกิดการฆ่าชาวตุดซี่ โดยทหารบ้านชาวฮูตู 
 ทหารบ้านก็พวกอาสาสมัครอะไรประมณเนี้ย
ชาวตุดซี่่จึงเริ่มมีกองกำลัง มีการใช้กำลัง
ลุกฮือขึ้นต่อสู้ จนถึงขั้นฆ่านายกรัฐมนตรีชาวฮูตูตาย


มีการฆ่า กันตายของคนทั้งสองฝ่ายทั่วรวันดา จากที่เคย
รักใคร่เป็นเจ้านายลูกน้องกัน เป็นเพื่อนรักกัน
จากที่เป็นเพื่อนบ้านกัน ที่เป็นญาติพี่น้องกัน
ฆ่ากันตายมั่วไปหมด เกิดเหตุ จลาจล ปล้นสดมภ์ ข่มขืน
ในช่วงเวลา 100 วันตั้งแต่วันที่ 6 เมษายนไป
จนถึงกลางเดือนกรกฎาคมในปี พ.ศ. 2537 
ชนพื้นเมืองชาวตุดซี (Tutsi) และชนพื้นเมืองชาวฮูตู
(Hutu) ถูกสังหารไปปประมาณ 800,000-1,071,000 คน
สังคมของรวันดาล่มสลายหมด




เหตุผล ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่โหดเ้***
้ยมมอย่างนั้นขึ้นได้  ไม่มีสิ่งใด นอกจาก
"ความเกลียดชัง" ที่ปลุกฝังกันมาก่อนหน้านั้น
ให้เกลียดทุกเรื่องที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

มีบทสรุป ที่น่าสนใจของเหตุการณ์ครั้งนั้นที่
ได้ถ่ายทอด ออกมาเป็นหนังสือชื่อว่าสื่อมวลชน
กับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา
(The Media and the Rwanda Genocide, Pluto Press, 2007)
ในหนังสือมีเนื้อหาหลักๆ ที่เป็นข้อถกเถียงที่น่าสนใจคือ
คำถามใหญ่ที่ว่า "สื่อมีบทบาทในการก่อให้เกิดความรุนแรงจริงหรือไม่ ?"



1. สื่อแพร่กระจายความเกลียดชังอย่างตั้งใจ ยุยงผ่านคำพูด เพลงปลุกระดม คำขวัญ บทกลอน

2. สื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานในการลงมือ
ก่อความรุนแรงระหว่างนักการเมือง หัวรุนแรงกับเครือข่าย
ของพวกเขา มีหลักฐานมากมายว่าสถานีวิทยุ RTLM…..
เช่นสหประชาติ ท่านนายพล Dallaire ประกาศ ที่ประเทศรวันดา
ว่า สนธิสัญญายุติสงคราม พี่น้องเผ่าฮูตูกับเผ่าตุ๊ด สิ้นสุดลงแล้ว
ท่ามกลางความดีใจของประชาชนในประเทศ รวันดา
|แต่รายการวิทยุ Hutu Power Radio กลับปลุกระดม
และกระจายเสียงให้ชนเผ่า ชาวฮูตู เกลียดและ
ให้ฆ่าพี่น้องชนเผ่าตุ๊ดชี่

3.สื่อ ทำหน้าที่ชี้นำสาธารณะให้เห็นว่าความรุนแรง
เป็นทางออกและไม่เห็นด้วยกับ การแก้ปัญหา
อย่างสันติวิธี วิทยุบางสถานีและหนังสือพิมพ์บางฉบับ
ใน รวันดา จงใจชี้นำสาธารณะชน ว่าความขัดแย้ง
ที่กำลังเกิดขึ้นเป็นการต่อสู้ระหว่าง
"พวกเราคนส่วนใหญ่" กับ "พวกเขาคนส่วนน้อย"  
"เป็นการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว"  
"สิ่งที่พวกตนกำลังดำเนินการอยู่เป็นเรื่องที่ทำได้ชอบธรรม
  คุ้มกับสิ่งที่ต้องเสียไป "และนั่นคือส่วนหนึ่งของบทสรุป
ของเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ว่า
ทำไมถึงได้มียอดผู้เสียชีวิตมาก ถึง 800,000 คน









จนกระทั่ง คนที่อยู่ร่วมกันในสังคม แตกแยกกันอย่างสิ้นเชิง
เจ้านายเป็น ตุดซี่ ลูกน้องเป็น ฮูตู หรือ บ้างก็มี เจ้านายเป็นฮูตู
และลูกน้องเป็นตุดซี่ หรือเป็นเพื่อนบ้านกัน เป็นเพื่อนร่วม
โรงเรียนเดียวกัน เป็นเพื่อนร่วมงานกัน แม้กระทั่ง
เป็นสามีภรรยากัน มีลูกกัน กลายเป็นญาติกัน
เป็นคนรักกันแต่ตอนหลังต้องมาขัดแย้งกัน

เรื่อง เล่าที่เป็นโศกนาฎกรรมคือ บางครอบครัว
หัวหน้าครอบครัวต้องลงมือสังหารบุตร และภรรยาของตนเอง
เพียงเพื่อให้ลูกๆ และภรรยาไม่ต้องตายอย่างทรมาน
เพราะหากปล่อยให้พวก ทหารบ้าน (อาสาสมัคร)
ฮูตูฆ่าเอง พวกนั้นจะตัดมือตัดแขน และปล่อย
ให้ตายเองอย่างทรมาน หลายครอบครัว
จึงขอลงมือสังหารเอง เนื่องจากไม่มีทางรอดแล้ว

มนุษย์ มีบทเรียนทางประวัติศาสตร์ให้ทบทวนมากมาย
แต่เหตุร้ายมักกลับมา หมุนเวียนไปที่นั่นที่นี่ เสมอๆ

จากยุโรป สู่ตะวันออกกลาง สู่กัมพูชา ไปจนถึงรวันดา

Credit:atcloud.com...
(คนชาติเดียวกันเกิดมาบนผืนแผ่นเดียวกัน..
แต่แบ่งแยกแบ่งเผ่ากัน..ผมว่ามัน คงไม่มีปัญหา..
จุดสำคัญคือคนที่อยากแบ่งแยกแบ่งความเป็นชาติเดียวกัน..
จุด สำคัญทีต้องสอยลงมา)


ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ส่งต่อกันมา

ชีวิตของมหาเศรษฐี


"ไม่ต้องบินให้สูงอย่างใครเขา...
 
จงบินเอาเท่าที่เราจะบินไหว

ท่าที่บินไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร

แค่บินไปให้ถึงฝัน เท่านั้นพอ"
 

The point...

ชีวิตพอเพียงของมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก

Warren Buffett
http://news.bn.gs/images/articles/20080306065406686_1.jpg


มีรายการสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงของสถานีโทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์ วอร์เรน บัพเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก (รองจากบิล เกตส์) ซึ่งบริจาคเงินให้การกุศลถึง 31,000 ล้านดอลล่าร์ 
(
เป็นเงินไทยก็ราวๆ 1,000,000,000,000 อ่านว่า 1 ล้าน ล้านบาท โอ้แม่เจ้า) 

ต่อไปนี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา : 

1) 
เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และปัจจุบันบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป! 

2) 
เขาซื้อไร่เล็กๆ เมื่ออายุ 14 โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือพิมพ์ 

3) 
เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน กลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม 

4) 
เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน 

5) 
เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

6) 
บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัท เขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัดประชุมหรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ 

7) 
เขาให้กฎแก่ ซีอีโอ เพียงสองข้อ 
กฎข้อ 1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย 
กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1 

8 ) 
เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน คือทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์ 

9) 
บิล เกตส์ คนที่รวยที่ สุดในโลก เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน บิล เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัพเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิล เกดส์ได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกันนานถึงสิบชั่วโมง และบิล เกตส์กลายเป็นผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัพเฟตต์ 

10) 
วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน 

11) 
เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า : 

ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย ๔ อย่างเพียงพอนั่นเอง 

มหาเศรษฐีหรือยาจก   กินข้าวแล้วก็อิ่ม1มื้อ เท่ากัน 
มหาเศรษฐีหรือยาจก   มีเสื้อผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน 
มหาเศรษฐีหรือยาจก        มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็เหมือนกันคือ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เหมือนกัน 
มหาเศรษฐีหรือยาจก   จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไร สุดท้ายก็ต้องตายเหมือนกัน



RE: กระเป๋ามีชีวิต !!!!

ขอบคุณ อ.ยุพิน ที่ส่งเรื่องนี้มาให้  น่าสนใจมาก เธอให้ชื่อว่า กระเป๋ามีชีวิต
 

  กระเป๋ามีชีวิต   !!!!



























กว่าจะได้กระเป๋าสวยๆ ของคุณสาวๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกคนรวย ไฮโซ ไฮซ้อ ลองคิดสักนิดว่าคุณช่วยส่งเสริมการ
ฆ่าสัตว์หรือเปล่า
 

Keyword: กระเป๋าถือ  ลวดลายกระเป๋า  การออกแบบกระเป๋า  อนุรักษ์พันธ์สัตว์ งู  หนังงู  หนังสัตว์  หนังงู  หนังเสือ  หนังจรเข้
 



 

แนวนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหนึ่งของกลุ่มคณะคริสตจักรในประเทศไทย ปี 2010

บทนำ

พระเจ้าทรงนำมิชชันนารีที่ตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระองค์ให้เข้ามาประกาศข่าวประเสริฐ และตั้งคริสตจักรบนผืนแผ่นดินไทยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1828 เป็นต้นมา พระองค์ทรงสถาปนาคริสตจักรและอวยพรให้เจริญก้าวหน้าทั้งปริมาณและคุณภาพของบุคลากรในด้านต่างๆ จัดตั้งหน่วยงานและสถาบันต่างๆ เพื่อทำพันธกิจและประกาศพระกิตติคุณ จนกระทั่งคริสตจักรได้เจริญเติบโตมีผู้รับเชื่อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้คริสตจักรเป็นแหล่งแห่งพระพรและทำพันธกิจตามพระประสงค์ของพระเจ้า หน่วยงานและสถาบันมีความเจริญก้าวหน้า มีความมั่นคงทางการเงิน มีศักยภาพในการทำพันธกิจอย่างเกิดผล และได้รับการยอมรับในสังคมไทย ต่อมา เมื่อคริสตจักรไทยมีความเข้มแข็งและมีบุคลากรที่มีคุณภาพ จึงได้ร่วมกันจัดตั้งองค์กรXXXXในประเทศไทยขึ้น ใน ปี ค.ศ.1934 เพื่อทำพันธกิจบนหลักการของ การเลี้ยงตนเอง การปกครองตนเอง และการประกาศพระกิตติคุณด้วยตนเอง องค์กรXXXXในประเทศไทยจึงเป็นศูนย์รวมในการทำพันธกิจด้านต่างๆ ในประเทศไทย ได้แก่ การประกาศพระกิตติคุณ การสร้างคริสตจักร การอภิบาลฟูมฟักมวลสมาชิกให้มีความเชื่ออย่างมั่นคง การเสริมความรู้ทางพระคัมภีร์ การรักษาพยาบาล และการศึกษา เป็นต้น (มธ. 28:18-20 , กจ. 1:8 . มธ. 9:35-36 ; ลก. 4:18-19 ; ยน. 10:10 ) ทั้งนี้ โดยไม่ทอดทิ้งพันธกิจด้านการพัฒนาสังคม การบรรเทาทุกข์และการสงเคราะห์ในรูปแบบต่าง ๆ

พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้องค์กรXXXXในประเทศไทยเป็นพันธกรในประกาศพระกิตติคุณ และสำแดงความรักของพระองค์ให้ประจักษ์ เพราะพระองค์เสด็จเข้ามาในโลกเพื่อช่วยทุกคนให้รอด ทรงเป็นข่าวดีในการเสริมสร้างชีวิตที่ครบบริบูรณ์แก่ทุกคน ทรงเป็นพลังให้ผู้เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์มีความหวังในการดำเนินชีวิตติดตามพระองค์ และได้รับของประทานจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการทำพันธกิจตามพระประสงค์ของพระองค์ พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังพระเจ้ากระทั่งความมรณาที่กางเขน (ฟิลิปปี 2:5-8 )

ดังนั้น การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์จึงเป็นแบบอย่างของความรักและการเสียสละด้วยการเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไข และการคืนพระชนม์ของพระองค์เป็นพระสัญญานิรันดร์ให้เรามีความเชื่อมั่นในการทำพันธกิจรับใช้ตามพระมหาบัญชาของพระองค์ (มธ. 28: 18-20) พระสัญญานี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นรากฐานแห่งความเชื่อขององค์กรXXXXในประเทศไทย ในการทำพันธกิจแห่งการช่วยให้รอดด้วยความสัตย์ซื่อ ทั้งด้านการประกาศพระกิตติคุณ การปลูกและสร้างคริสตจักรให้มีสง่าราศี การอภิบาลดูแลผู้เชื่อให้ติดสนิทกับพระคริสต์ และร่วมกันสรรค์สร้างชุมชนให้มีความเชื่อ ความหวัง ความรัก และการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อทุกคนจะเป็นประชากรของพระเจ้า เพื่อสร้างชุมชนแห่งความเชื่อ และดำรงชีวิตร่วมกันอย่างมีสันติสุขในแผ่นดินของพระองค์

วิสัยทัศน์

องค์กรXXXXในประเทศไทยทำพันธกิจบนรากฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า โดยการประกาศพระกิตติคุณ การสร้างคริสตจักรที่มีสง่าราศี และสร้างสรรค์สังคมที่มีสันติสุข

นโยบายหลัก

องค์กรXXXXในประเทศไทยมีพันธกิจหลักในการสร้างคริสตจักรให้มีสง่าราศี โดยสำแดงพระคุณความรักของพระเยซูคริสต์และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการทำพันธกิจ เปิดโอกาสให้ทุกคนใช้ของประทาน ตะลันต์และความสามารถจากพระเจ้าในการรับใช้ด้วยความสัตย์ซื่อ สนับสนุนส่งเสริมให้คริสตจักร หน่วยงานและสถาบันทำพันธกิจร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ เป็นแหล่งแห่งพระพรที่หลั่งไหลไปสู่ผู้คน ชุมชนและสังคม เพื่อขับเคลื่อนการทำพันธกิจขององค์กรXXXXฯ ใน 4 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2011-2014) จึงขอเสนอนโยบายหลัก 6 ด้าน ดังต่อไปนี้

1. นโยบายด้านการประกาศพระกิตติคุณ การอภิบาลและสวัสดิการผู้รับใช้

ส่งเสริมและสนับสนุนให้คริสตจักรทุกระดับ รวมทั้งหน่วยงานและสถาบันขององค์กรXXXXในประเทศไทย ทำพันธกิจการประกาศพระกิตติคุณ การศึกษาพระคัมภีร์ การเพิ่มพูนความเชื่อ และการอภิบาลสมาชิกคริสตจักรและผู้เชื่อใหม่ให้มีความเชื่อที่เข้มแข็งและดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า อีกทั้งจัดสรรสวัสดิการอย่างเหมาะสมให้แก่ผู้รับใช้พระเจ้าในทุกระดับ

1.1 พันธกิจด้านคริสตศาสนศึกษา
? พัฒนาหลักสูตรศาสนศึกษาของสถาบันศาสนศาสตร์ขององค์กรXXXXในประเทศไทย
? สนับสนุน ยกระดับและรับรองสถาบันพระคริสตธรรมชนเผ่าที่สังกัดองค์กรXXXXในประเทศไทย
? พัฒนาหลักสูตรประกาศณียบัตรศาสนศึกษาระดับผู้นำคริสตจักรท้องถิ่น
? พัฒนาผู้สอนศาสนศาสตร์ในสถาบันศาสนศาสตร์ขององค์กรXXXXในประเทศไทย
? สนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักศึกษาศาสนศาสตร์ที่ศึกษาอยู่ในสถาบันที่สังกัดองค์กรXXXXในประเทศไทย

1.2 พันธกิจด้านการประกาศพระกิตติคุณ
? ส่งเสริมสนับสนุนการปลูกสร้างคริสตจักร (Church Planting)
? จัดตั้งกองทุนขยายคริสตจักร
? จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การประกาศพระกิตติคุณในภูมิภาค
? สนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณของคริสตจักรภาคและคริสตจักรท้องถิ่นอย่างจริงจัง
? สนับสนุนให้คริสตจักรภาคและคริสตจักรท้องถิ่นส่งมิชชันนารีทั้งในและต่างประเทศ

1.3 พันธกิจด้านการอภิบาล
? พัฒนาหลักสูตรอบรมศิษยาภิบาลและอภิบาลศิลป์
? เปิดหลักสูตรอภิบาลชนเผ่า
? ยกระดับสถานภาพและสวัสดิการผู้อภิบาลคริสตจักรชนเผ่า
? พัฒนาหลักสูตรคริสเตียนศึกษาสำหรับคริสตจักรและสถาบันขององค์กรXXXXในประเทศไทย
? จัดตั้งศูนย์อบรมคริสเตียนศึกษา

1.4 สวัสดิการผู้รับใช้
? ปรับปรุงแก้ไขโครงการคริสตจักรเลี้ยงตนเอง 1979 (2005) ในสัดส่วนที่เหมาะสม
? ปรับปรุงสวัสดิการรักษาพยาบาลครอบครัวผู้รับใช้
? จัดให้มีค่ายังชีพพิเศษสำหรับศิษยาภิบาล ผู้ช่วยศิษยาภิบาลและรักษาการศิษยาภิบาล
? จัดให้มีค่ายังชีพแก่คู่สมรสศิษยาภิบาลที่ว่างงาน
? ปรับปรุงหลักเกณฑ์เงินพิเศษหลังเกษียณแก่ศิษยาภิบาลและผู้รับใช้
? ยกสถานภาพผู้ประสานงานภาคและ/หรือผู้ช่วยผู้ประสานงานภาคเป็นบุคลากรประจำ

2. นโยบายด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการบริการชุมชน
ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคคล คริสตจักรและชุมชนอย่างยั่งยืนทั้งฝ่ายร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ โดยการทำพันธกิจ ดังนี้

2.1 พันธกิจด้านการศึกษา
ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาทุกระดับให้มีคุณภาพสอดคล้องกับแผนการศึกษาชาติ และความต้องการของสังคม ให้สถาบันการศึกษามีความเข้มแข็งทางวิชาการและคริสต์จริยธรรมตามคำสอนและแบบอย่างของพระเยซูคริสต์ และเป็นช่องทางในการประกาศพระกิตติคุณแก่ผู้เรียน เปิดโอกาสทางการศึกษาแก่ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน รวมทั้งการให้โอกาสแก่ผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคม เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ

พันธกิจ
? จัดทำตราสารให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน
? จัดระบบการบริหารจัดการโรงเรียนให้มีคุณภาพ
? พัฒนาศักยภาพอนุศาสกและบุคลากรศาสนกิจในสถาบันการศึกษา
? จัดตั้ง “สถาบันพัฒนาผู้นำ” ร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาขององค์กรXXXXในประเทศไทย
? จัดสรรทุนการศึกษาในทุกระดับ (โครงการช้างเผือก) รวมทั้งการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอกทั้งในและต่างประเทศ (ในสาขาวิชาที่ขาดแคลน)
? แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ส่งต่อและการใช้ทรัพยากรร่วมกันของสถาบันการศึกษาทุกระดับ
? สนับสนุนทุนการศึกษาแก่บุตรศิษยาภิบาลจนถึงขั้นปริญญาตรี
? จัดตั้งกองทุนพิเศษสำหรับเด็กด้อยโอกาส
? จัดตั้งกองทุนพิเศษหลังเกษียนแก่สถาบันที่ไม่สามารถจัดตั้งกองทุนฯได้
? จัดการบริหารสถาบันการศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้หลักธรรมาภิบาล
? สนัสนุนให้มีพันธกิจการดูแลนักเรียนคริสเตียนที่มาจากต่างถิ่นเพื่อให้มีที่พักที่ปลอดภัย
? สนับสนุนให้โรงเรียนขนาดเล็กสามารถทำพันธกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.2 พันธกิจด้านการรักษาและบริการสุขภาวะ

ส่งเสริมการบริการสุขภาวะแบบยั่งยืน กล่าวคือการเสริมสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิต การป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ และการรักษาสุขภาพแบบองค์รวมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณของประชาชน ให้สถานพยาบาลทุกแห่งเป็นแหล่งการประกาศพระกิตติคุณ

พันธกิจ
? ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาด้านการรักษาพยาบาลสมัยใหม่
? พัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยและเพียงพอต่อการให้บริการอย่างมีคุณภาพ
? สร้างและพัฒนาบุคลกรคริสเตียนด้านการแพทย์และการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น
? ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการและการบริการ
? จัดตั้งคลีนิคชุมชนคริสเตียนเคลื่อนที่และอาสาสมัครสาธารณสุข
? พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลในสังกัดองค์กรXXXXในประเทศไทยกับองค์กรภาครัฐและเอกชน
? สนับสนุนให้โรงพยาบาลขนาดเล็กสามารถทำพันธกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
? ศึกษาและพัฒนาการจัดตั้งสำนักงานพันธกิจการแพทย์
? พัฒนาศักยภาพของอนุศาสกและบุคลกรศาสนกิจในสถาบันการแพทย์
? จัดตั้งกองทุนพิเศษหลังเกษียณแก่สถาบันการแพทย์ที่ไม่สามารถจัดตั้งกองทุนฯได้

2.3 พันธกิจด้านการพัฒนาและบริการสังคม

ส่งเสริมให้คริสตจักรภาค และคริสตจักรท้องถิ่นสามารถพัฒนาตนเองและชุมชนให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืนบนหลักการเศรษฐกิจพอเพียง เพิ่มศักยภาพกลุ่มและองค์กรท้องถิ่นในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย ให้ความช่วยเหลือผู้ยากไร้ ปกป้องสิทธิมนุษยชน ตลอดจนอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่พระเจ้าทรงสร้าง

พันธกิจ
? อบรมและพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพของสมาชิกคริสตจักรในการพัฒนาและการบริการสังคม
? ส่งเสริมกลุ่มพัฒนาอาชีพและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในคริสตจักรและชุมชน
? ตั้งกองทุนพัฒนาอาชีพคริสตจักรภาค (หนึ่งภาค หนึ่งกองทุนพัฒนาอาชีพ)
? ตั้งศูนย์รวบรวมและจัดการด้านการตลาดเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของคริสตจักรท้องถิ่นทั้งในและต่างประเทศ
? ตั้งกองทุนบรรเทาทุกข์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติและโรคติดต่อ
? สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนและผู้ด้อยโอกาสในสังคม
? สนับสนุนการดำเนินการแก้ไขสถานะบุคคลของสมาชิกในคริสตจักรชนเผ่า

2.4 พันธกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

พันธกิจ
? ส่งเสริมและขยายโอกาสให้บุคลากรคริสเตียนที่มีศักยภาพได้ร่วมทำพันธกิจในหน่วยงานและสถาบันขององค์กรXXXXฯ มากขี้น
? ส่งเสริมให้ทุกคริสตจักรภาคมีผู้ประสานงานสตรีและผู้ประสานงานอนุชน
? สนับสนุนการพัฒนาผู้ปกครองและมัคนายกของคริสตจักร
? จัดการศึกษาดูงานแก่ผู้นำคริสตจักรทั้งในและต่างประเทศอย่างเหมาะสม (เช่นอิสราเอล)
? ตั้งศูนย์พันธกิจเยาวชนภูมิภาค
? จัดโครงการศึกษาแลกเปลี่ยนสตรีและเยาวชนระหว่างประเทศ

3. นโยบายด้านการพัฒนาการเงินและทรัพย์สิน

ดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมการพัฒนาการบริหารการเงิน และการพัฒนาทรัพย์สินขององค์กรXXXXในประเทศไทยให้ได้รับดอกผล และเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อการทำพันธกิจขององค์พระผู้เป็นเจ้า โดยยึดหลักการบริหารจัดการด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส มีคุณธรรม และตรวจสอบได้

3.1 พันธกิจด้านการบริหารการเงิน (เงินสดและเงินกองทุน)

พันธกิจ
? ดำเนินการให้เงินสดและเงินกองทุนมีจำนวนเพิ่มขึ้น และบริหารจัดการให้เกิดความมั่นคง ปลอดภัย และเกิดดอกผลสูงสุด เพื่อสนับสนุนการทำพันธกิจขององค์กรXXXXในประเทศไทย
? บริหารจัดการการใช้จ่ายเงินและดอกผลจากกองทุนต่าง ๆ ด้วยความประหยัด เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการทำพันธกิจ
? จัดทำงบประมาณด้วยการกระจายทรัพยากรสนับสนุนการทำพันธกิจของคริสตจักรภาค คริสตจักรท้องถิ่น ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ขององค์กรXXXXในประเทศไทยอย่างทั่วถึง
และต่อเนื่อง
? จัดงบประมาณเพื่อตั้งเป็นกองทุนสำหรับคริสตจักรภาค เพื่อส่งเสริมให้คริสตจักรภาคและ
คริสตจักรท้องถิ่นสามารถพัฒนาสู่การพึ่งตนเองได้

3.2 พันธกิจด้านการพัฒนาทรัพย์สิน (ที่ดิน อาคาร และอื่นๆ)

พันธกิจ
? จัดตั้งคณะกรรมการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ขององค์กรXXXXในประเทศไทย ในการพัฒนาทรัพยากรต่าง ๆ ที่ครอบครองหรือใช้ประโยชน์อยู่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และนำดอกผลมาสนับสนุนการทำพันธกิจ
? ติดต่อประสานงานกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ในการโอนที่ดินเข้าสู่องค์กรXXXXในประเทศไทย อย่างต่อเนื่องและเกิดผล

3.3 การจัดหาทุนจากแหล่งภายนอกเพื่อการทำพันธกิจ

พันธกิจ
? จัดทำโครงการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของมวลสมาชิกคริสตจักรและชุมชน เพื่อขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ และเอกชน
? เชิญชวนองค์กรพัฒนาเอกชนคริสเตียนอื่น เข้ามาร่วมทำการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกคริสตจักรและชุมชน
? ดำเนินการจัดหาทุนในรูปแบบต่าง ๆ จากหน่วยงานขององค์กรXXXXเอง เช่นจากนักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน เป็นต้น
? ติดต่อประสานงานกับกรมสรรพากรและกระทรวงการคลัง เพื่อรับการยกเว้นการเสียภาษีเงินได้ประจำปี และนำส่วนที่ได้รับการยกเว้นภาษีนี้ ไปสนับสนุนการทำพันธกิจขององค์กรXXXXในประเทศไทย

3.4 การตรวจสอบ

พันธกิจ
? จัดตั้งกรรมการตรวจสอบจากผู้แทนภาคและหน่วยงาน
? ดำเนินการให้หน่วยงานตรวจสอบภายในมีประสิทธิภาพ และดำเนินการตรวจสอบได้ทั่วถึง
? แต่งตั้งผู้ตรวจสอบบัญชีภายนอกจากหน่วยงานหรือบริษัทที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

4. นโยบายด้านเอกสัมพันธ์และความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ

ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กรXXXXในประเทศไทยกับคริสตจักรคณะนิกายต่างๆ องค์กรศาสนา หน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคประชาชนทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีในการพัฒนาสังคมและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

พันธกิจ
? ขยายความร่วมมือระหว่างคริสตศาสนิกนิกายต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
? ส่งเสริมบทบาทการเป็นผู้นำของคริสตชนในองค์กรภาครัฐและเอกชนมากขึ้น
? ขยายจำนวนคริสตจักรคู่มิตร ทั้งในอเมริกา ยุโรป เอเชียและแปซิฟิค
? โครงการพันธกิจกับคริสตจักรเพื่อนบ้านลุ่มน้ำโขง (จีน พม่า เวียดนาม กัมพูชาและลาว)

5. นโยบายด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ

ส่งเสริมการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้ทันสมัย การพัฒนาศูนย์ข้อมูลเพื่อการสื่อสาร การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่นำไปสู่การวางแผนและการทำพันธกิจให้มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผล

พันธกิจ
? ตั้งศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการวิจัย องค์กรXXXXในประเทศไทย
? จัดทำฐานข้อมูลคริสตจักร (data base) ที่เป็นระบบเดียวกัน
? จัดทำบัตรสมาชิกคริสตจักรในสังกัดองค์กรXXXXฯ
? พัฒนาระบบเครือข่ายสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการอย่างมีคุณภาพ
? ส่งเสริมการตั้งเครือข่ายวิทยุชุมชนคริสเตียน
? พัฒนาบุคลากรด้านสื่อสารมวลชน และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

6. นโยบายด้านการบริหารจัดการองค์กร
ส่งเสริมนโยบายและระบบการบริหารจัดการองค์กร โดยยึดหลัก “ความซื่อสัตย์ ความโปร่งใสและมีคุณธรรม” คือมีการบริหารแบบธรรมภิบาล การมีส่วนร่วม การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ การกระจายอำนาจและความรับผิดชอบของคริสตจักรภาค คริสตจักรท้องถิ่น หน่วยงานและสถาบัน ตลอดจนส่งเสริมให้มีการประสานงานระหว่างพันธกิจต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆในการทำพันธกิจ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

พันธกิจ
? ปรับปรุงแก้ไขธรรมนูญแห่งองค์กรXXXXในประเทศไทย ระเบียบปฏิบัติของธรรมนูญฯ รวม ทั้งระเบียบ หลักเกณฑ์ และประกาศต่างๆ ขององค์กรXXXXในประเทศไทยให้เหมาะสมและสามารถปฏิบัติได้
? จัดระบบการสรรหาและการแต่งตั้งผู้บริหารหน่วยงานและสถาบันให้มีความโปร่งใส ยุติธรรมและมีคุณธรรมเหมาะสมกับความรู้และศักยภาพ
? ปรับปรุงและพัฒนาระบบการตรวจสอบ การกำกับดูแลและประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารหน่วยงาน สถาบัน และผู้บริหารองค์กรXXXXในประเทศไทย
? ส่งเสริมการบริหารและการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมในทุกระดับ

ความฉลาดของคนในโลกนี้

"คนของความสว่างจงฉลาดกว่าโลกนี้"

ระบบเศรษฐกิจในโลกเราทุกวันนี้ กำหนดให้ธุรกิจต้องแข่งขันกันเมื่อก่อนพูดกันว่า
"ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็น "ปลาเร็วกินปลาช้า"และกำลังจะกลายเป็น
"ปลาฉลาดกินปลาโง่" ซึ่งเครื่องมือทางธุรกิจอย่างหนึ่ง คือ marketing หรือ
"การตลาด" ปัจจุบันมีวิวัฒนาการเร็วกว่าอดีตอย่างมาก และมากอย่างไม่น่าเชื่อ


เมื่อก่อนด้วยการผูกขาดทางการค้าและการเป็นธุรกิจรายแรกๆ เราใช้ผงซักฟอกใครๆก็เรียก
"แฟ้บ" เราใช้ผ้าอ้อมเด็ก ใครๆก็เรียกหา "แพมเพอร์ส" ก็ว่าประสบความสำเร็จดีแล้ว
อีกทั้งการใช้วิธีการ ลด แลก แจก แถม
ที่ห้างโมเดิร์นเทรดทำโปรโมชั่นของใช้บางประเภท
เพื่อดึงดูดลูกค้าให้ไปจับจ่ายสินค้าและบริการอย่างอื่นพ่วงไปด้วย แต่ปัจจุบันนี้
marketing เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ละเอียดอ่อน ซับซ้อน และทรงประสิทธิภาพอย่างสูง
ว่ากันว่า ในปัจจุบันนี้นอกจาก marketing
จะเป็นตัวดึงดูดความสนใจและแปรเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในสังคมแล้ว
ยังสามารถเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจและรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างน่าทึ่ง
เราจะเห็นโฆษณาทางโทรทัศน์ประเภทที่ทำให้เสียความมั่นใจในตัวเอง (self
esteem) เช่น บอกว่าผิวเรายังไม่ขาวพอ หน้าเรายังไม่ใสพอ
รักแร้เรายังไม่ขาวเนียนพอ
รูปร่างผิวพรรณยังไม่ดีพอต้องดื่มต้องทา...และอีกมากมายที่บอกว่า "เรายังไม่ดีพอ"
โดยละลายพฤติกรรมให้เกิดการยอมรับและให้เชื่อว่าสังคมต้องการแบบนั้นและเราก็ต้องเสียเงิน


นอกจากนี้ยังพบการตลาดประเภทกำหนดเวลา เช่น one day หรือ one price
ซึ่งเป็นการกระชับการตัดสินใจของเราให้สั้นลงและแคบลง เช่น
"ราคานี้วันเดียวเท่านั้น" "วันนี้วันสุดท้าย" และเราก็ต้องจ่าย
การตลาดประเภทขายฝันขายความสุขยอมให้เรา "ผ่อนจ่ายซื้อความสุข"
อย่างแพ็คเกจท่องเที่ยวราคาหลายแสนบาท ซึ่งใช้ "หลักจิตวิทยากดดัน" มี presentation
อย่างมืออาชีพ
และคิดละเอียดไปจนถึงขั้นว่าจะให้ลูกค้านั่งเก้าอี้ตัวไหนพนักงานขายนั่งตรงไหนในการปิดการขาย


นอกจากนี้ยังมีการตลาดที่เล่นกับความรู้สึกพื้นฐานของคน คือ ความกลัว
ในธุรกิจประเภทประกันชีวิตซึ่งแทรกซึมไปในหลายธุรกิจ
ซึ่งในปัจจุบันยิ่งมีเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานด้วยแล้วยิ่งน่าสนใจ เช่น
บริษัทผลิตสินค้าแห่งหนึ่ง
ใช้เกมส์ออนไลน์ในการสอดแทรกและเชื่อมโยงพฤติกรรมของผู้เล่น
ซึ่งส่งผลทางจิตวิทยาในการเลือกตัดสินใจในการที่จะซื้อสินค้าและบริการของบริษัทตน


ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าให้เราต่อต้านการทำการตลาด
เพราะธุรกิจในสังคมทุนนิยมยังคงดำเนินไปตามธรรมชาติของมัน
แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือการเลือกตัดสินใจโดยการใช้สติ และ ปัญญา
โดยไม่ตกเป็นเหยื่อของ marketing แต่ต้องรู้ทัน เข้าใจวิธีคิด
และตอบสนองมันอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด


ใน พระคัมภีร์ Bible กล่าวไว้ใน พระธรรมลูกา บทที่16ข้อ1-8 (Luke16:1-8)
เรื่อง "คำอุปมาเรื่องผู้ดูแลเจ้าเล่ห์" ได้ให้เราตระหนักรู้ เท่าทันโลก
โดยมีเนื้อหาน่าสนใจที่เน้นให้เรารู้ว่า "คนของความสว่างจงฉลาดกว่าโลกนี้"
ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในโลกธุรกิจกับการดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบัน ที่ว่ากันว่า
"marketing ทำได้ทุกอย่าง"


ขอพระเจ้าอวยพรครับ

สมเกียรติ ชิเนนทโรภาส

(คริสตจักรบ้านคานาอัน)

แนวคิดการพัฒนาคริสตจักร จาก ศบ หัวแหลม

คนไทยยังจมดิ่งอยู่ในความบาป
โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่บริโภคมุ่งหาแสวงหาแต่วัตถุนิยม กาม เกียรติ เงินทอง
เห็นทีคริสตจักร หน่วยงาน องค์กรของคริสเตียนในประเทศไทย
ต้องทำงานหนักให้มากขึ้น ทั้งที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส
ด้วยการขับเคลื่อนพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสตืเจ้า
ให้คริสตจักรเป็นคำตอบแห่งชีวิต ความหวังของคนไทยยุคนี้
ด้วยเน้นพระวจนะเชิงปฎิบัติ เพิ่มกิจกรรมสำหรับเด็กเยาวชน คนหนุ่มสาวให้มากขึ้น
เรามีความพร้อมมากที่สุด ..พระเยซูตรัสว่า
"เราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายจนกว่าจะสิ้นยุค"
เรารับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ดำรงพระชนม์อยู่
และ พระผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกนี้
พระองค์ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ฤทธานุภาพให้กับผู้รับใช้ของพระองค์
พระองค์ทรงตรัสย้ำเสมอว่า "อย่ากลัวเลย..เพราะเราจะอยู่กับเจ้า.."

แนวปฏิบัติของคริสตจักรยุคใหม่

ดังนั้น..คริสตจักรยุคใหม่จะต้องเปิด 24 ชั่วโมง
โทรศัพท์มือถือของผู้รับใช้พระเจ้านำไปติดปะไว้หน้าโบสถ์
หรือมอบให้กับทุกคน
พร้อมข้อความ "ทุกข์ร้อนประสบปัญหาวิกฤตชีวิต" ติดต่อ...080-789XXXX (24 ชั่วโมง)
มีรถปิกอัพไว้สักคันสำหรับใช้หน่วยฉุกเฉินเคลื่อนที่เร็ว
บริการทั้งสมาชิกและบุคคลทั่วไป
ให้คำปรึกษาออนโลน์ 24 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่ประสบปัญหาชีวิต
คิดอะไรไม่ออกบอกคริสตจักร

ออกไปทั้งวันคืนปกติและในยามวิกาลเมื่อพบเห็นคนที่กำลัง
อยู่ในสภาวะเครียด หมดกำลังใจ ท้อแท้สิ้นหวัง กำลังคิดจะฆ่าตัวตาย
เข้าไปสอบถามทักทายเขา และแนะนำตนเอง พร้อมยื่นเอกสาร
(หนังสือเรื่องราวของพระเจ้า)
หรือบัตรประจำตัวที่หน่วยงาน องค์กร ออกให้
แต่ทั้งนี้ก็ต้องอธิษฐานขอเลือกทีมงานรับใช้ มีการอบรมอย่างสม่ำเสมอ
เพราะการช่วยเหลือคนยามวิกฤต คริสเตียนเท่านั้นที่จะช่วยได้ที่สุดครับ
เรามีองค์พระเยซูคริสต์ พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงพระชนม์อยู่
ทรงสถิตอยู่กับเราทุกเวลา ไม่มีอะไรที่ยากเกินไปสำหรับพระเจ้า
ขอให้คริสตจักร หน่วยงาน คณะนิกายต่าง ๆในประเทศไทย
หันมาสร้า่งสรรค์คริสตจักรไทยยุคใหม่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง
ที่เป็นของคนไทย เพื่อคนไทย

เร่งทำการของพระเจ้า เพราะเดี๋ยวเราก็ต้องจากไปตามวาระอายุขัยของแต่ละคน
เมื่อมีชีวิต "ข้าพเจ้าขอให้ชีวิตเป็นพระพรและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นดีกว่า"
สุดท้ายนี้อยากให้ทุกฝ่ายมาร่วมสร้างนโยบายชูหนึ่งคริสตจักรหนึ่งชุมชน
สนับสนุนผู้รับใช้ ทรัพยากร และเครื่องมือเครื่องใช้สอยต่างๆ
ขอบคุณพระเจ้าที่คริสตจักรในประเทศไทย
มีทรัพยกรจำนวนมากมหาศาล ทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล
มูลนิธิฯ สถาบัน มากมายในขณะนี้ และบุคคลกรระดับคุณภาพเกรดเอ
แต่เราไม่รู้จักใช้คนและสิ่งเหล่านี้

เพื่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนคริสตจักรที่มีอยู่และกำลังจะเกิดขึ้นใหม่
ที่ผ่านมาและเวลานี้เรากำลังก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน
โดยเฉพาะผู้รับใช้ที่ทำงานในชนบท เพียงอาจจะมาจากคณะนิกายที่ต่างกัน
ก็อย่าถือว่าเป็นการแทรกแซงหรือก้าวก่ายกันเลย
มีโอกาสพบปะพูดคุยแบ่งปันสร้างเสริมกันและกัน
เพื่อดำเนินการพันธกิจประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เจ้า
ในท้องถิ่นได้ดำเนินงานอย่างเต็มกำลังเต็มที่
เมื่อคืนนี้ขณะที่นอนพักอยู่นั้น ข้าพเจ้าได้รับข้อความในนิมิต
"เราไม่นมัสการพระเจ้าในฟอร์มศาสนา"
ตื่นขึ้นมาทบทวนข้อความนี้หมายความอะไร?
ที่ผ่านมาเราทำให้พระเยซูคริสต์เป็นศาสนาหรือ?
ท่านใดที่อ่านพบบทความนี้ ช่วยแบ่งปันข้อความนิมิตหน่อยเถอะครับ
ขอบคุณ..

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพร
โครงการพาวเวอร์คิดส์ พลังสร้างสรรค์ศิลปะกับเด็กเยาวชนเพื่อการประกาศพระกิตติคุณ
080-7895164

Friendship - เพื่อนดีๆ ใครๆ ก็อยากมี

 "เพื่อน" คือบุคคลที่...

คอยเตือนยามเพื่อนพลั้ง คอยฟังยามเพื่อนขอ
คอยรอยามเพื่อนสาย คอยพายยามเพื่อนพัก
คอยทักยามเพื่อนทุกข์ คอยปลุกยามเพื่อนท้อ
คอยง้อยามเพื่อนงอน คอยสอนยามเพื่อนผิด
คอยสะกิดยามเพื่อนเผลอ คอยเจอยามเพื่อนหา
คอยลายามเพื่อนกลับ คอยปรับยามเพื่อนเปลี่ยน
คอยเรียนยามเพื่อนเที่ยว คอยเคี่ยวยามเพื่อนเล่น
คอยเย็นยามเพื่อนร้อน คอยวิงวอนยามเพื่อนเศร้า
คอยเฝ้ายามเพื่อนฟุบ คอยอุบยามเพื่อนปิด
คอยคิดยามเพื่อนถาม คอยปรามยามเพื่อนหลง
คอยปลงยามเพื่อนแกล้ง คอยแบ่งยามเพื่อนหมด
คอยอดยามเพื่อนทาน คอยคานยามเพื่อนล้ม
คอยชมยามเพื่อนชนะ คอยสละยามเพื่อนชอบ



สุภาษิต 19:4 ทรัพย์ศฤงคารเพิ่มเพื่อนเป็นอันมาก แต่คนยากจนก็ถูกเพื่อนของเขาร้างไป
เพื่อนทียมแบบนี้คบกันพอขาๆ เมื่อถึงเวลาที่ยากลาบากก็จากไป
แต่เพื่อนแท้จะอยู่เคียงข้างเราเสมอ
เพื่อนเทียมจะไม่เห็นคุณร้องไห้ เพื่อนแท้มีหัวไหล่ไว้คอยซับน้าตาให้
เพื่อนเทียมถือขวดไวน์ติดตัวมางานปาร์ตี้ของคุณ
เพื่อนแท้จะมาแต่หัววันเพื่อช่วยเตรียมงาน
เพื่อนเทียมคาดหวังให้คุณเคียงข้างเขาเสมอ
เพื่อนแท้คาดหวังที่จะอยู่เคียงข้างคุณ ตลอดไป
เพื่อนแท้จะเป็นเพื่อนร่วมทางของคุณ และจะบอกคุณว่า You'll never walk
alone. "คุณจะไม่เดินเดียวดาย"


"เมื่อมั่งมี มิตรมากมาย มุ่งมามอง
เมื่อมัวหมอง มิตรมุ่งมอง เหมือนหมูหมา

เมื่อไม่มี มิตรมากมาย ไม่มองมา
เหมือนหมูหมา มิตรไม่มา เมื่อไม่มี"


ในสังคมปัจจุบันเพื่อนๆที่เข้ามาในชีวิตของเรามีมากมาย
บางครั้งต้องเลือกคบให้เหมาะสม เพราะเพื่อนบางคนชอบเชียร์ให้เสียคน เช่น
ชวนไปดื่มเหล้าเมามาย หรือ พาไปเล่นการพนันขันต่อ
เพื่อนที่ดีไม่ควรตามใจเพื่อน ไม่เห็นผิดเป็นชอบ
แต่ต้องช่วยกันหนุนใจตักเตือนเมื่อผิด
เพื่อนช่วยขัดเกลาชีวิต ช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงชีวิต
ส่งเสริมเพื่อนในทางที่ถูกที่ควรจะทา

สุภาษิต 27:17 เหล็กลับเหล็กได้ คนหนึ่งก็ลับเพื่อนของตนไ
ด้

เพื่อนแท้เป็นของขวัญอันล้าค่าที่พระเจ้าประทานให้เราแต่ละคน
มิตรภาพและการมีเพื่อนนั้น
เป็นเหมือนปัจจัยสาคัญพื้นฐานที่ทำให้มนุษย์ดารงชีวิตอยู่ได้
เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตให้เกิดความหวังและกาลังใจในการต่อสู้อุปสรรคปัญหา
บ้านของคุณจะปลอดภัย แม้ไม่มีรั้ว เพราะเพื่อนบ้านจะเป็นรั้วให้คุณ

พระธรรมปัญญาจารย์ 4:9 -10 สอนว่า
9 สองคนดีกว่าคนเดียว เพราะว่าเขาทั้งสองได้รับผลของงานดี
10 ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น
แต่วิบัติแก่คนนั้นที่อยู่คนเดียวเมื่อเขาล้มลง
และไม่มีผู้อื่นพะยุงยกเขาให้ลุกขึ้น

สิ่งที่สาคัญของคริสตชนคือ เรามีพระเยซู ผู้เป็นพระสหายเลิศในชีวิตของเรา
พระองค์เป็นเพื่อนสนิท เมื่อเราใกล้ชิดจะได้รับสิ่งดีในชีวิต
ติดสนิทเบื้องบน เกิดผลเบื้องล่าง เพราะทรงเป็นเถาองุ่นและเราเป็นแขนง
ยอห์น 15:5 เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง
ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก
เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทาสิ่งใดไม่ได้เลย

พระเยซูทรงเป็นเพื่อนที่รู้ใจ เข้าใจในความอ่อนแอของเรา
แต่ไม่เข้าข้างเราเมื่อเราทาผิด และสามารถช่วยเหลือเราได้เมื่อเราต้องการ

พระธรรมฮีบรู 4:14-16 กล่าวว่า

14 เหตุฉะนั้น เมื่อเรามีมหาปุโรหิตผู้เป็นใหญ่ที่ผ่านฟ้าสวรรค์เข้าไปถึงพระเจ้าแล้ว
คือพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ขอให้เราทั้งหลายมั่นคงในพระศาสนาของเรา
15 เพราะว่า เรามิได้มีมหาปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา
แต่ได้ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ
ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป
16 ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลาย จงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ
เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ

พระเยซูเป็นเพื่อนแท้ แม้ชีวิตก็ตายแทนได้
ยอห์น 15:13 ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้
คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน
พระองค์สาแดงความรักแก่เราแม้เราเป็นคนบาปแต่พระเยซูคริสต์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อลบล้างความผิดแทนเรา

โรม 5:8 แต่พระเจ้าทรงสาแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย
คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา