แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อคิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อคิด แสดงบทความทั้งหมด

ไม่ขอเป็นลูกของแม่อีก Never again to be your son



ที่มา
Livelykingdom.com


ชาติหน้า ผมไม่ขอเป็นลูกของแม่อีกแล้ว!
เจ้าของบทประพันธ์: มิสเตอร์หูถิงโซ่ว นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน(ไถต้า)

เขาเกิดมาพร้อมกับโรคกล้ามเนื้อลีบจากไขประสาทเสื่อม(ALS, Amyotrophic lateral sclerosis) แต่เขามีสติปัญญาดีกว่าคนรุ่นเดียวกัน เขาเป็นลูกคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว(Single mom)

คุณแม่ของเขาคือคุณเหอเหม่ยจินเลี้ยงดูเขาเพียงลำพังตั้งแต่เล็กจนโต เพราะเขาเป็นโรคกล้ามเนื้อลีบฯ จึงทำให้การเคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก

คุณแม่ของเขาลาออกจากการเป็นผู้จัดการบริษัทประกันภัย ออกมาเปิดบริษัทของตัวเองเพื่อเลี้ยงดูลูก ต่อมาบริษัทของคุณเหอก็ปิดตัวลง แม่ลูกจึงเก็บผักที่แม่ค้าไม่เอาแล้วในตลาดและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ใกล้หมดอายุในซุปเปอร์มาร์เก็ตมาประทังชีวิต

ทุกครั้งที่เขาเห็นสกู๊ปชีวิตในทีวี เขาจึงมักจะเอ่ยอยู่เสมอว่า “อันนี้มันน่าสงสารแล้วเหรอ!”


อุปนิสัยที่คนใหม่ต้องก้าวให้ผ่าน(1) Thai ways(1)




คนชาติใดก็จะมีเอกลักษณ์ประจำตัวของชนชาตินั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง  หน้าตา คิ้ว  สีผิว คนแต่ละทวีปก็มีสีผิวและลัษณะของร่างกายเป็นเอกลักษณ์  ที่สำคัญแต่ละชนชาติก็จะมีเอกลักษณ์ทางอุปนิสัยด้วย 

อุปนิสัยประจำชาตินี้ย่อมมีทั้งข้อดี และข้อเสีย อุปนิสัยหลายอย่างของคนไทย  เป็นอุปนิสัยที่ดี  เช่น การช่วยเหลือสังคมยามที่คนอื่นประสบเคราะห์ร้าย อุบัติภัยทางธรรมชาติ   การเคารพผู้อาวุโส   การนับถือตำแหน่ง ฐานะทางสังคมในระบบเก่า   แต่ก็มีอุปนิสัยหลายอย่างที่อ่อนแอ  ในบทความนี้จะนำเสนอแนวคิดหลายๆ ข้อ  ท่านผู้อ่านโปรดพิจารณาดูนะครับว่า คนใกล้ชิดท่านชนะได้แล้ว  ก้าวผ่านไปได้แล้ว หรือว่ายังหลุดๆ หลวมๆ  ดูแต่คนอื่นแต่ตัวอิเหนาเองก็ยังสลัดไม่หลุด กระจกบานนี้จะส่องให้ดู

อุปนิสัยที่คนใหม่ต้องก้าวให้ผ่าน(2) Thai ways(2)


ในตอนที่หนี่งผมได้กล่าวถึงอุปนิสัยที่อ่อนแอหลายประการ คือ

ก. ความอยากรวยจนเกินไป
ข. หลงไหลไสยศาสตร์
ค. เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง
ง. ความอิจฉาริษยา
จ. ชอบเล่นพวก

ในตอนนี้จะเขียนต่ออีกหลายข้อ แม้จะยาวไปบ้างแต่ก็คงไม่หมด ขอสกิดเอาเพียงแค่แสบๆ คันๆ นะครับ

ฉ. "คนไทยชอบสบาย" คนไทยบางส่วนชอบทำงานสบายๆ ไม่คิดการณ์ไกล ติดสบายตั้งแต่เล็ก สบายตั้งแต่เกิด เพราะประเทศไทยมีทรัพยากรอุดม ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ มีผักมีหญ้ากินได้ ปลามีในคลอง ใครขยันไม่อดตาย แต่คนไทยส่วนหนึ่งจะไม่ทำเพื่อให้มีฐานะดี หรือรวยหรอก เพราะความชอบสบายเขาจึงทำแค่พอเพียง ให้อยู่ไปวันๆ ก็พอ

ความเชื่อของไทยถึงเวลาปรับปรุงหรือยัง Thai beliefs, FAKE or TRUE



Thai culture; make better of make it worse

สังคมไทยต้องการคนกล้าพูด กล้าคิดต่าง  กล้านำเสนออย่างสร้างสรรค์  การคิด ทำ และพูดนำเสนอในสิ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนา  เกิดความตระหนัก  เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ย่อมดีกว่า การที่คนผู้รับผลกระทบนิ่งเงียบ  แม้จะเห็นว่ามีสิ่งผิดพลาด ต้องปรับปรุงก็ไม่กล้าพูดอะไร

 หากเราไม่ทำอะไรบางอย่างเพื่อสร้างสรรค์สังคม ถ้าสังคมอ่อนแอลง ความชั่วร้ายเพิ่มขึ้น การคิดว่าช่างเถอะฉันไม่สนใจ  ประเทศไทยไม่ใช่ของฉันคนเดียว ไม่เดือดร้อน อย่าคิดว่า ไม่เดือดร้อนนะ  ถ้าสังคมแย่ ไม่แน่ว่าวันหนึ่งลูกของใครบางคนที่ไม่สนใจสังคมอาจตกเป็นเหยื่อได้

การนำเสนอความคิดติติงสังคม  สิ่งที่น่าจะเป็นปัญหา  อย่างน้อยเมื่อคนได้อ่าน ได้เอาไปคิด เชื่อว่าอาจทำให้คนมีการศึกษา คนมีสติ  อาจได้คิดตรึงตรอง  วิเคราะห์ว่ามันจริงไหม  เชื่อว่าคนอีกหลายอาจจะได้หลุดออกจากความงมงาย เลิกทำตามสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมที่อ่อนแอที่ต้องถึงเวลาเปลี่ยนแล้วได้บ้าง ไม่มากก็น้อย


มีวัฒนธรรมความเชื่อของคนไทยหลายอย่างที่ต้องมีการทบทวน และปรับปรุงเพราะบางอย่างมันค่อนข้างล้าสมัย  และไม่เหมาะกับสภาพสังคมปัจจุบัน วัฒนธรรมที่อาศัยภูตผีปีศาจมาข่มขู่คน หรือสิ่งที่อาศัยความเชื่อผิดๆ ก็ต้องได้รับการพิจารณา มีหลายอย่างที่ควรพิเคราะห์คือ


ข้อคิดในการเล่นเฟซบุ๊ค Facebook Warnings


My Attitude on Facebook Posts.
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้เฟซบุ๊ค

When people are online on Facebook, posting comments, writing messages, creating rumors and controversial issues, making personal brand, unleashing emotions,  finding partners, making friends, sending warnings,  just for fun but some miserable people use Facebook because they are addicted to the Internet. They cannot stop using it because they think it has become an essential part of life.

Some people disguise themselves some people expose themselves.

เมื่อคนใช้เฟซบุ๊ค บางคนโพสความคิดเห็นต่างๆ ส่งข้อความสั้นๆ ถึงใครสักคน บ้างใช้เป็นโอกาสสำหรับสร้างข่าวลือ สร้างหัวข้อถกเถียงที่สร้างปัญหา บ้างใช้เป็นที่เป็นที่สร้างแบรนใหม่ให้ตัวเอง บางคนใช้เป็นที่ระบายอารมณ์ หาคู่ หรือหาเพื่อน บางคนส่งข่าวเตือนภัยต่างๆ บ้างก็ใช้เพื่อความสนุก

บทความที่ได้รับความสนใจ (แสบๆ คันๆ ประสาพี่ๆ น้องๆ)



สงครามล้างเผ่าพันธ์ใน..ราวันดา..(อย่าให้มันต้องเกิดในสยามเลย)รึว่าบางคนอยากให้เกิด

ทำไมรวันดา? ในปี ค.ศ. 1994 เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ขึ้นในรวันดา ประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา ภายในช่วงเวลาเพียง 2 เดือน ชาวทุตซี่ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในรวันดา (15 % ของประชากร) ถูกฆ่าตายไปทั้งสิ้น 800,000 คน (มากกว่า 80% ของประชากรทุตซี่) นับเป็นการสังหารหมู่ที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ นักสังเกตการณ์หลายคนเรียกมันว่า โฮโลคอสต์ ภาค 2 (Holocaust คือ ชื่อเรียกการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวโดยระบอบนาซีในช่วงสงครามโกลครั้งที่ สอง)
รวันดา "ประเทศเล็ก ๆ ในทวีปแอฟริกา มีประชากรประมาณ 8 ล้านคนเศษ  เคยเป็นอาณานิคมของ เบลเยียมมาก่อน ภาษาที่ใช้คือ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษ และภาษากินยาร์วันดา ประชาชนของรวันดา ประกอบด้วยคนสองเผ่าคือ เผ่าตุ๊ดชี่ (Tutsi) ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ มีประมาณร้อยละ 15 แต่กลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี มีการศึกษาดีและส่วนใหญ่เป็นพวกนักรบ อีกเผ่าหนึ่งซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศคือ เผ่าฮูตู (Hutu)
ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะยากจน มีอาชีพทางด้านกสิกรรมเป็นส่วนใหญ่


เผ่าฮูตู และตุด
ซี่


ต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นบริหารประเทศ แล้วแต่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง    
รวันดา เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ประชาชนยากจน 
อัตราการศึกษาของคนในชาติต่ำ การแบ่งปันทรัพยากรไม่เป็นธรรม
สังคมขาดความยุติธรรม ความขัดแย้งจึงมีขึ้นเป็นระยะ
พอมีความขัดแย้งกันก็มักใช้ความรุนแรงตอบโต้กันไปมา
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งนั้น เกิดขึ้นในช่วง
6 เมษายน -กลางกรกฎาคม 2537 (100 วัน) เมื่อเผ่าฮูตู  
ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศขึ้นเป็นรัฐบาล
มีการปล่อยให้ ทหารบ้านชาวฮูตูสะสมอาวุธ และปล่อยให้วิทยุ 
โทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อสำคัญของรัฐที่เป็นชาวฮูตู
โหมกระพือความขัดแย้ง

    
มีการรังแกชาวตุดซี่จากความได้เปรียบที่ฝ่ายตนเป็นรัฐบาล
ชาวตุดซี่นำโดย นาย พอล คามากา ได้ตั้งกลุ่มชาวตุดซี่
ขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล "เรียกว่ากฎบตุดซี่

มี การใช้สื่อเพื่อปลุกระดม รวบรวมชาวตุดซี่ให้ลุกขึ้น
ต่อต้าน รัฐบาลชาวฮูตูเห็นว่าชักจะคุมชาวตุดซี่ไม่ได้จึง
มีการใช้มาตรการรุนแรง ให้ทหารรัฐ และ
ทหารบ้านชาวฮูตู คัดแยกชาวฮูตู ออกจากชาวตุดซี่  

มีการ ประกาศปลุกระดมว่าชาวตุดซี่เป็นกบฎ
ถ้าไม่เห็นด้วยกับฮู ตูก็ให้ถือเป็นพวกตุดซี่ทั้งหมด
และเริ่มเกิดการฆ่าชาวตุดซี่ โดยทหารบ้านชาวฮูตู 
 ทหารบ้านก็พวกอาสาสมัครอะไรประมณเนี้ย
ชาวตุดซี่่จึงเริ่มมีกองกำลัง มีการใช้กำลัง
ลุกฮือขึ้นต่อสู้ จนถึงขั้นฆ่านายกรัฐมนตรีชาวฮูตูตาย


มีการฆ่า กันตายของคนทั้งสองฝ่ายทั่วรวันดา จากที่เคย
รักใคร่เป็นเจ้านายลูกน้องกัน เป็นเพื่อนรักกัน
จากที่เป็นเพื่อนบ้านกัน ที่เป็นญาติพี่น้องกัน
ฆ่ากันตายมั่วไปหมด เกิดเหตุ จลาจล ปล้นสดมภ์ ข่มขืน
ในช่วงเวลา 100 วันตั้งแต่วันที่ 6 เมษายนไป
จนถึงกลางเดือนกรกฎาคมในปี พ.ศ. 2537 
ชนพื้นเมืองชาวตุดซี (Tutsi) และชนพื้นเมืองชาวฮูตู
(Hutu) ถูกสังหารไปปประมาณ 800,000-1,071,000 คน
สังคมของรวันดาล่มสลายหมด




เหตุผล ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่โหดเ้***
้ยมมอย่างนั้นขึ้นได้  ไม่มีสิ่งใด นอกจาก
"ความเกลียดชัง" ที่ปลุกฝังกันมาก่อนหน้านั้น
ให้เกลียดทุกเรื่องที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

มีบทสรุป ที่น่าสนใจของเหตุการณ์ครั้งนั้นที่
ได้ถ่ายทอด ออกมาเป็นหนังสือชื่อว่าสื่อมวลชน
กับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา
(The Media and the Rwanda Genocide, Pluto Press, 2007)
ในหนังสือมีเนื้อหาหลักๆ ที่เป็นข้อถกเถียงที่น่าสนใจคือ
คำถามใหญ่ที่ว่า "สื่อมีบทบาทในการก่อให้เกิดความรุนแรงจริงหรือไม่ ?"



1. สื่อแพร่กระจายความเกลียดชังอย่างตั้งใจ ยุยงผ่านคำพูด เพลงปลุกระดม คำขวัญ บทกลอน

2. สื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานในการลงมือ
ก่อความรุนแรงระหว่างนักการเมือง หัวรุนแรงกับเครือข่าย
ของพวกเขา มีหลักฐานมากมายว่าสถานีวิทยุ RTLM…..
เช่นสหประชาติ ท่านนายพล Dallaire ประกาศ ที่ประเทศรวันดา
ว่า สนธิสัญญายุติสงคราม พี่น้องเผ่าฮูตูกับเผ่าตุ๊ด สิ้นสุดลงแล้ว
ท่ามกลางความดีใจของประชาชนในประเทศ รวันดา
|แต่รายการวิทยุ Hutu Power Radio กลับปลุกระดม
และกระจายเสียงให้ชนเผ่า ชาวฮูตู เกลียดและ
ให้ฆ่าพี่น้องชนเผ่าตุ๊ดชี่

3.สื่อ ทำหน้าที่ชี้นำสาธารณะให้เห็นว่าความรุนแรง
เป็นทางออกและไม่เห็นด้วยกับ การแก้ปัญหา
อย่างสันติวิธี วิทยุบางสถานีและหนังสือพิมพ์บางฉบับ
ใน รวันดา จงใจชี้นำสาธารณะชน ว่าความขัดแย้ง
ที่กำลังเกิดขึ้นเป็นการต่อสู้ระหว่าง
"พวกเราคนส่วนใหญ่" กับ "พวกเขาคนส่วนน้อย"  
"เป็นการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว"  
"สิ่งที่พวกตนกำลังดำเนินการอยู่เป็นเรื่องที่ทำได้ชอบธรรม
  คุ้มกับสิ่งที่ต้องเสียไป "และนั่นคือส่วนหนึ่งของบทสรุป
ของเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ว่า
ทำไมถึงได้มียอดผู้เสียชีวิตมาก ถึง 800,000 คน









จนกระทั่ง คนที่อยู่ร่วมกันในสังคม แตกแยกกันอย่างสิ้นเชิง
เจ้านายเป็น ตุดซี่ ลูกน้องเป็น ฮูตู หรือ บ้างก็มี เจ้านายเป็นฮูตู
และลูกน้องเป็นตุดซี่ หรือเป็นเพื่อนบ้านกัน เป็นเพื่อนร่วม
โรงเรียนเดียวกัน เป็นเพื่อนร่วมงานกัน แม้กระทั่ง
เป็นสามีภรรยากัน มีลูกกัน กลายเป็นญาติกัน
เป็นคนรักกันแต่ตอนหลังต้องมาขัดแย้งกัน

เรื่อง เล่าที่เป็นโศกนาฎกรรมคือ บางครอบครัว
หัวหน้าครอบครัวต้องลงมือสังหารบุตร และภรรยาของตนเอง
เพียงเพื่อให้ลูกๆ และภรรยาไม่ต้องตายอย่างทรมาน
เพราะหากปล่อยให้พวก ทหารบ้าน (อาสาสมัคร)
ฮูตูฆ่าเอง พวกนั้นจะตัดมือตัดแขน และปล่อย
ให้ตายเองอย่างทรมาน หลายครอบครัว
จึงขอลงมือสังหารเอง เนื่องจากไม่มีทางรอดแล้ว

มนุษย์ มีบทเรียนทางประวัติศาสตร์ให้ทบทวนมากมาย
แต่เหตุร้ายมักกลับมา หมุนเวียนไปที่นั่นที่นี่ เสมอๆ

จากยุโรป สู่ตะวันออกกลาง สู่กัมพูชา ไปจนถึงรวันดา

Credit:atcloud.com...
(คนชาติเดียวกันเกิดมาบนผืนแผ่นเดียวกัน..
แต่แบ่งแยกแบ่งเผ่ากัน..ผมว่ามัน คงไม่มีปัญหา..
จุดสำคัญคือคนที่อยากแบ่งแยกแบ่งความเป็นชาติเดียวกัน..
จุด สำคัญทีต้องสอยลงมา)


ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ส่งต่อกันมา

ชีวิตของมหาเศรษฐี


"ไม่ต้องบินให้สูงอย่างใครเขา...
 
จงบินเอาเท่าที่เราจะบินไหว

ท่าที่บินไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร

แค่บินไปให้ถึงฝัน เท่านั้นพอ"
 

The point...

ชีวิตพอเพียงของมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก

Warren Buffett
http://news.bn.gs/images/articles/20080306065406686_1.jpg


มีรายการสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงของสถานีโทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์ วอร์เรน บัพเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก (รองจากบิล เกตส์) ซึ่งบริจาคเงินให้การกุศลถึง 31,000 ล้านดอลล่าร์ 
(
เป็นเงินไทยก็ราวๆ 1,000,000,000,000 อ่านว่า 1 ล้าน ล้านบาท โอ้แม่เจ้า) 

ต่อไปนี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา : 

1) 
เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และปัจจุบันบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป! 

2) 
เขาซื้อไร่เล็กๆ เมื่ออายุ 14 โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือพิมพ์ 

3) 
เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน กลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม 

4) 
เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน 

5) 
เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

6) 
บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัท เขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัดประชุมหรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ 

7) 
เขาให้กฎแก่ ซีอีโอ เพียงสองข้อ 
กฎข้อ 1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย 
กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1 

8 ) 
เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน คือทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์ 

9) 
บิล เกตส์ คนที่รวยที่ สุดในโลก เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน บิล เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัพเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิล เกดส์ได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกันนานถึงสิบชั่วโมง และบิล เกตส์กลายเป็นผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัพเฟตต์ 

10) 
วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน 

11) 
เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า : 

ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย ๔ อย่างเพียงพอนั่นเอง 

มหาเศรษฐีหรือยาจก   กินข้าวแล้วก็อิ่ม1มื้อ เท่ากัน 
มหาเศรษฐีหรือยาจก   มีเสื้อผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน 
มหาเศรษฐีหรือยาจก        มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็เหมือนกันคือ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เหมือนกัน 
มหาเศรษฐีหรือยาจก   จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไร สุดท้ายก็ต้องตายเหมือนกัน



การกดขี่คริสเตียนในประเทศเกาหลีเหนือ

From: reewat@hotmail.com
To: kaochristian.editor@gmail.com
Subject: การกดขี่คริสเตียนในประเทศเกาหลีเหนือ
Date: Thu, 30 Sep 2010 11:33:20 +0000

Execution of Underground Chirstians in North Korea

Christiantoday.com  (English and Thai)
นิตยสารคริสเตียนทูเดย์ออนไลน์

 

เกาหลีเหนือได้สังหารผู้นำคริสตจักรใต้ดินของเกาหลีเหนือ และสั่งคุมขังคริสเตียนอีก 20 คน

แม้ว่าการการสั่งลงโทษดังกล่าวจะเกิดขึ้นตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานานหลายเดือนแล้ว แต่เพิ่งจะมีข่าวเผยแพร่ออกมาในเดือนนี้

ตามการกล่าวอ้างของสำนักข่าวเอเชียนิวส์ ตำรวจเกาหลีเหนือได้บุกตรวจค้นบ้านของ คูวานดอง ในตำบล พยังซัง, จังหวัดพยังกอง  ตำรวจได้จับกุมผู้เชื่อพระเยซูทั้ง 23 คนที่มารวมตัวกันเพื่อกิจกรรมทางศาสนา
 

ผู้นำคริสเตียนถูกประหารชีวิตหลังจากถูกจับกุมไม่นานนัก  อีก 20 คนที่เหลือได้รับรายงานว่าถูกส่งไปค่ายใช้แรงงาน หมายเลข 15 ในเมือง ยอด๊อก ทั้ง 23 คนที่ถูกจับกุม ได้หันมานับถือพระเยซูหลังจากที่พวกเขาได้เดินทางไปทำธุรกิจที่ประเทศจีน และได้พบกับสมาชิกของคริสตจักรบางคนที่นั่น

กลุ่มเคลื่อนไหวชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์จากรัฐบาลเกาหลีเหนือที่ประการอยู่ในกรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ได้ยืนยันข่าวนี้  กลุ่มผู้เคลื่อนไหวนี้พยายามสร้างความตระหนักแก่สังคมโลกว่ามีการปฏิบัติที่ไม่ชอบธรรมอยู่ในประเทศเกาหลีเหนือ

 

เป็นเวลา 8 ปีมาแล้วที่กลุ่ม Open Doors ได้จัดลำดับประเทศเกาหลีเหนือเป็นประเทศที่เลวร้ายที่สุดที่กดขี่และกวาดล้างคริสเตียน

ในปี ค.ศ. 2009 สมาคมผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ผู้หญิงคริสเตียนคนหนึ่งอายุประมาณ 33 ปี ในขณะที่เธอพยายามแจกจ่ายพระคัมภีร์ไบเบิ้ล  เธอจับกุมและถูกยัดเยียดข้อหาเป็นสายลับให้แต่คนต่างชาติ  ในที่สุดเธอถูกฆ่าตายต่อหน้าสาธารณชนในประเทศเกาหลีเหนือ

คาดว่ามีคริสเตียนในประเทศเกาหลีเหนือประมาณ 400,000 คน คนเหล่านี้ถูกข่มเหง ถูกคุมขัง ทรมาน และถูกทำทารุณกรรมต่อหน้าสาธารณะชนเพียงเพราะเจ้าหน้าที่รัฐบาลได้พบเห็นว่าพวกเขามีความเชื่อแบบคริสเตียน

การเป็นคริสเตียนในประเทศเกาหลีเหนือรัฐบาลของเขาถือว่าเป็นการความผิดทางอาญาร้ายแรง  ประชาชนทุกคนถูกบังคับให้ยึดหมั่นกับลัทธิบูชาบุคคล  การเชื่อหมั่นศรัทธาต่อผู้นำเผด็จการ และวิญญาณบรรพบุรุธของผู้นำเผด็จการ

ไม่มีความเชื่อทางศาสนาหรือลัทธิความเชื่อใดๆ ได้รับอนุญาตให้มีอยู่ในประเทศเกาหลีเหนือ

ประมาณการว่ามีผู้เชื่อที่เป็นคริสเตียนประมาณ 40,000-60,000 คน ถูกกักขัง หรือถูกส่งไปค่ายกักให้ใช้แรงงาน เพราะพวกเขาความเชื่อที่มีต่อพระเยซู

กลุ่ม The Voice of Martyrs Canada (กลุ่มเสียงร้องจากผู้พลีเพื่อพระคริสต์ในประเทศคานาดา) ได้กล่าวเรียกร้อง

ขอให้เราช่วยกันอธิษฐานเผื่อผู้เชื่อพระเยซูในประเทศเกาหลีเหนือด้วย เพราะพวกเขาอยู่ในภาวะเสี่ยงภัยอย่างมาก

ขอให้ผู้เชื่อพระเจ้าชาวเกาหลีเหนือมีโอกาสได้พบปะกัน และได้หนุนใจซึ่งกันและกันในความเชื่อ


แปลและเผยแพร่ โดย RW-

http://reewat.blogspot.com


ที่มา ของข่าว

http://www.christiantoday.com/article/north.korea.executes.underground.church.leaders/26540.htm


North Korea has executed three leaders of the underground church and jailed 20 other Christians, reports a news agency focused on Asia.
Although the execution and imprisonment happened in mid-May, news only got out this month.
According to AsiaNews, North Korean police raided a house in Kuwal-dong in Pyungsung county, Pyongan province, and arrested all 23 believers who were gathered there for religious activity.
The leaders were sentenced to death and soon after executed. The other 20 were reportedly sent to the infamous prison labour camp No 15 in Yodok. The 23 Christians had come to faith after some of them travelled to China on business and met with church members there.
North Korea Intellectual Solidarity, a group of North Korean defectors based in Seoul that seeks to raise awareness about injustice in North Korea, confirmed the events.
For eight straight years, Open Doors has ranked North Korea as the world's worst persecutor of Christians.
In 2009, the Associated Press reported that a 33-year-old Christian woman accused of distributing Bibles and "spying" for foreign countries was publicly executed in North Korea.
There are an estimated 400,000 Christians in North Korea who live under the constant threat of imprisonment, torture or public execution if authorities discover their Christian faith.
Being a Christian in North Korea is considered one of the worst crimes by the oppressive government. All citizens are forced to adhere to a personality cult revolving around the worship of the current dictator and his deceased father.
No other religious beliefs are allowed in the country.
An estimated 40,000 to 60,000 Christians are currently in prison labor camps because of their faith.
"Please pray for believers in North Korea who follow Jesus at great risk", urged The Voice of the Martyrs Canada.
"May they have opportunities to meet together and provide encouragement to one another."

http://www.christiantoday.com/article/north.korea.executes.underground.church.leaders/26540.htm

อยากมีความสุขฟังทางนี้ สดุดี 34.8


  บุคคลผู้ใดวางใจในพระเจ้าจะได้รับพระพร
 
 "ขอเชิญชิมดูแล้วจะเห็นว่า พระเจ้าประเสริฐ:
 คนที่ลี้ภัยอยู่ในพระองค์ก็เป็นสุข" (สดุดี 34:8)
 
 พระเยซูคริสต์ทรงประทานคำเทศนาบนภูเขา

เกี่ยวกับ "ผู้เป็นสุข" เป็นทัศนคติที่เราควรมี

คำสอนของพระองค์ไม่ใช่เป็นคำพูดซ้ำซาก
 แต่เป็นทัศนคติที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของชีวิตคริสเตียน
 
 ชื่อเสียงของคุณเป็นสิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับคุณ...
 แต่คุณลักษณะเป็นสิ่งที่พระเจ้ารู้จักคุณ
 
 
 
 คำเทศนาบนภูเขาไม่ได้พูดว่า

"พระพรจะตกอยู่แก่สิ่งของที่คุณมี" หรือ
 "พระพรจะตกอยู่กับการกระทำของคุณ" แต่
 "พระพรจะตกอยู่กับความเป็นตัวตนของคุณ"

คนส่วนใหญ่ในโลกนี้กำลังทำสิ่งใด?
 พวกเขากำลังแสวงหาความสุข

ถ้าคุณแสวงหาความสุข คุณจะไม่มีวันพบมัน
 แต่ถ้าคุณถูกต้องจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า

พระพรนั้นจะมาหาคุณเอง
 
 ถ้าคุณเป็นคนที่มองหาคุณค่าของตัวคุณเอง

จากสิ่งที่คุณมี หรือสิ่งที่คุณทำ
 สารภาพเสียต่อเบื้องพระพักตร์
 และเพ่งไปที่ทัศนคติที่คุณควรมี

จากคำเทศนาบนภูเขาในมัทธิว 5:3-11
 
 โดย: Pastor Adrian Rogers
 
 Daily devotional
 
 Love worth finding ministries: www.lwf.org
 
 http://www.churchofjoy.net/3644
Date: Sun, 8 Aug 2010 11:59:08 -0700


 Subject: [ข่าวคริสตชน www.KaoChristian.com]

 บุคคลผู้ใดวางใจในพระเจ้าจะได้รับพระพร
 From: editor@kaochristian.com
 To: christianthai@googlegroups.com

 

ต้นกำเนิดวันแม่ ทำอะไรให้แม่ดี

วันแม่ ทำอะไรให้แม่ดีนะ

คมชัดลึก :
 
ในสังคมโลก "วันแม่" เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2457
ที่สหรัฐอเมริกา
เมื่อคุณครูผู้หญิงคนหนึ่งลุกขึ้นมาเสนอให้มีวันแม่ขึ้นอย่างเป็นทางการ
ซึ่งบรรลุความสำเร็จเมื่อประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน
ได้ประกาศให้ทุกวันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคมเป็น "วันแม่แห่งชาติ"
และมีดอกคาร์เนชั่นที่มีหน้าตาคล้ายๆ ดอกมะลิซ้อนบ้านเราเป็นสัญลักษณ์
แถมยังมีการแบ่งสีเอาไว้ด้วยว่ากรณีที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ใช้ดอกคาร์เนชั่นสีชมพู
แต่ถ้าคุณแม่เสียชีวิตไปแล้วเขาจะใช้ดอกคาร์เนชั่นสีขาว

ในบ้านเราประกาศให้มีวันแม่ตั้งแต่ พ.ศ.2493 โดยรัฐบาลจอมพลป.
พิบูลสงคราม กำหนดให้ทุกวันที่ 15 เมษายนของทุกปีเป็นวันแม่
และต่อมาได้เปลี่ยนเป็นวันที่ 12 สิงหาคม หรือวันเฉลิมพระชนมพรรษา
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็น "วันแม่แห่งชาติ" ตั้งแต่ พ.ศ.
2519 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยระบุให้ดอกมะลิที่มีสีขาวบริสุทธิ์
มีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจและหอมนาน เป็นดอกไม้สัญลักษณ์

สมัยก่อนเวลาพูดถึงวันแม่
ผู้คนส่วนใหญ่มักน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เป็นสำคัญ นึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงราษฎรของพระองค์
นึกถึงภาพที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปตามท้องถิ่นต่างๆ
พร้อมกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดเวลา
นึกถึงภาพงานเฉลิมฉลองที่มีหน่วยราชการต่างๆ
พร้อมใจกันจัดขึ้นอย่างสนุกสนาน ครึกครื้น ด้วยมหรสพมากมาย
ซึ่งคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำมาหากินในกรุงเทพฯ
ก็มักถือเป็นโอกาสได้กลับไปเยี่ยมครอบครัว เยี่ยมพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย
ที่บ้านเกิด
ซึ่งก็ส่งผลให้วัดวาอารามตามหัวเมืองถือเป็นโอกาสพิเศษจัดงานเฉลิมฉลอง
เชิญชวนคนไปทำบุญได้อีกวาระหนึ่ง

เดี๋ยวนี้ คำว่าวันแม่ดูจะขยายวงกว้างออกไป
คือนอกเหนือจากกิจกรรมเพื่อเทิดพระเกียรติพระแม่แห่งแผ่นดิน
ซึ่งยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องแล้ว
เรายังมีกิจกรรมเพื่อแม่ของประชาชนแต่ละคนด้วย ดังนั้น
วันแม่สมัยนี้เราจึงเห็นภาพกิจกรรมภายในครอบครัวรูปแบบต่างๆ
ที่ลูกๆแสดงออกถึงความรัก ความกตัญญูที่มีต่อแม่บังเกิดเกล้า

กิจกรรมยอดนิยมในอันดับต้นๆ น่าจะเป็นการพาแม่ไปเที่ยว
เพราะบางครอบครัวลูกกับแม่อาจไม่ค่อยไปเที่ยวด้วยกันบ่อยนัก
การพาแม่ไปทานอาหารนอกบ้าน เป็นมื้อพิเศษตามฐานะ
ซึ่งไม่จำเป็นต้องแพงหรือหรูหรา แต่อย่างน้อยก็น่าจะแปลกๆ หน่อย
พาแม่ไปเสริมสวย ไปนวดตัวนวดหน้า ทำสปา
ก็น่าจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะด้วยสัญชาตญาณของความเป็นผู้หญิง
แม้แม่หลายคนจะสูงวัยแล้ว
แต่ก็เชื่อว่าความรักสวยรักงามน่าจะยังคงมีอยู่ในใจ

พาแม่ไปทำบุญก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แม่บางคนแก่แล้ว
โอกาสจะไปทำบุญแต่ละครั้งค่อนข้างยาก ไม่มีคนพาไปบ้าง
หรือแม่บางคนเดินเหินไม่ค่อยสะดวกแล้วไปเองไม่ได้
หรือวัดที่อยากไปอยู่ไกลบ้าน
ก็น่าจะถือโอกาสนี้เป็นจังหวะดีที่จะได้ทำบุญร่วมกันทั้งครอบครัว
เผื่อชาติหน้าจะได้เกิดมาเป็นแม่ลูกกันอีก

พูดถึงเรื่องบุญกรรมคนสมัยใหม่อ่านเจอเข้าก็คงขำๆ มองเป็นเรื่องเหลวไหล
เพ้อเจ้อ โบราณ ไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่น่าแปลกที่เพื่อนๆ
หลายคนที่จบมาทางวิทยาศาสตร์ เป็นวิศวกร เป็นหมอ
กลับทำบุญอย่างเอาจริงเอาจัง
แถมคอยบอกผมเสมอว่าเวรกรรมและบาปบุญนั้นมีจริง
แถมยุคนี้บาปบุญปรับตัวตามทันโลกแห่งยุคดิจิทัล
คือตามทันอย่างรวดเร็วราวกับออนไลน์ ไม่เชื่อก็ลองดูได้

อีกวิธีที่ที่น่าสนใจคือการนัดกันในหมู่พี่ๆ น้องๆ
ยกขบวนกันไปกราบแม่ที่บ้านเดิม อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เอาดอกมะลิไปไหว้
เอาของขวัญไปมอบ หาขนมอร่อยๆ ที่แม่ชอบทาน เสื้อผ้าแนวที่แม่ชอบใส่ไปให้
ซึ่งเรามักได้ยินประโยคที่คล้ายๆ กันจากปากแม่ทุกๆ คนเสมอว่า
ไม่ต้องซื้อหาอะไรมาให้แม่หรอก เปลืองตังค์เปล่าๆ เก็บเงินไว้ใช้เถอะนะ
ขอแค่โทรมาให้แม่ได้ยินเสียงบ่อยๆ หรือแวะมาหาแม่บ้าง
แค่นี้แม่ก็มีความสุขเกินพอแล้ว

วันแม่ ลูกอย่างคุณเตรียมตัวจะทำอะไรให้แม่แล้วหรือยัง

อย่าแตะต้องผู้ถูกเจิมไว้ของพระเจ้า

เชื่อใจตนเองหรือเชื่อฟังพระเจ้า


 "'
แต่ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่าให้เราแตะต้องผู้ที่
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเจิมตั้งไว้

 
ให้เราเอาหอกและเหยือกข้างพระเศียรของ
พระองค์ไปกันเถิด"
 (
1ซามูเอล
26:1)
 
 
ดาวิดมีโอกาสเหมาะไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่สองครั้ง แต่ท่านก็เลือกที่จะรอ

 
ต้องเผชิญการทดลองถึงสองครั้ง ควรจะฆ่ากษัตริย์ที่กำลังเผลอ
 
หรือรอให้เป็นเวลาของพระเจ้าดี?
 
ดาวิดเลือกที่จะรอ แลดูเหมือนท่านเลือกทำ

 "
แผน B"
 
 
ดาวิดใช้เวลาหลายปีรอคอยนับแต่วันที่ได้รับการเจิมตั้งขึ้น
เป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอล

 
ไปจนถึงเวลาที่ได้ขึ้นครองจริงๆ
 
ท่านใช้เวลาระหว่างนั้นเลี้ยงแกะอยู่ในทุ่ง
 
เล่นดนตรีให้กษัตริย์ซาอูลฟังในวัง
 
และหลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำขณะหนีการตามฆ่า
ด้วยความแค้นของซาอูล ถึงกระนั้น

 
บทเพลงในหนังสือสดุดี เราเห็นว่าท่านไม่เคยสูญเสียความเชื่อ
 
แทนที่จะผิดหวังว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามแผน A ดาวิดประกาศว่า
 
 "
แต่ส่วนข้าพเจ้าเป็นเหมือนต้นมะกอกงอกงามในพระนิเวศของพระเจ้า
 
ข้าพเจ้าพึ่งในความรักมั่นคงของพระเจ้าตลอดนิรันดร์
 
ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์เป็นนิตย์
สำหรับสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำ

 
ข้าพระองค์จะฝากความหวังไว้กับพระนามของพระองค์
 เพราะพระนามนั้นประเสริฐ

 
ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ต่อหน้าบรรดาประชากรของพระองค์" (สดุดี
 52:8-9
อมตธรรม)
 
 
ท่านวางใจว่าพระเจ้าจะไม่ปล่อยให้แม้แต่เพียงชั่วครู่
 
ในสถานการณ์หรือการทดสอบสูญเสียไป
 
ท่านยึดมั่นและเชื่อว่าทุกๆเหตุการณ์สามารถนำไป
ถึงพระสัญญาที่พระองค์ให้ไว้ก่อนหน้านี้หลายปีได้

 
ท่านยึดมั่นในความหวังใจว่า วันหนึ่งข้างหน้า
 
จะได้ขึ้นครองเป็นกษัตริย์โดยไม่จำเป็นต้องเสาะแสวงหาด้วยมือตนเอง
 
 
แล้ววันนั้นก็มาถึง หลังจากการไว้ทุกข์ให้ซาอูลและโยนาธานผ่านไป
 
ดาวิดทูลถามพระเจ้า ทำตามที่พระองค์สั่ง และได้ขึ้นครองเป็นกษัตริย์
 
ท่านพร้อมแล้วที่จะก้าวไปตามแผนการอันสมบูรณ์ของพระเจ้า
 
และตามเวลาที่พระองค์จัดเตรียมไว้ ท่านไม่เคยมองกลับไปที่ทุ่งนา
 
หรือที่ในถ้ำ ท่านก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ด้วยประสบการณ์
 
และพระปัญญาที่พระเจ้าประทานให้ผ่านขั้นตอนต่างๆ
หลายขั้นจนไปถึงวันสำคัญนั้น

 
 
ฉันเองก็ต้องตัดสินใจในเรื่องที่คล้ายๆกันขณะถามตัวเอง
ด้วยคำถามเหล่านี้
:
 
ฉันควรจะรอให้พระสัญญาของพระองค์สำเร็จ
เป็นจริงในเวลาของพระองค์

 
หรือจำเป็นต้องลงมือทำบางอย่างด้วยตัวเอง?
 
ขณะที่กำลังเดินหน้าทำในสิ่งที่เชื่อ
ว่าพระองค์ทรงเรียกให้ทำ

 
ฉันจะวางใจพระองค์ได้อย่างไร
ว่าจะทรงใช้ทุกๆก้าวระหว่างทาง

 
เพื่อทำในสิ่งที่ถูกต้องและถวายกียรติแด่พระองค์?
 
เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลง

 
ฉันกล้าก้าวเดินออกไปสู่สิ่งใหม่ๆที่น่าตื่นเต้น
 
หรือฉันควรจะหันหลังกลับไปมองที่เดิม
 
และตัดสินใจกลับไปอยู่ในที่ๆปลอดภัยและคุ้นเคยดีกว่า?
 
 
นี่เป็นการตัดสินใจที่ท้าทายมาตลอดทั้งปี ก่อนหน้านี้

 
ฉันได้ยินพระองค์ตรัสเรียกพร้อมด้วยพระสัญญาในใจ
ฉันมองกลับไปที่การศึกษา

 
หน้าที่การงาน และประสบการณ์ต่างๆที่
หล่อหลอมขึ้นเป็นความฝันของฉัน

 
ทำให้บางครั้งแผนเหล่านั้นกลับเป็นเหมือน
แผน
B แต่ไม่ใช่เลย

 
ทุกก้าวที่เดินไปด้วยใจที่เชื่อฟังได้นำฉันไปสู่ที่แห่งใหม่
 
 
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ฉันต้องตัดสินใจเลือ
กว่าจะทำงานอยู่ที่เดิมดี

 
หรือไปมองหาสิ่งใหม่ๆที่ดีกว่า เป็นงานที่ถูกเรียกมาตั้งแต่อดีต
 
แต่ครั้งนี้พระเจ้าตรัสว่า "ไม่"
 
ทรงทำให้ฉันตระหนักได้ว่าถ้าเลือกงานนี้
ก็เท่ากับฉันกำลังเลือกแผน
B
 
และที่แย่กว่าคือไม่เชื่อฟัง

 
พระเจ้าทรงเรียกให้ลูกๆของพระองค์เดินอยู่ในแผน A
ซึ่งอาจไม่สะดวกสบาย

 
ต้องอดทนรอคอย และเผชิญการทดสอบในเส้นทางนี้
 
แต่การเชื่อฟังคือการเดินอยู่ในแผน A เสมอ
 
และเป็นที่ๆพระพรของพระองค์รออยู่
 
 
โดย : Amy Carroll
 
 Encouragement for today:
www.crosswalk.com